รีเซต

แผนพัฒน์ฉบับ 14 พลิกโฉมธุรกิจ รับมือภัยพิบัติ ดันไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

แผนพัฒน์ฉบับ 14 พลิกโฉมธุรกิจ รับมือภัยพิบัติ ดันไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง
TNN ช่อง16
7 ตุลาคม 2569 ( 18:51 )
13

น้ำท่วมที่ทำให้โรงงานหยุดผลิต การขนส่งชะงัก และห่วงโซ่อุปทานสะดุด สะท้อนโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยว่า การเพิ่มรายได้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ประเทศต้องสร้างระบบเศรษฐกิจที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและภัยพิบัติได้ดีขึ้นด้วย

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ (สศช.) กำลังจัดทำ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571–2575 หรือปี 2028–2032 โดยวางทิศทางสำคัญตั้งแต่การเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับธุรกิจเดิม สร้างอุตสาหกรรมใหม่ พัฒนาคน ไปจนถึงการจัดการน้ำ พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รายได้คนไทยยังห่างเป้า ต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพ

ก่อนเดินหน้าแผนใหม่ สภาพัฒน์ประเมินผลการพัฒนาในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 พบว่า เศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะการขยายตัวของเศรษฐกิจและผลิตภาพที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้รายได้ต่อหัวของไทยยังห่างจากเป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง 

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ตั้งเป้ารายได้ประชาชาติต่อหัวไว้ที่ประมาณ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ขณะที่ปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 8,365 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี จึงยังต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้

ตลอดช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงกระแทกต่อเนื่อง ตั้งแต่โควิด-19 สงครามรัสเซีย–ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สงครามการค้า ไปจนถึงภัยธรรมชาติและสภาพอากาศสุดขั้ว

โจทย์ของแผน 14 จึงไม่ใช่เพียงทำให้ GDP ขยายตัว แต่ต้องเพิ่ม Productivity หรือผลิตภาพ ทำให้ธุรกิจสามารถสร้างสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมสร้างงานที่ดีและเพิ่มโอกาสให้คนได้รับประโยชน์จากการเติบโต

สำหรับผู้ประกอบการ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ธุรกิจจะเพิ่มมูลค่าจากสินค้าและบริการเดิมได้อย่างไร เทคโนโลยีส่วนใดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ และแรงงานต้องมีทักษะอะไรเพิ่มเติมเพื่อรองรับเศรษฐกิจในระยะต่อไป

แผน 14 ยกระดับฐานเดิม สร้างอุตสาหกรรมใหม่

ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 วางกรอบการพัฒนาประเทศผ่าน 5 เสาหลัก ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ในด้านเศรษฐกิจ ทิศทางสำคัญคือการต่อยอดฐานธุรกิจที่ไทยมีความสามารถอยู่แล้ว เช่น เกษตร เกษตรแปรรูป และการท่องเที่ยว ด้วยเทคโนโลยี ความรู้ และบุคลากรที่มีทักษะ เพื่อให้สามารถสร้างสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น

ภาคเกษตรจึงต้องขยับจากการขายวัตถุดิบไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ขณะที่การท่องเที่ยวต้องเพิ่มคุณภาพและมูลค่าของบริการ มากกว่าพึ่งจำนวนผู้เดินทางเพียงอย่างเดียว

พร้อมกันนั้น ไทยต้องสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ ตั้งแต่อุตสาหกรรมอนาคต สุขภาพ เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัลและ AI ไปจนถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มแหล่งรายได้และงานใหม่ให้กับประเทศ โดยภาคเอกชนที่ร่วมให้ความเห็นต่อแผนยังเสนอให้กำหนด New S-Curve บนพื้นฐานศักยภาพและความพร้อมของผู้ประกอบการไทยด้วย 

ดึงงานวิจัยออกจากห้องทดลอง สู่ธุรกิจจริง

อีกหัวใจของแผนคือการเชื่อม ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เข้าด้วยกัน เพื่อให้การวิจัยและเทคโนโลยีสามารถนำไปใช้ในภาคการผลิตและบริการได้จริง

เป้าหมายคือเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยไปสู่ นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีไปพัฒนาสินค้า ลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างรายได้ใหม่

ภาคเอกชนมีบทบาทสะท้อนความต้องการของตลาด สถาบันการศึกษาพัฒนาความรู้และบุคลากร ส่วนภาครัฐต้องลดอุปสรรคและสร้างระบบที่เอื้อต่อการนำงานวิจัยไปใช้เชิงพาณิชย์

แนวทางนี้มีความสำคัญโดยเฉพาะกับ SME เพราะหากธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงเทคโนโลยี เงินทุน บุคลากร และมาตรฐานได้มากขึ้น ก็มีโอกาสเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมใหม่ แทนการแข่งขันด้วยต้นทุนต่ำเพียงอย่างเดียว 


น้ำท่วมสะท้อนโจทย์ใหม่ เศรษฐกิจต้องทนต่อภัยพิบัติ

แต่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่จะเดินหน้าได้ยาก หากโครงสร้างพื้นฐานไม่สามารถรองรับภัยพิบัติที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น

น้ำท่วมครั้งล่าสุดแสดงให้เห็นว่า เมื่อโรงงานหนึ่งไม่สามารถผลิตหรือส่งชิ้นส่วนได้ โรงงานปลายทางอาจต้องลดหรือหยุดการผลิตตามไปด้วย ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่น้ำท่วม แต่สามารถลามไปตามห่วงโซ่อุปทาน

ร่างแผน 14 จึงให้ความสำคัญกับ การจัดการน้ำ การรับมือภัยพิบัติ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

สำหรับภาคธุรกิจ เรื่องนี้เกี่ยวข้องตั้งแต่ทำเลโรงงาน ระบบระบายน้ำ ถนนและเส้นทางขนส่ง ไปจนถึงระบบสาธารณูปโภค เพราะหากส่วนใดส่วนหนึ่งหยุดทำงาน อาจกระทบต่อการผลิตและการส่งมอบสินค้าได้ทันที

ใช้เทคโนโลยีเตือนภัย ลดเวลาธุรกิจหยุดชะงัก

อีกทิศทางคือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพของ ระบบพยากรณ์สภาพภูมิอากาศและการเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้สามารถป้องกันและรับมือภัยพิบัติได้เร็วขึ้น 

สำหรับโรงงาน ข้อมูลเตือนภัยที่เร็วและแม่นยำสามารถนำไปใช้ตัดสินใจย้ายวัตถุดิบ ป้องกันเครื่องจักร ย้ายสินค้าออกจากคลัง หรือเปลี่ยนเส้นทางขนส่งก่อนสถานการณ์รุนแรง

แต่ระบบเตือนภัยจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อธุรกิจมีแผนรองรับไว้ล่วงหน้า เช่น ใครเป็นผู้ตัดสินใจ เครื่องจักรใดต้องหยุดก่อน สินค้ากลุ่มใดต้องเคลื่อนย้าย และเส้นทางสำรองอยู่ที่ไหน

การบริหารภัยพิบัติจึงกำลังเปลี่ยนจากเรื่องของ “การแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ” ไปเป็นส่วนหนึ่งของ Business Continuity หรือการวางแผนให้ธุรกิจดำเนินต่อได้แม้เกิดวิกฤต

พลังงาน–สมาร์ทกริด อีกโครงสร้างสำคัญของธุรกิจ

ด้านพลังงาน ร่างแผนยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ภาคเอกชนที่เข้าร่วมให้ความเห็นต่อร่างแผนยังเสนอให้เร่งส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะระบบคมนาคมและขนส่งที่มีผลต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง 

สำหรับโรงงาน นโยบายเหล่านี้อาจเชื่อมโยงกับการลงทุนระบบไฟฟ้า การเลือกแหล่งพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนต้นทุนการผลิตในอนาคต จึงต้องติดตามว่ากรอบของแผนจะถูกแปลงไปสู่โครงการ กฎหมาย และมาตรการสนับสนุนอย่างไร


จากเพิ่มรายได้ สู่สร้างเศรษฐกิจที่รับแรงกระแทกได้

ภาพรวมของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงมีโจทย์สองด้านที่ต้องเดินไปพร้อมกัน คือ ทำให้ธุรกิจสร้างมูลค่าและรายได้สูงขึ้น ขณะเดียวกันต้องทำให้ระบบเศรษฐกิจสามารถรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการ นั่นหมายถึงการลงทุนด้านเทคโนโลยีและทักษะเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องมีแผนรับมือภัยพิบัติ ระบบป้องกัน แหล่งพลังงานที่มั่นคง เส้นทางขนส่งสำรอง และคนที่สามารถตัดสินใจได้ทันเมื่อเกิดเหตุ

เพราะหากโรงงานต้องหยุดผลิตซ้ำจากน้ำท่วม ไฟฟ้าขัดข้อง หรือระบบขนส่งถูกตัดขาด เงินและเวลาที่ควรนำไปลงทุนสร้างสินค้าใหม่อาจต้องถูกนำกลับมาใช้ฟื้นฟูกิจการครั้งแล้วครั้งเล่า

ทิศทางของแผน 14 จึงไม่ได้มีผลเฉพาะนโยบายระดับประเทศ แต่เชื่อมโดยตรงกับการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจในอีกหลายปีข้างหน้า และโจทย์สำคัญคือ ไทยจะเพิ่มผลิตภาพ สร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูง พร้อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ธุรกิจเดินต่อได้ท่ามกลางภัยพิบัติและความผันผวนของโลกอย่างไร

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง