รีเซต

SCGP ขึ้นราคา Q3 แรงต่อ ลุ้นงบ SCC วันนี้ 8.2 พันล้าน

SCGP ขึ้นราคา Q3 แรงต่อ ลุ้นงบ SCC วันนี้ 8.2 พันล้าน
ทันหุ้น
22 กรกฎาคม 2569 ( 02:20 )

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า บริษัทคาดแนวโน้มผลงานในไตรมาส 3/2569 น่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนจากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากทิศทางความต้องการ (ดีมานด์) ทั้งในและต่างประเทศขยายตัวต่อเนื่อง ผลมาจากมาตรกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาบริษัทมีการปรับราคาขายเพิ่มเติมเพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และน่าจะกลายจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนภาพรวมธุรกิจอีกทางหนึ่ง

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของ SCGP แบ่งเป็น การผลิตและจำหน่ายสินค้าให้กับลูกค้าในประเทศไทยประมาณ 87%, ส่งออกและขายในต่างประเทศอีก 13% รวมทั้งบริษัทมีแนวทางทำตลาดในส่วนของเวียดนามให้มากขึ้น หลังล่าสุดดีมานด์เติบโตค่อนข้างมาก และส่งผลให้อัตราการใช้กำลังผลิตโรงงานในเวียดนามเพิ่มขึ้น แตะ 100% เรียบร้อยแล้ว ทำให้บริษัทจึงได้มีการปรับแผนโดยโยกสินค้าที่ผลิตได้จากโรงงานในอินโดนีเซีย เพื่อไปรองรับความต้องการในส่วนดังกล่าวเพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี ในปี 2569 บริษัทเชื่อแนวโน้มกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA หรือ อีบิทดา) จะสามารถเป็นไปตามหมายที่ตั้งไว้ประมาณ 1.83 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2568 ที่ราว 1.72 หมื่นล้านบาท หลังช่วงครึ่งแรกปีนี้บริษัททำ EBITDA ได้แล้วสูงถึงราว 1.04 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 56% ของเป้าหมายในปี 2569 และมองทิศทางธุรกิจในช่วงที่เหลือปี 2569 ยังขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากดีมานด์ทั้งในและต่างประเทศที่ขยายตัวมากยิ่งขึ้น รวมทั้งบริษัทยังสามารถบริหารจัดการเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่างๆ และต้นทุนโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนทุ่มเงินลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้อีกราว 7.61 พันล้านบาท ซึ่งกว่า 5 พันล้านบาท รองรับการดำเนินกลยุทธ์เกี่ยวกับการควบรวมกิจการและความร่วมมือกับพันธมิตร (M&P) ปัจจุบันอยู่ระหว่างดีลหลายรายที่เกี่ยวข้องกับเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจประเภทกล่องกระดาษ และพอลิเมอร์ ในส่วนของ Consumer อยู่จำนวนหลายดีล ซึ่งกระจายในประเทศต่างๆ ได้แก่ เวียดนาม, อินโดนีเซีย และไทย หวังมีโอกาสเห็นความชัดเจนบางส่วนในปีนี้ ส่วนเงินลงทุนส่วนที่เหลือจะเป็นการใช้สำหรับการปรับปรุงธุรกิจและขยายกำลังผลิตในส่วนต่างๆ อาทิ เวียดนาม ฯลฯ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจและสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

SCGP มุ่งมั่นสร้างการเติบโตผ่านกลยุทธ์เชิงรุกขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์จากกระดาษในอาเซียนให้มากขึ้น เพื่อรับโอกาสความต้องการที่ขยายต่อเนื่อง โดยเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกในตอนใต้ของประเทศเวียดนาม 26,800 ตันต่อปี ในพื้นที่โรงงานเดิมของ Vina Kraft Paper นครโฮจิมินห์ ด้วยงบประมาณรวม 748 ล้านบาท เพื่อรุกต่อยอดโอกาสการเติบโตในเวียดนามให้ดียิ่งขึ้น จากเดิมที่เดินกำลังผลิตในประเทศดังกล่าวเต็ม 100% แล้ว คาดว่าจะเริ่มการผลิตในเดือนกันยายนปี 2570

อีกทั้งได้เสริมความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่องผ่านการเพิ่มปริมาณการขายในประเทศ ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ระบบปัญญาประดิษฐ์ Machine Learning และ Deep Learning เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน การควบคุมคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำหุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับพนักงาน (Collaborative Robot : Cobot) มาใช้ในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะในต่างประเทศ อาทิ เวียดนาม หลังช่วงที่ผ่านมามีการใช้กลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุนด้วยการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) ทำงานร่วมกับพนักงานและระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อการควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์ได้อย่างแม่นยำ ช่วยจัดการวัตถุดิบและลดต้นทุนและส่งมอบสินค้าที่ได้คุณภาพให้ลูกค้า โดยจะมีการขยายการใช้งานในโรงงานต่างประเทศเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเดินหน้าบริหารต้นทุนต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจในอินโดนีเซียได้ปรับสัญญาการใช้พลังงาน ซึ่งจะเริ่มเห็นผลของการลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ช่วงมกราคม 2569 ที่ผ่านมา และต่อเนื่องหลังจากนี้

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารในอนาคต ภายหลังการเกษียณอายุของ นายวิชาญ จิตร์ภักดี โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) ได้มีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายดนัยเดช เกตุสุวรรณ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570  

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ "ซื้อ" หุ้น SCGP ให้เป้าราคาเป้าหมาย 35.00 บาท หลังไตรมาส 2/2569 กำไรเติบโตโดดเด่นสูงถึง 128% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ทำให้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสำหรับปี 2569-2570 ขึ้นอีกราว 22% จากเดิมที่ประมาณกำไรไว้ราว 6.37 พันล้านบาท, 6.83 พันล้านบาท ตามลำดับ เนื่องจากดีมานด์ขยายตัวค่อนข้างชัดเจนฐานอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นและ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง รวมทั้งบริษัทยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ ประเมินการแจ้งงบของ SCC วันนี้ (22 ก.ค.) คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ที่ 8.2 พันล้านบาท -53% YoY, +32% QoQ โดยที่ลดลง YoY จากฐานสูงปีก่อนที่มีกำไรจากการปรับมูลค่าใน CAP

สำหรับไตรมาสนี้ ธุรกิจ Chemical ได้แรงหนุนสำคัญจาก Spread ที่ปรับตัวดีขึ้น PE/PP ฟื้นขึ้นมาอยู่ราว 430-525 ดอลลาร์ต่อตัน จากระดับต่ำเพียง 250-300 ดอลลาร์ต่อตัน ก่อนหน้า หรือเพิ่มขึ้น QoQ ราว 200 ดอลลาร์ต่อตัน และ PVC Chain เพิ่มขึ้นราว 100 ดอลลาร์ต่อตัน และบริษัทยังมีการ Maximize HVA ซึ่งช่วยให้มาร์จิ้นดีกว่าปกติ สำหรับปริมาณขาย คาดว่าจะอยู่ราว 3.8 แสนตัน ลดลง -43% QoQ จาก ROC มีการหยุดเต็มไตรมาส และ LSP หยุดไปครึ่งไตรมาส

.   ในส่วนธุรกิจวัสดุก่อสร้าง คาดว่าจะอ่อนตัวตามผลของฤดูกาล แต่ยังมีแรงหนุนจากราคาปูนที่ปรับขึ้นมาตั้งแต่ปีก่อน รวมถึงผลของปรับโครงสร้างทั้งเครือที่เริ่มเห็นปีนี้ ให้ราคาเป้าหมายปรับขึ้นมาเป็น 294 บาท

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง