ขั้นตอนหลังเลือกตั้ง 2569 กับเส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯ คนใหม่

หลังปิดหีบเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ภาพการเมืองไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่จำนวนที่นั่งของแต่ละพรรค แต่เริ่มเคลื่อนเข้าสู่กระบวนการตามรัฐธรรมนูญและการต่อรองเชิงอำนาจในสภา เส้นทางสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนใหม่จึงต้องพิจารณาเป็นลำดับเวลา เพื่อมองเห็นทั้ง “ขั้นตอนตามกฎหมาย” และ “พลวัตทางการเมือง” ที่เดินควบคู่กันไป
หลังวันเลือกตั้ง กกต. เริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการ
ทันทีที่การลงคะแนนสิ้นสุดลง บทบาทสำคัญตกอยู่ที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งต้องตรวจสอบผลคะแนนและดำเนินการรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ครบถ้วนภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด
ในช่วงเวลานี้ คำร้องเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้ง การซื้อเสียง หรือความผิดปกติในหน่วยเลือกตั้ง จะถูกนำมาพิจารณาควบคู่กันไป ส่งผลให้จำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรคยังไม่ถือว่า “นิ่ง” อย่างแท้จริง และเปิดพื้นที่ให้การเมืองหลังฉากเริ่มขยับตัวอย่างเงียบ ๆ
เปิดสภาฯ ด่านแรกของเกมอำนาจ
เมื่อการรับรองผลเลือกตั้งมีความชัดเจนมากขึ้น เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะเรียกประชุมสภาครั้งแรก เพื่อให้ ส.ส. ปฏิญาณตนและเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร
แม้ในเชิงกฎหมายจะเป็นขั้นตอนตามปกติ อย่างไรก็ตาม ในทางการเมือง ตำแหน่งประธานสภาฯ มักถูกมองว่าเป็น “สัญญาณนำทาง” ของการจัดตั้งรัฐบาล เพราะสะท้อนว่าเสียงข้างมากในสภาล่างอยู่ในมือของฝ่ายใด และดีลตำแหน่งนี้มักเดินมาคู่กับการเจรจาเรื่องนายกรัฐมนตรี
การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ เริ่มเข้าสู่สภา
เมื่อสภาเดินเครื่องเต็มรูปแบบ พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส. ถึงเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ จะสามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากบัญชีที่ยื่นไว้ก่อนวันเลือกตั้ง
การเสนอชื่อแต่ละครั้งต้องได้รับการรับรองจาก ส.ส. จำนวนหนึ่ง ก่อนเข้าสู่กระบวนการลงมติแบบเปิดเผย ซึ่งเป็นจุดที่ทุกสายตาจับจ้อง เพราะการเลือกตั้งปี 2569 เป็นครั้งแรกหลังบทเฉพาะกาลที่ให้ ส.ว. ร่วมโหวตนายกฯ หมดอายุไปแล้ว นั่นหมายความว่า ชะตาของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขึ้นอยู่กับเสียง ส.ส. เพียงอย่างเดียว
เกมรวบรวมเสียง 251 เริ่มเข้มข้น
ระหว่างการเสนอชื่อและการโหวต พรรคการเมืองต้องเร่งเจรจาเพื่อรวบรวมเสียงให้เกินกึ่งหนึ่งของสภา หรืออย่างน้อย 251 เสียง หากไม่มีผู้ใดผ่านเกณฑ์ในรอบแรก กระบวนการเสนอชื่อและลงมติจะต้องเริ่มใหม่อีกครั้ง
จุดนี้เองที่พรรคขนาดกลางหรือพรรคเล็กอาจกลายเป็น “คีย์แมน” ของสมการรัฐบาล เพราะสามารถชี้ขาดได้ว่าขั้วใดจะปิดเกมสำเร็จ หรือจะเกิดภาวะชะงักงันทางการเมือง
เมื่อเลือกนายกฯ ได้ กระบวนการตั้งรัฐบาลจึงเดินหน้าต่อ
เมื่อสภามีมติเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ประธานสภาฯ จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ จากนั้นนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะดำเนินการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี เสนอรายชื่อขึ้นโปรดเกล้าฯ และนำคณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่
ขั้นตอนนี้ถือเป็นเส้นแบ่งระหว่าง “รัฐบาลในเชิงกระบวนการ” กับ “รัฐบาลในโลกความจริง” ที่ต้องเผชิญแรงคาดหวังจากประชาชนและโจทย์เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่รออยู่ข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ยังมีความเสี่ยงตลอดทาง
แม้ไทม์ไลน์ตามกฎหมายจะถูกวางไว้อย่างชัดเจน แต่ประสบการณ์การเมืองไทยที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การต่อรองหลังเลือกตั้งสามารถเปลี่ยนทิศได้ตลอด หากไม่มีฝ่ายใดรวบรวมเสียงได้จริง อาจเกิดการเปลี่ยนขั้ว แตกขบวน หรือการเจรจาที่ลากยาวกว่าที่คาดไว้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
