รีเซต

กนง.คงดอกเบี้ย 1% ส่องมุมโบรกฯ หุ้นกลุ่มไหนได้-เสียประโยชน์?

กนง.คงดอกเบี้ย 1% ส่องมุมโบรกฯ หุ้นกลุ่มไหนได้-เสียประโยชน์?
TNN ช่อง16
27 สิงหาคม 2569 ( 17:56 )

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปี ตามตลาดคาดการณ์ โดยมองว่าระดับดอกเบี้ยปัจจุบันยังเหมาะสมต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจ “ไม่คุ้มเสีย” เนื่องจากการส่งผ่านดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ

 

ด้าน วิจัยกรุงศรี มองว่า ภาวะการเงินของไทยยังคงตึงตัว แม้สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 2.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่เติบโต 6.6% ตามความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงานและราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ขณะที่สินเชื่อ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังหดตัว 4.6% และ 0.6% ตามลำดับ สะท้อนว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ทั่วถึง

 

ขณะที่สัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ต่อสินเชื่อรวมลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.82% จาก 2.85% ในไตรมาสก่อน จากการบริหารจัดการหนี้เสียทั้งการขายหนี้ การตัดหนี้สูญ และการปรับโครงสร้างหนี้ อย่างไรก็ตาม วิจัยกรุงศรียังคงมองว่าต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่ม SMEs และครัวเรือนที่เปราะบาง ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญของภาวะการเงินในประเทศ 

 


สำหรับมุมมองการลงทุน บล.ฟิลลิป มองการคงดอกเบี้ยเป็น Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ เนื่องจากผลตอบแทนสินเชื่อมีแนวโน้มทรงตัว ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยมีโอกาสทยอยลดลงตามต้นทุนเงินฝากประจำที่ปรับตัวลง โดยหุ้นเด่น ได้แก่ BBL, KBANK, KTB และ SCB ส่วนธนาคารขนาดกลางและเล็กอย่าง KKP, TISCO และ TTB ยังมีแนวโน้มได้รับประโยชน์เช่นกัน แต่ไม่โดดเด่นเท่ากลุ่มธนาคารขนาดใหญ่

 

นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารยังมีจุดเด่นจากความสามารถในการบริหารสินทรัพย์ ซึ่งช่วยลดความกังวลต่อการเร่งตัวของ NPL ประกอบกับมีปัจจัยหนุนจากการทยอยประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2569

 

ขณะที่หุ้นกลุ่มการบริโภคและการลงทุนยังมีมุมมองเป็นบวก โดยเฉพาะหุ้นที่มีภาระหนี้สูง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 1.00% ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1.50% ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนต้นทุนทางการเงินและกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วน โดย บล.ฟิลลิป แนะนำหุ้นในกลุ่มการบริโภค อาทิ CENTEL, CPALL, CRC, KTC, MTC, SAWAD, SINGER และ TIDLOR ขณะที่กลุ่มการลงทุน ได้แก่ AMATA, BGRIM, CK, GPSC, GULF, GUNKUL และ STECON ส่วนกลุ่มที่มีภาระหนี้สูง ได้แก่ ADVANC, BEM, PTG และ TRUE 

 

อย่างไรก็ตาม บล.เอเซีย พลัส มองว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อโลกและ Bond Yield ขณะที่ Fund Flow ต่างชาติยังไม่ไหลเข้าตลาดไทยอย่างเต็มตัว แม้ตลาดจะได้รับแรงพยุงจากเงินบาทที่แข็งค่าและบรรยากาศจากการจัดงาน Thailand Focus 2026 ส่งผลให้กลยุทธ์การลงทุนควรเน้น Selective Buy หรือเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว

 


ทั้งนี้ เอเซีย พลัสมองหุ้นที่มี Catalyst เฉพาะตัว ได้แก่ BGRIM, GPSC และ GULF จากแนวโน้มต้นทุนพลังงานและเงินบาทแข็งค่า, SCC และ PTTGC จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง, TTB และ KKP จากจุดเด่นด้านเงินปันผล, CK และ STECON จากธีมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ รวมถึง DELTA จากกระแส AI และ Data Center และ CENTEL จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว

 

ดังนั้น แม้การคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.00% จะช่วยประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเป็นบวกต่อหุ้นบางกลุ่ม แต่ภาพรวมตลาดยังมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ขณะที่ภาวะการเงินของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว ทำให้กลยุทธ์การลงทุนควรเน้นเลือกหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยหนุนชัดเจนและมี Catalyst เฉพาะตัว มากกว่าการไล่ซื้อหุ้นในภาพรวมตลาด

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง