รีเซต

สหรัฐฯ จัดหนักขึ้นภาษีแคนาดา-บราซิล ไทยรอลุ้น 24 ก.ค.นี้

สหรัฐฯ จัดหนักขึ้นภาษีแคนาดา-บราซิล ไทยรอลุ้น 24 ก.ค.นี้
TNN ช่อง16
22 กรกฎาคม 2569 ( 17:44 )
8

มาตรการภาษีของสหรัฐกลับมาเป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังจับตาอีกครั้งล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดา 50% โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อสินค้าสหรัฐ ทั้งรถยนต์ ผลิตภัณฑ์นม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาตรการจะมีผลวันที่ 19 สิงหาคมนี้สินค้าที่ถูกเก็บภาษีครอบคลุมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ไวน์ อุปกรณ์ฮอกกี้ ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรมอย่างปูนซีเมนต์ แต่ยังยกเว้นสินค้าสำคัญ ได้แก่ พลังงาน โพแทช แร่ธาตุสำคัญ และสัตว์น้ำ

ด้านนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการละเมิดข้อตกลงการค้า CUSMA และจะยิ่งเพิ่มภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะในสหรัฐฯ พร้อมยืนยันว่าแคนาดายังคงเปิดทางเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ก่อนหน้านี้สหรัฐประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่จาก "บราซิล" ในอัตรา 25% หลังสรุปผลการสอบสวนที่ดำเนินมานาน 1 ปี ภายใต้มาตรา 301 โดยสหรัฐระบุว่าบราซิลมี "แนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม"  การประกาศเก็บภาษีรอบใหม่นี้น่าจะส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังการเจรจาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้

การสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯนั้นมุ่งตอบโต้นโยบายหลายอย่างของบราซิล เช่น คำสั่งให้บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกัน ได้แก่ X, Meta และ Google ลบเนื้อหาทางการเมืองบางส่วน และระงับบัญชีผู้ใช้งานที่เป็นผู้พำนักในสหรัฐ รวมไปถึงการให้สิทธิพิเศษด้านภาษีกับเม็กซิโก และอินเดีย การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่มีประสิทธิภาพ และอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดเอทานอล

สำหรับภาษีนำเข้าอัตรา 25% ที่เรียกเก็บจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 22 ก.ค.69 นี้ โดยครอบคลุมสินค้านำเข้าส่วนใหญ่จากบราซิล แต่ "ยกเว้น" ให้สินค้าบางประเภท เช่น เนื้อวัว น้ำส้ม เครื่องบิน และชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์ด้านพลังงาน

ทางด้านประธานาธิบดีบราซิลออกมาแสดงความไม่พอใจโดยระบุในแพลตฟอร์ม X ว่า การตัดสินใจของสหรัฐไม่มีมูลความจริง พร้อมประกาศว่าจะใช้มาตรการตอบโต้ และจะยื่นเรื่องเข้ากระบวนการระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก (WTO) เนื่องจากมองว่าไม่สมเหตุสมผลเนื่องจากสหรัฐเป็นฝ่ายเกินดุลการค้าสินค้า และบริการกับบราซิลสะสมรวม 424,500 ล้านดอลลาร์ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา และปีที่แล้ว สหรัฐฯยังเกินดุลการค้ากับบราซิล 14,400 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจากปีก่อนหน้า


ด้านสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ระบุในแถลงการณ์ว่า การเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมมีความจำเป็น เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้แรงงาน และภาคธุรกิจของสหรัฐมาตรการนี้มีขึ้นหลังจากทั้งสองฝ่ายใช้เวลาหลายเดือนในการเจรจาการค้า รวมถึงการประชุมระดับสูงหลายครั้งระหว่างเจ้าหน้าที่บราซิลกับผู้แทนการค้าสหรัฐในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ สหรัฐยังอยู่ระหว่างการสอบสวนอีกคดีหนึ่งเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีก 12.5% กับสินค้าจากบราซิล นอกเหนือจากภาษี 25% โดยคาดว่าจะมีการตัดสินใจประเด็นนี้ในสัปดาห์หน้า

ส่วนตลาดส่งออกไทยก็กำลังเผชิญแรงกระแทกรอบใหม่เช่นกันเมื่อสหรัฐอเมริกาเตรียมบังคับใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 301 ในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ หลังจัดไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยังไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแหล่งที่ใช้แรงงานบังคับ ส่งผลให้สินค้าส่งออกไทย โดยเฉพาะกุ้งและสินค้าประมง อาจต้องเผชิญภาษีสูงถึง 12.5% เสี่ยงเสียเปรียบคู่แข่งในตลาดโลก

อย่างไรก็ตามคงต้องจับตาดูว่าวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สหรัฐอเมริกาจะเริ่มบังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีตามมาตรา 301 หลังสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนผัน 150 วันหรือจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกหรือไม่  โดยรอบนี้จะใช้ประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor) เป็นเงื่อนไขสำคัญในการกำหนดอัตราภาษีนำเข้า

ทั้งนี้จากการสอบสวนสินค้าจากกว่า 60 ประเทศ สหรัฐฯ แบ่งการจัดเก็บภาษีออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ประเทศที่มีกฎหมายรองรับการห้ามแรงงานบังคับแต่บังคับใช้ไม่เข้มงวด จะเสียภาษี 10% ส่วนประเทศที่ยังไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแหล่งที่ใช้แรงงานบังคับอย่างชัดเจน จะถูกเก็บภาษี 12.5% ซึ่งประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มหลัง

สินค้าที่สหรัฐฯ ระบุว่ามีความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับของไทย ได้แก่ อ้อย ปลา และกุ้ง โดยมาตรการดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ส่งออกโดยตรง แต่ยังอาจลามไปถึงสินค้าที่ประเทศอื่นนำเข้าสินค้าจากไทยไปแปรรูปก่อนส่งออกเข้าสหรัฐฯ เนื่องจากมาตรา 301 ครอบคลุมสินค้าเกือบทุกประเภท ยกเว้นสินค้าบางรายการ เช่น เครื่องบินและยารักษาโรค


สำรับที่ผ่านมาสินค้าประมงไทย ซึ่งสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย สร้างรายได้มากกว่า 46,000 ล้านบาทต่อปี โดยปี 2568 ที่ผ่านมาสินค้าประมงไทยมีสัดส่วน 4.29% ของการนำเข้าสินค้าประมงทั้งหมดของสหรัฐฯ และอยู่อันดับ 9 ของประเทศผู้ส่งออกไปสหรัฐฯ  โดยสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไป ได้แก่ ปลาทูน่า คิดเป็น 50% และกุ้ง 26% รวมกันคิดเป็น 76% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าประมงจากไทยทั้งหมดของสหรัฐ

อย่างไรก็ตามในครึ่งหลังปี 2569 ภาคประมงไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งมาตรการกีดกันทางการค้าและภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าไทยเพิ่มขึ้นและแข่งขันกับคู่แข่งได้ยากกว่าเดิม ทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่งสำคัญ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และกัมพูชา ที่ถูกเก็บภาษีเพียง 10% เนื่องจากประเทศเหล่านั้นมีกฎหมายหรือให้คำมั่นในการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานบังคับ ขณะที่ไทยยังไม่มีความชัดเจน แม้ส่วนต่างภาษีเพียง 2.5% แต่เมื่อกุ้งไทยมีต้นทุนสูงอยู่แล้ว ยิ่งทำให้เสียความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่า มาตรา 301 ซึ่งเป็นการจัดเก็บภาษีรายประเทศ อาจขยายผลไปยังสินค้าไทยประเภทอื่นที่ส่งออกไปยังสหรัฐด้วย โดยในปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐ คิดเป็นมูลค่า 2.37 ล้านล้านบาท

ขณะที่ตลาด สหภาพยุโรป (EU) ยังเผชิญภาวะซบเซาจากผลกระทบสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบสูงขึ้น โดยภาคส่งออกประมงไทยยังฝากความหวังไว้กับการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป(EU) รอบที่ 9-10 ซึ่งตั้งเป้าสรุปผลภายใน 1-2 ปี เพื่อเปิดตลาดและลดอุปสรรคทางการค้า แม้ผู้ประกอบการไทยจะต้องยกระดับสินค้าให้ผ่านมาตรฐานระดับสูงของยุโรปก็ตาม


ข่าวที่เกี่ยวข้อง