ธปท.หั่นจีดีพีปีนี้เหลือโตร้อยละ 1.3-1.7

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ประเมินสถานการณ์ความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลางล่าสุดเป็น 2 กรณี
กรณีแรกหากสถานการณ์ตะวันออกกลางจบเร็วภายใน 2 สัปดาห์นี้คาดว่าจีดีพีไทยจะเติบโตร้อยละ 1.7 และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 2.5
และกรณีที่ 2 สถานการณ์ยืดเยื้อจบภายในไตรมาส 2 หรือกลางปีนี้ คาดว่าจีดีพไทยจะเติบโตร้อยละ 1.3 และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.5
ทั้งนี้การประเมินทั้งสองกรณี ยังไม่รวมมาตรการของภาครัฐที่คาดว่าจะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน นอกจากนี้ในการประเมินภาพเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ มีอีก 3 ปัจจัยหลักที่ต้องพิจารณา
1.Duration หรือ ระยะเวลาของความขัดแย้งจะจบเร็ว หรือลากยาวไปจนถึงสิ้นปี
2.Intensity หรือ ระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ เช่น การทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจะขยายวงกว้างรุนแรงขึ้นหรือไม่ ซึ่งส่งผลต่อราคาน้ำมัน
และ 3.Supply Chain Disruption หรือ การหยุดชะงักของวัตถุดิบสำคัญ เช่น น้ำมัน, ปิโตรเคมี และเม็ดพลาสติก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย เพราะเพราะหากราคาวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้นจะกระทบต้นทุนการผลิต และกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการธปท. ระบุว่าแม้แนวโน้มช่วงนี้จะเป็นขาขึ้น แต่ธปท.ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นแน่นอน เนื่องจากเงินเฟ้อครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากด้านดีมานด์ แต่เกิดจากต้นทุนที่สูงขึ้น และการขึ้นดอกเบี้ยจะไปทำลายดีมานด์ โดยไม่ช่วยให้เงินเฟ้อลดลง ทั้งนี้ ปัจุบันนโยบายการเงินอยู่ในสภาวะผ่อนคลายเต็มที่ โดยธปท.จะคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด
นอกจากนี้ ธปท.ได้เตรียมเครื่องมือและมาตรการเพื่อดูแลลดผลกระทบของประชาชนและ SME ไว้สำหับเลือกใช้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์
โดยล่าสุดขอความร่วมมือสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบด้วยการเติมเงินใหม่และการผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้เดิมเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความจำเป็นของลูกหนี้ โดยควรพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในระยะยาว นอกเหนือจากกระแสเงินสดหรือสถานะทางการเงินในปัจจุบันของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งอาจไม่ใช่สถานะทางการเงินในภาวะปกติของลูกหนี้
อย่างไรก็ดี ผู้ว่าการธปท.ระบุว่าหากสถานการณ์แย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ก็จะยกระดับมาตรการที่เพิ่มมากขึ้นด้วย อาทิ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟโลน ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาความจำเป็นในการออกพ.ร.ก.ซอฟต์โลน รวมถึงมาตรการการปรับโครงสร้างหนี้เชิงลึก และการลดงวดผ่อนและลดดอกเบี้ยสำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรง แต่ทั้งหมดนี้จะดำเนินการหรือไม่ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความเหมาะสม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
