รีเซต

เรื่องเล่า World Economic Forum ทรัมป์พูดสุนทรพจน์อย่างไร คนทั้งห้องเงียบกริบ ?

เรื่องเล่า World Economic Forum ทรัมป์พูดสุนทรพจน์อย่างไร คนทั้งห้องเงียบกริบ ?
TNN ช่อง16
22 มกราคม 2569 ( 15:22 )
13

หลายคนน่าจะได้เห็นภาพที่ฝูงชนจำนวนมากในงานประชุม World Economic Forum ที่ต่อแถวยาวเบียดกันแบบไหล่ต่อไหล่ เพื่อรอเข้าไปฟังสุนทรพจน์สะเทือนโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เดินทางมาร่วมประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ในปีนี้ แม้กระทั่งผู้นำประเทศและผู้มีชื่อเสียงบางคนยังต้องถูกกันไม่ให้เข้าไปในห้องที่ทรัมป์จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ด้วยซ้ำ ภาพของทรัมป์ขณะกำลังพูดสุนทรพจน์ประเด็นต่าง ๆ บนเวทีที่ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ทำให้เริ่มมีการตั้งคำถามว่าประเด็นมากมายเหล่านั้นจะสร้างบรรยากาศอย่างไรให้กับผู้ชมที่ได้เข้าไปฟังทรัมป์พูดแบบสด ๆ

อ้างอิงจากบทความของ “เฟซาล อิสลาม” บรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจของสำนักข่าว BBC ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่ได้เข้าไปฟังออกมาบรรยายความรู้สึกของเขาในห้องประชุม ที่แม้ว่าจะมีคนมหาศาลมาร่วมฟังทรัมป์แต่เสียงกลับเงียบกริบ อีกทั้งทุกอย่างที่ทรัมป์พูดก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด…

-โทนเสียงของทรัมป์ คือ ผู้ใหญ่ใจดี ?

เฟซาล เล่าว่าในห้องตอนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เดินเข้ามาทรัมป์ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากฝูงชน โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น มีการยืนปรบมืออย่างให้เกียรติ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อต้อนรับทรัมป์นั้นเข้มงวด “อย่างไม่น่าเชื่อ” ไม่กี่นาทีหลังเริ่มกล่าวสุนทรพจน์ ทรัมป์ยังคงควบคุมอารมณ์ได้ดี ตามคำบรรยายของเฟซาล หลายคนก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในครั้งนี้จะเป็นการออกมาวางกติกาเศรษฐกิจโลกแบบใหม่หรือไม่ แต่มันกลับเต็มไปด้วยคำแนะนำเชิงในแบบ “ผู้ใหญ่ใจดี” คนหนึ่งมากกว่า

เฟซาล เล่าว่าบรรยากาศนั้นแตกต่างอย่างมากจากโทนเสียงคุกคามที่ทรัมป์ชอบโพสต์บนโซเชียลมีเดียของเขา ที่อ้างว่ากรีนแลนด์จะเป็นของสหรัฐฯ จากสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เฟซาลตั้งคำถามว่า แล้วโดนัลด์ ทรัมป์ตัวจริงคือแบบไหนกันแน่ ? เขาได้รับรู้หรือไม่ว่าถ้อยคำบางอย่างของเขาถูกต่อต้านอย่างหนักเพียงใด ? ขณะที่ผู้เข้าร่วมงานหลายคน บอกต่อให้เฟซาลทราบว่าพวกเขาเกรงจะเกิดเหตุการณ์ที่มีการใช้คำพูดรุนแรงเหมือนในคืนก่อนหน้าที่ทรัมป์จะเดินทางมาถึง เมื่อ “โฮเวิร์ด ลุตนิค” รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของทรัมป์กล่าวกับผู้มาฟังการเสวนาของเขาว่า “ คุณตายแล้ว” หรือ "you're dead" จนผู้คนในห้องประชุมพากันเดินออกไป แต่ก็ดูเหมือนว่าสุนทรพจน์ของทรัมป์พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุแบบนี้

-สดใสอยู่ดี ๆ จนทรัมป์พูดไปเรื่อย ๆ และเริ่ม “มืดหม่น”

เฟซาล นักข่าว BBC เผยด้วยว่าในตอนแรกทั้งเขาและคนอื่นคิดว่าทรัมป์พยายามใช้แนวทางทางการทูตอาจเป็นเพราะเขาได้รับฟังเสียงวิจารณ์อย่างหนัก เลยพยายามทำให้ท่าทีดูนุ่มนวลลง เขาพูดด้วยถ้อยคำเป็นมิตรเกี่ยวกับพันธมิตรตะวันตกที่ดีจนคนเริ่มอึดอัด ไม่เพียงเท่านี้ แต่ในตอนแรกทรัมป์ยังยอมรับด้วยว่าเขาอาจไม่ควรพูดถึงประเด็นอ่อนไหวอย่างกรีนแลนด์ แต่สุดท้าย ฉากคำพูดสวยหรูก็จบลงราวกับว่าเขาไม่อาจห้ามตัวเองได้ สุนทรพจน์ของทรัมป์ก็เริ่มหันไปในทิศทางที่มืดหม่น เขาเริ่มพูดถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในการช่วยเหลือกรีนแลนด์ในอดีต รวมถึงความสัมพันธ์อันดีกับเดนมาร์ก ทรัมป์ยังพูดด้วยว่า

“หลังสงครามโลกครั้งที่สองสหรัฐฯ ได้คืนกรีนแลนด์ให้กับเดนมาร์ก ทำไมสหรัฐฯ ช่างโง่เขลาขนาดไหนที่ทำแบบนั้น”

คำพูดนี้นอกจากจะสร้างความอึดอัดให้กับคนฟังแล้วมันยังเต็มไปด้วยความผิดพลาด BBC ทำรายงานตรวจสอบข้อเท็จจากสุนทรพจน์ของทรัมป์และพบว่าในประเด็นนี้ แท้จริงแล้ว “กรีนแลนด์ไม่เคยเป็นของสหรัฐฯ” เนื่องจากในปี 1933 ศาลระหว่างประเทศซึ่งเป็นองค์กรก่อนหน้าที่จะเกิดการก่อตั้งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ  ได้ตัดสินว่ากรีนแลนด์เป็นของเดนมาร์ก ต่อมาในปี 1941 หลังจากเดนมาร์กยอมจำนนต่อเยอรมนี ทำให้สหรัฐฯ และผู้แทนของเดนมาร์กได้ลงนามในข้อตกลงที่อนุญาตให้สหรัฐฯ ปกป้องกรีนแลนด์เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคนาซีเข้ายึดครอง ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวนำไปสู่การก่อสร้างฐานทัพของสหรัฐฯ ในกรีนแลนด์ รวมถึงการส่งกำลังทหารอเมริกันเข้าไปประจำการ แต่ข้อตกลงนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโอนย้ายอธิปไตยซึ่งหมายความว่ากรีนแลนด์ไม่เคยกลายเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ตามที่ทรัมป์พูด

จบจากเรื่องกรีนแลนด์ เฟซาลเล่าว่าจากนั้นทรัมป์ก็เริ่มกล่าวดูหมิ่นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป โดยบอกว่าทุกคนในห้องคงกำลังพูดภาษาเยอรมัน หากไม่ใช่เพราะสหรัฐฯ ช่วยเหลือจนรอดพ้นจากนาซีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

แล้วทรัมป์ก็วนมาที่เรื่องกรีนแลนด์อีกรอบ ครั้งนี้เขาประกาศว่ากำลังแสวงหาการเจรจาโดยทันที เพื่อให้สหรัฐฯ ได้มาซึ่งกรีนแลนด์ เป็นการยุติเรื่องด้วยการเจรจาโดยไม่ต้องใช้กำลัง แต่สหรัฐฯ จำเป็นต้องได้กรรมสิทธิ์กรีนแลนด์อย่าง “เต็มรูปแบบ” ก่อนที่เขาจะพูดออกมาว่าสหรัฐฯ ต้องการดินแดนนี้เพื่อสร้าง “โกลเดนโดม” ระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เขายังเตือน มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ถึงถ้อยคำที่คาร์นีย์วิจารณ์เขาไว้เมื่อวันก่อน โดยทรัมป์ย้ำด้วยว่าจะใช้กรีนแลนด์ในการปกป้องแคนาดาด้วยเช่นกันและทรัมป์ก็ไม่ลืมที่จะบอกว่า…

“ผมกำลังขอแค่น้ำแข็งชิ้นหนึ่ง มันเป็นคำขอที่เล็กมาก”

เฟซาล กล่าวว่าในช่วงเวลานั้นในห้องประชุมนิ่งเงียบ เพราะเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริง ๆ ที่ได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ถูกพูดออกมาอย่างเปิดเผย แต่คงไม่แปลกนักเพราะมันคือคำพูดที่ออกมาจากปากของโดนัลด์ ทรัมป์

-ปฏิกิริยาที่หลากหลายในห้องประชุม

ในห้องประชุม World Economic Forum ที่ทรัมป์ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “นายอำเภอของโลก” ที่พร้อมจะชูกติกาใหม่ของเขาเพื่อปกครองโลกนี้ทุกเมื่อ แต่ในห้องประชุมก็ปฏิกิริยาที่หลากหลายจากคนที่มารับฟัง

เฟซาล เผยว่าความพยายามที่ทรัมป์จะใช้ “เสน่ห์” ของการเป็นประธานาธิบดีของเขาทำให้ในช่วงแรกเขาได้รับเสียงปรบมืออย่างสุภาพ แต่เมื่อเขาพูดถึงเรื่องตั้งแต่การเลือกตั้งที่ถูกโกง ไปจนถึงความไม่พอใจต่อสุนทรพจน์ของผู้นำคนอื่น ๆ ที่ดาวอส ก็ทำให้บางคนที่นั่งฟังอยู่ รู้สึกเหลือเชื่อ แม้เขาสัญญาว่าจะไม่บุกยึดกรีนแลนด์ แต่หลายคนยังตกตะลึงกับความพยายามของเขาในการโน้มน้าวให้ยุโรปยกดินแดนดังกล่าวให้

“แกวิน นิวซัม” ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียจากพรรคเดโมแครตคืออีกหนึ่งบุคคลที่เฟซาลเล่าว่า เขาถูกทรัมป์โจมตีกลางเวที World Economic Forum หลังจากที่นิวซัมโต้แย้งว่า ทรัมป์ถอยหลังเพราะเผชิญแรงต้านอย่างแข็งกร้าวจากผู้นำอย่างประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส และ นายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา

และเพราะเหตุนี้ แม้ทรัมป์จะพยายามลดความตึงเครียด แต่เขาก็ยังคงวิจารณ์พันธมิตร รวมถึงโจมตีผู้นำโลกบางคนเป็นการส่วนตัวและแม้จะให้คำมั่นว่าจะไม่บุกกรีนแลนด์ แต่เขาก็ยังกล่าวว่ากรีนแลนด์จะเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ และโลกควรจะขอบคุณเขาสำหรับเรื่องนี้

สรุปแล้วตลอด 1 ชั่วโมงของการกล่าวสุนทรพจน์ แม้สุดท้ายสิ่งที่ผู้คนแห่เข้ามาฟังจากทรัมป์จะจบลงแต่เฟซาลยอมรับว่า สุนทรพจน์ครั้งนี้จะเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์บนเวทีระดับโลกของทรัมป์ที่จะยังคงพูดถึงมันไปอีกนาน


-นอกจากกรีนแลนด์ ทรัมป์พูดอะไรผิดบ้าง ?

ทรัมป์วิจารณ์นาโต (NATO) พร้อมกับอ้างว่า…

“สหรัฐฯ ออกค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันของนาโตแทบจะ 100%”

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้อ้างอิงจากรายงาน BBC verify ตรวจสอบข้อมูลพบว่า “ไม่ถูกต้อง” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาการใช้จ่ายด้านกลาโหมของสหรัฐฯ คิดเป็นประมาณ 70% ของการใช้จ่ายด้านกลาโหมทั้งหมดของประเทศสมาชิกนาโต ขณะที่ในปี 2024 สัดส่วนดังกล่าวลดลงเหลือ 65% และในปี 2025 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 62% เนื่องจากประเทศสมาชิกนาโตทั้งหมด ถูกคาดหมายว่าจะใช้จ่ายด้านกลาโหมอย่างน้อย 2% ของ GDP เป็นครั้งแรก และในปัจจุบัน ยังไม่มีประเทศสมาชิกนาโตประเทศใดใช้จ่ายในระดับดังกล่าวซึ่งก็คือ 100% ตามที่ทรัมป์พูด แม้แต่โปแลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้จ่ายด้านกลาโหมมากที่สุดเมื่อเทียบกับ GDP ก็ยังคาดว่าใช้จ่ายต่ำกว่า 4.5% ในปี 2025

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวบนเวทีว่า “สหรัฐฯ ไม่เคยได้อะไรกลับมาจากนาโต” และ “สหรัฐฯ ไม่เคยขออะไรจากใคร” จากการตรวจสอบของ BBC พบว่าในเว็บไซต์ของนาโตระบุว่า การป้องกันร่วมกันเป็นหลักการพื้นฐานที่สุดของนาโต และมาตรา 5 ของสนธิสัญญาก่อตั้งนาโตระบุว่าการโจมตีด้วยอาวุธต่อประเทศสมาชิกนาโตประเทศใดประเทศหนึ่ง จะถือเป็นการโจมตีต่อประเทศสมาชิกทั้งหมด

สหรัฐฯ เป็นประเทศ “สมาชิกเพียงประเทศเดียว” ของพันธมิตรที่เคยอ้างใช้มาตรา 5 หลังจากเหตุวินาศกรรมเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ 11 กันยายน หรือ 9/11 ในตอนนั้นประเทศสมาชิกนาโตได้ส่งกำลังทหารและยุทโธปกรณ์สนับสนุนสงครามในอัฟกานิสถานที่นำโดยสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นตามมาจากเหตุดังกล่าว และหนึ่งในประเทศที่ส่งกำลังสนับสนุนคือ “เดนมาร์ก” ซึ่งมีอัตราการสูญเสียต่อประชากรสูงเป็นอันดับต้น ๆ ในบรรดาพันธมิตรของสหรัฐฯ โดยทหารเดนมาร์กส่วนใหญ่ ถูกส่งไปประจำการในพื้นที่สู้รบหนัก เคียงข้างกองกำลังอังกฤษ ในจังหวัดเฮลมันด์ของอัฟกานิสถาน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง