ผู้เสียสละที่ถูกลืม

ผู้เสียสละที่ถูกลืม
มติชน
18 มกราคม 2564 ( 05:14 )
12
ผู้เสียสละที่ถูกลืม

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในไทยขณะนี้น่าวิตกยิ่งนัก ความชะล่าใจอันเนื่องจากความสำเร็จในการควบคุมโรคของไทยในช่วงต้น บวกกับการทุจริตคดโกงของผู้มีหน้าที่ในหลายๆ แวดวงที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ และเอาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตน นำไปสู่การแพร่ระบาดที่เริ่มจากตลาดกุ้งที่สมุทรสาคร จากการนำแรงงานผิดกฎหมายเข้าประเทศ จากการเปิดบ่อนในหลายพื้นที่จนกลายเป็นแหล่งแพร่ระบาดของโควิด-19 บวกกับการไม่รับผิดชอบต่อสังคมของคนที่แม้จะรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงหรือมีอาการเจ็บป่วยแต่ก็ยังไม่กักตน จนทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องหันกลับไปดูว่า การทำอะไรตามใจแบบไทยแท้ สินบนและผลประโยชน์มากมายที่ซุกซ่อนอยู่ในแทบจะทุกองคาพยพของสังคมไทย ล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นในทุกวันนี้

 

กระนั้นก็ดี สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยยังถือว่าดีกว่าอีกหลายประเทศในโลกนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมาซึ่งการแพร่ระบาดพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โควิด-19 ที่ส่งผลสะเทือนโลกเมื่อปีที่ผ่านมา ยังคงอยู่กับพวกเราต่อไปในปีนี้ และยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทั่วโลก แม้จะมีวัคซีนต้านโควิด-19 ออกมาแล้ว ทั้งยังมีการเริ่มฉีดวัคซีนให้กับผู้คนในหลายประเทศแล้วก็ตาม ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกทะลุ 94 ล้านคนไปแล้ว และเชื่อว่าจะเดินหน้าต่อจนแตะ 100 ล้านคนในเร็วๆ นี้ ด้านผู้เสียชีวิตสะสมก็ผ่านหลัก 2 ล้านคนไปแล้วเช่นกัน

 

กว่า 1 ปีกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก มีคนกลุ่มหนึ่งที่คอยทำงานเพื่อช่วยเหลือคนไทยในทุกมุมโลกอย่างเต็มความสามารถ พวกเขาทุ่มเททำงานเพื่อช่วยเหลือคนไทยให้ได้กลับบ้าน ไปเยี่ยมเยียนมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น ให้กำลังใจ ให้คำปรึกษา และคอยดูแลช่วยเหลือในทุกเรื่องเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้คนไทยที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกได้อุ่นใจ ได้เดินทางกลับบ้านเกิด และได้รับการดูแลในฐานะที่เป็นคนไทย แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอนก็ตาม

 

คนเหล่านั้นคือเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานต่างๆ ภายใต้ทีมไทยแลนด์ที่ประจำการอยู่ในสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ซึ่งมีทั้งที่เป็นข้าราชการ ลูกจ้างท้องถิ่น หรือแม้แต่ครอบครัวของพวกเขา ตลอดจนข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่อยู่ในไทย โดยเฉพาะในกรมการกงสุล ที่คอยทำหน้าที่ประสานงานในการอำนวยความสะดวกให้คนไทยได้เดินทางกลับบ้านเกิด

 

ในช่วงเวลาที่่ยากลำบาก พวกเขาที่อยู่ในต่างประเทศต้องเผชิญกับความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงกว่าไทยในหลายประเทศ ท่ามกลางความยากลำบากเหล่านั้น พวกเขาไม่เพียงแต่ต้องดูแลตัวเอง แต่ยังมีภาระหน้าที่สำคัญในการดูแลคนไทยทุกคน ตั้งแต่ในช่วงต้นของการแพร่ระบาดด้วยการจัดหาข้าวของที่ขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นของกินของใช้ แอลกอฮอล์ หน้ากากผ้า และหน้ากากอนามัย เพื่อส่งไปให้คนไทยที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง

 

ขณะที่ในเวลาต่อมาก็ต้องวางแผนประสานงานเพื่อพาคนไทยกลับบ้าน ซึ่งไม่ใช่งานง่าย ยิ่งเฉพาะในช่วงต้นๆ ที่ต้องมีการดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดนานับประการที่ไม่เคยพบมาก่อน ทั้งการจัดหาเที่ยวบินพิเศษ ทำระบบลงทะเบียนเพื่อจัดคิวให้คนเดินทางก่อนหลัง จัดหาแพทย์ให้การรับรองผลการตรวจสุขภาพเพื่อยืนยันว่าผู้เดินทางต้องไม่ติดโควิด-19 จัดหาอาหารและข้าวของให้กับคนไทยที่จะเดินทางกลับบ้าน รวมถึงจัดหาข้าวของต่างๆ ที่ที่จำเป็นและขาดแคลนให้กับคนไทยในเขตอาณาอย่างต่อเนื่อง

 

ในบางพื้นที่ที่มีคำสั่งห้ามการเดินทาง ก็ต้องประสานงานกับทางการท้องถิ่นเพื่อจัดรถไปรับคนไทยในแต่ละจุด หาใบอนุญาตสำหรับการเดินทางของเที่ยวบิน (ไฟลท์เคลียร์แรนซ์) เพื่อให้เครื่องบินพิเศษสามารถเดินทางมารับคนไทยได้ ในประเทศที่ไม่มีสถานทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ไทยแต่มีคนไทยประสบปัญหา ก็ต้องหาช่องทางที่จะช่วยเหลือและพาคนไทยเหล่านั้นกลับมา ไม่ว่าจะผ่านกงสุลกิติมศักดิ์ไทย หรือผ่านหน่วยงานของมิตรประเทศที่พอจะอาศัยไหว้วานกันได้ ทุกอย่างนี้ต้องทำภายใต้ข้อจำกัดมากมายและภายใต้สถานการณ์ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน แต่ไม่ว่าจะมีข้อจำกัดเพียงใดก็ต้องหาทางแก้ไขและนำคนไทยกลับบ้านให้ได้ในที่สุด

 

พวกเขาต้องอยู่ห่างไกลจากคนในครอบครัว เมื่อพ่อแม่เจ็บป่วยก็ไม่อาจเดินทางกลับมาดูแล หลายคนทำไม่ได้แม้แต่มาร่วมงานศพของบุพการี เพราะไม่สามารถเดินทางกลับมาได้ ด้วยมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยกันดูแลคนไทยในต่างประเทศ เนื่องจากบุคลากรในสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่แต่ละแห่งมีอยู่จำกัด แม้ตนเองเจ็บป่วยหรือกระทั่งติดโควิด-19 ก็ต้องดูแลกันไปภายใต้ข้อจำกัดที่มี การดำรงชีวิตประจำวันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อประเทศต่างๆ ประกาศเคอร์ฟิวหรือล็อกดาวน์ก็ยังต้องทำงานภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือคนไทยต่อไป ท่ามกลางความยากลำบากมากมายที่พบเจอ แต่เรื่องราวเบื้องหลังเหล่านี้แทบจะไม่เป็นที่รับรู้กันเสียด้วยซ้ำ

 

ทราบหรือไม่ว่าจนถึงขณะนี้มีข้าราชการและลูกจ้างในสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ต่างๆ ติดโควิด-19 ไปแล้วถึง 62 คน ใน 24 สำนักงาน ผู้ป่วยมีทั้งที่เป็นเอกอัครราชทูต ภริยาทูต นักการทูต ไปจนถึงลูกจ้างท้องถิ่น ซึ่งมีทั้งที่เป็นคนไทยและคนต่างชาติ ผู้ที่ปฎิบัติงานด้านกงสุลในการให้ความช่วยเหลือดูแลคนไทยโดยตรง ในบรรดาผู้ที่ติดโควิด-19 จนถึงวันนี้ มีที่กลับมาเสียชีวิตในไทย 1 คน และเป็นลูกจ้างท้องถิ่นต่างชาติที่เสียชีวิตในต่างประเทศอีก 2 คน ส่วนที่เหลือก็รักษากันไปตามอาการ เพราะไม่ใช่ทุกประเทศที่จะมีมาตรการดูแลคนป่วยดีเช่นในไทย และไม่ว่าจะระวังตัวมากเพียงใด ด้วยลักษณะของงานและความรับผิดชอบที่มีก็ทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก เนื่องจากสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการช่วยเหลือดูแลคนไทยนั่นเอง

 

ขณะที่ในส่วนของกรมการกงสุล ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ ก็ทุ่มเททำงานกับ 7 วันต่อสัปดาห์แบบไม่เคยหยุดมาต่อเนื่องกัน 10 เดือนเต็ม พวกเขาต้องประสานงาน อำนวยความสะดวก และจัดทำรายงานคนไทยที่เดินทางเข้า-ออกประเทศทุกวันแบบไม่มีวันหยุด ทำให้ตั้งแต่เริ่มมีการนำคนไทยกลับบ้านในวันที่ 4 เมษายนจนถึงขณะนี้ สามารถพาคนไทยกลับบ้านได้แล้ว 153,275 คน โดยเป็นการเดินทางกลับทางอากาศ 120,125 คน ทางบก 20,927 และทางน้ำ 2,223 คน
ทุกคนทำงานกันอย่างเต็มกำลัง ค่อยๆ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทีละจุด คลายปมปัญหา ขจัดอุปสรรค เร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อช่วยให้คนไทยได้กลับบ้าน ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ดูจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นแข่งกับเวลาที่เดินไปไม่หยุด

 

จริงอยู่หากจะบอกว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นคือหน้าที่ ไม่ผิดที่จะบอกว่านั่นคือความรับผิดชอบ แต่ความทุ่มเทที่พวกเขาลงแรงลงใจไป ไม่ควรถูกตีราคาด้วยคำจำกัดความเพียงเท่านั้น คนเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากบุคลากรทางการแพทย์และหน่วยงานทุกหน่วยงานในไทยทุกวันนี้ ที่พยายามประคับประคองให้เราผ่านสถานการณ์อันยากลำบากนี้ไปให้ได้โดยเร็วที่สุด และให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด แต่ภารกิจที่พวกเขาทำคือการช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน สิ่งที่พวกเขาทำจะสำเร็จไปไม่ได้เลย หากพวกเราทุกคนไม่ตระหนักว่า เราทุกคนต่างมีความรับผิดชอบของตนที่จะทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายลงไปกว่านี้ เพื่อที่เราจะผ่านพ้นความยากลำบากนี้ไปด้วยกันให้ได้ในเวลาที่รวดเร็วที่สุด

 

“การทูตเพื่อประชาชน ทุกแห่งหนเราดูแล” เป็นสโลแกนของกรมการกงสุล กระทรวง

การต่างประเทศ ทั้งยังเป็นสิ่งที่ข้าราชการของกระทรวงการต่างประเทศทุกคนยึดมั่นและลงมือทำอย่างเต็มที่ตลอดช่วงเวลาแห่งความยากลำบากที่ผ่านมา และยังคงเดินหน้าทำต่อไปตราบเท่าที่สถานการณ์อันเลวร้ายนี้ยังไม่จบลง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง