สงครามอิหร่านจบ แต่น้ำมันยังแพงต่อ คนไทยจ่อแบกอีก 2 ปี

สงครามอิหร่านผ่านมาเดือนกว่า ราคาน้ำมันพุ่งทะยานแบบฉุดไม่อยู่ ตอนนี้ ก็ลามไปถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ และกระทบกับค่าครองชีพเราโดยตรง
คำถาม คือ เราจะต้องแบกรับภาระจากผลกระทบของสงครามนี้ไปถึงเมื่อไหร่
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ชี้ว่า แม้สงครามอิหร่านจะยุติลง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะยังอยู่ไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี
“คำว่ากระทบหมายถึงราคาน้ำมันที่จะยังปรับตัวสูงขึ้นไปอีก 1-2 ปี เหตุผลเพราะว่าในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันประมาณ 20% ของโลก โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของหลายประเทศหลัก ๆ เช่น ซาอุดีอาระเบีย UAE บาห์เรน คูเวต ถูกทำลายไปเยอะ แม้กระทั่งของอิหร่านด้วย”
“เพราะฉะนั้นผมคิดว่า แม้สงครามจะหยุด แต่ aftershock ยังมีอยู่ และประการที่สองคือความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์โลก และความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังมี ทำให้ประเทศต่าง ๆ อยากเก็บน้ำมันสำรองไว้เป็นบทเรียน เพราะฉะนั้นจากสองเหตุผลนี้ ราคาน้ำมันที่อยู่ระดับประมาณ 100 เหรียญ ยังจะอยู่ต่อไป” รศ.ดร.อัทธ์ กล่าว
น้ำมัน เป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อน้ำมันราคาสูงขึ้น ราคาสินค้าอื่นก็จะปรับตัวขึ้นตาม
เมื่อของทุกอย่างราคาแพงขึ้น เท่ากับว่า ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น และอาจผลักดันให้พวกเขา เข้าสู่วงจรกู้หนี้ยืมสินได้ง่ายยิ่งขึ้น
รศ.ดร.อัทธ์ คิดว่า สิ่งที่ต้องทำให้เห็นชัดคือ มันกระทบประชาชนแค่ไหน โดยเฉลี่ยครัวเรือนไทยมีรายได้ประมาณ 29,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ค่าใช้จ่ายปกติอยู่ที่ประมาณ 23,000 บาทต่อเดือน
“เพราะฉะนั้นจะเหลือเงินอยู่ประมาณ 6,000 บาท แต่ 6,000 บาทนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเหลือออม เพราะต้องเอาไปผ่อนหนี้ เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต โดยเฉลี่ยภาระผ่อนอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน ก็จะเหลือเงินจริง ๆ เพียงเล็กน้อย” รศ.ดร.อัทธ์ กล่าว
“เมื่อราคาสินค้าปรับตัวขึ้นตามน้ำมันประมาณ 30-40% ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4,000-5,000 บาท ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมขยับไปอยู่ที่ประมาณ 28,000 บาท เมื่อเทียบกับรายได้ 29,000 บาท ก็จะเหลือเงินเพียงประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการผ่อนหนี้แน่นอน เพราะหนี้ครัวเรือนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 200,000 บาทต่อครัวเรือน”
“ถ้าคิดเป็นภาระรายเดือน ก็อยู่ที่ประมาณ 4,000 บาทอย่างที่กล่าวไป เพราะฉะนั้นเงินที่เหลือประมาณ 1,000 บาท ไม่พอผ่อนหนี้ สุดท้ายประชาชนก็ต้องไปกู้เพิ่ม และนั่นจะทำให้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอนในปีนี้” รศ.ดร.อัทธ์ กล่าว
น้ำมัน เป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อน้ำมันราคาสูงขึ้น ราคาสินค้าอื่นก็จะปรับตัวขึ้นตาม
เมื่อของทุกอย่างราคาแพงขึ้น เท่ากับว่า ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น และอาจผลักดันให้พวกเขา เข้าสู่วงจรกู้หนี้ยืมสินได้ง่ายยิ่งขึ้น
รศ.ดร.อัทธ์ คิดว่า สิ่งที่ต้องทำให้เห็นชัดคือ มันกระทบประชาชนแค่ไหน โดยเฉลี่ยครัวเรือนไทยมีรายได้ประมาณ 29,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ค่าใช้จ่ายปกติอยู่ที่ประมาณ 23,000 บาทต่อเดือน
“เพราะฉะนั้นจะเหลือเงินอยู่ประมาณ 6,000 บาท แต่ 6,000 บาทนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเหลือออม เพราะต้องเอาไปผ่อนหนี้ เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต โดยเฉลี่ยภาระผ่อนอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน ก็จะเหลือเงินจริง ๆ เพียงเล็กน้อย” รศ.ดร.อัทธ์ กล่าว
“เมื่อราคาสินค้าปรับตัวขึ้นตามน้ำมันประมาณ 30-40% ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4,000-5,000 บาท ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมขยับไปอยู่ที่ประมาณ 28,000 บาท เมื่อเทียบกับรายได้ 29,000 บาท ก็จะเหลือเงินเพียงประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการผ่อนหนี้แน่นอน เพราะหนี้ครัวเรือนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 200,000 บาทต่อครัวเรือน”
“ถ้าคิดเป็นภาระรายเดือน ก็อยู่ที่ประมาณ 4,000 บาทอย่างที่กล่าวไป เพราะฉะนั้นเงินที่เหลือประมาณ 1,000 บาท ไม่พอผ่อนหนี้ สุดท้ายประชาชนก็ต้องไปกู้เพิ่ม และนั่นจะทำให้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอนในปีนี้” รศ.ดร.อัทธ์ กล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
