4 โบรกฯ ชี้เป้าหุ้นเด่น รับเศรษฐกิจฟื้น-เมกะโปรเจกต์เดินหน้า

โบรกฯ ประสานเสียงมองบวกต่อหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ท่ามกลางสัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและการเร่งลงทุนภาครัฐ โดยกลุ่มพลังงานค้าปลีกได้รับแรงหนุนจากธุรกิจ Non-Oil ที่เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและมาตรการขยายวีซ่า
ส่วนกลุ่มรับเหมาก่อสร้างเริ่มเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นจากการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนและการเปิดประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
จากปัจจัยบวกดังกล่าว นักวิเคราะห์หลายสำนักจึงคัดเลือกหุ้นเด่นที่มีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่งและมีโอกาสได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนในระบบเศรษฐกิจ โดยมองว่าครึ่งปีหลังจะเป็นช่วงสำคัญที่ช่วยหนุนการเติบโตของกำไรและมูลค่าหุ้นในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม
บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) คาดว่า บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ปี 2569 ดาโอยังคงประมาณการกำไรสุทธิไว้ที่ 6.71 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน จากแรงหนุนของ NIM ที่สูงขึ้นตามต้นทุนทางการเงินที่ลดลง แม้ว่าระดับการตั้งสำรองยังอยู่ในระดับสูง โดยคาดกำไรไตรมาส 3/2569 จะยังเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน จาก NIM ที่ดีขึ้น แต่มีแนวโน้มทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากภาระสำรองยังอยู่ในระดับสูง
TISCO
บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) คาดว่า บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ปี 2569 ดาโอยังคงประมาณการกำไรสุทธิไว้ที่ 6.71 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน จากแรงหนุนของ NIM ที่สูงขึ้นตามต้นทุนทางการเงินที่ลดลง แม้ว่าระดับการตั้งสำรองยังอยู่ในระดับสูง โดยคาดกำไรไตรมาส 3/2569 จะยังเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน จาก NIM ที่ดีขึ้น แต่มีแนวโน้มทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากภาระสำรองยังอยู่ในระดับสูง
ดาโอคงคำ แนะนำ “ถือ” สำหรับ TISCO พร้อมราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 110 บาท อิงมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (PBV) ที่ 2.0 เท่า หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะ 10 ปีประมาณ 1.25 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) โดยมองว่าจุดเด่นสำคัญยังอยู่ที่การจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ คาดเงินปันผลปี 2569 ที่ 7.75 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ประมาณ 7%
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังมาจากภาวะเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวมากกว่าคาด และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายสำรองเพิ่มขึ้นในอนาคต
PTG
บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการที่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ยังคงตั้งเป้าการเติบโตต่อเนื่อง โดยสำหรับสถานีบริการปี 69 จะขยาย สาขาเพิ่มประมาณ 40 สาขา เป็น 2,309 สาขา และปัจจุบันมีแล้ว 2,276 สาขา ในส่วนของกาแฟพันธุ์ ไทยตั้งเป้าขยายสาขาประมาณ 800 สาขา เป็น 2,951 สาขา และปัจจุบันมีแล้ว 2,308 สาขา
ขณะที่ในส่วนของรายได้ปีนี้ บริษัทตั้งเป้าจะมีรายได้จากธุรกิจ Oil จะเพิ่มประมาณ 3-5% ส่วน ธุรกิจ Non-oil ตั้งเป้าเพิม 30-40% ภาพรวมเรามองเป็นบวกต่อการเติบโตโดยเฉพาะในส่วนของ ธุรกิจกาแฟพันธุ์ ไทยที่ยังมีการขยายต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยหนุนให้มาร์จิ้นเติบโตได้ ในระยะยาวจากการที่ Non-oil เป็นธุรกิจที่มีมาร์จิ้น สูงกว่าธุรกิจ Oil โดยปัจจุบันกำไรขั้นต้นในส่วนของธุรกิจ Non-oil คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 47% ของกำไรขั้นต้นรวม
ทั้งนี้ คาดช่วงไตรมาส 2/69 และช่วงที่เหลือของปีผลประกอบการจะมีปัจจัยภายนอกช่วย หนุน สำหรับธุรกิจ Oil คาดมีปัจจัยบวกจากประเด็นสงครามในตะวันออกกลางที่ยุติลง ซึ่งทำให้ ราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลงโดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบเบรนท์อ่อนตัวลงมาต่ำกว่าระดับ 80 USD/bbl จากระดับสูงกว่า 100 USD/bbl ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา คาดประเด็นนี้จะช่วยให้ค่า การตลาดน้ำมันฟื้นตัวได้
นอกจากนี้สำหรับธุรกิจ Non-oil คาดมีปัจจัยบวกจากนโยบายไทยช่วย ไทย ที่หนุนกำลังซื้อของผู้บริโภค และเป็น sentiment บวกต่อการเพิ่มยอดขายกาแฟพันธุ์ไทย ในช่วงที่เหลือของปี และในมุมการลงทุนจึงยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 10.20 บาท
BH-BDMS
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า จากประเด็นประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็น อันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 9 ของโลก ด้านระบบสุขภาพจากดัชนี Numbeo Health Care Index สะท้อนศักยภาพ ทางการแพทย์ระดับสากล ด้วยจุดแข็งด้านมาตรฐาน JCI และโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจร ขณะเดียวกันกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เดินหน้าผลักดันไทยสู่การเป็น Medical & Wellness Hub ผ่านการขยายวีซ่า รักษาพยาบาลจาก 1 เป็น 5 ปี ควบคู่การผ่อนคลายกฎโฆษณา เพื่อเสริมขีด ความสามารถการแข่งขันของอุตฯ สุขภาพในระยะยาว
โดยฝ่ายวิจัยประเมินเป็น Sentiment เชิงบวก ต่อกลุ่มโรงพยาบาลพึ่งพาผู้ป่วยต่างชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะ BH ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากต่างชาติสูงถึง 66% รองลงมา คือ BDMS 31% และ PR9 26% สะท้อนความเชื่อมั่นต่อคุณภาพการรักษา ของไทย และแนวโน้มการใช้บริการที่เติบโตต่อเนื่อง
ทั้งนี้ BDMS คาดได้รับ อานิสงส์มาตรการขยายวีซ่าชัดเจนที่สุด จากสัดส่วนรายได้ธุรกิจ Wellness ราว 12% และการเป็นผู้พัฒนา Wellness Ecosystem ขนาดใหญ่ โดยฝ่าย บริหารตั้งเป้าการเติบโตระดับ Double Digit เมื่อเทียบปีก่อนหน้า ในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพเชิงป้องกันและการดูแลแบบองค์รวม
ดังนั้นฝ่ายวิจัยคงน้ำหนักการลงทุน กลุ่ม โรงพยาบาล “เท่าตลาด” แนะนำ “เก็งกำไร” BH ประเมินราคาเหมาะสมอิง DCF ที่ 200.00 บาท ขณะที่ BDMS แนะนำ “ซื้อ” ประเมินราคาเหมาะสม 23.00 บาท โดยมองว่าราคาปัจจุบันยังไม่สะท้อนการ ฟื้นตัว ทำให้มี Upside ราว 28% สำหรับกลุ่มเสริมความงาม แนะนำ “ซื้อ” MASTER ประเมินราคาเหมาะสมอิง DCF ที่ 12.00 บาท คิดเป็น Upside ประมาณ 42% จากระดับปัจจุบัน
CK-STECON
บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางรายงานผลการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 (เดือนต.ค. 2568 - พ.ค. 2569) โดยการเบิกจ่ายงบรายจ่ายประจำอยู่ที่ 2.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 74.64% ของงบประมาณทั้งปี เพิ่มขึ้น 7.56% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ขณะที่การเบิกจ่ายงบลงทุนอยู่ที่ 3.6 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 44.7% ของงบประมาณทั้งปี เพิ่มขึ้น 9.65% และเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และใช้การลงทุนภาครัฐเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ในด้าน backlog จากนโยบายเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ คาดว่าโครงการภาครัฐที่ได้รับอนุมัติแล้ว รวมมูลค่า 1.64 แสนล้านบาท จะทยอยเปิดประมูลในช่วงไตรมาส 3-4 ซึ่งประกอบด้วย โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2 มูลค่า 1.17 แสนล้านบาท โครงการมอเตอร์เวย์ M5 มูลค่า 3.1 หมื่นล้านบาท และโครงการมอเตอร์เวย์ M9 มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท คาดว่าการได้รับ backlog ใหม่จะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาหุ้นในช่วงไตรมาส 3-4
ทั้งนี้ แนวโน้มกำไรคาดว่ากำไรปกติของกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างในไตรมาส 2/69 จะยังคงแข็งแกร่ง โดยเติบโตต่อเนื่องทั้งจากช่วงเดียวกันและไตรมาสก่อน จากความคืบหน้าการก่อสร้างที่เร่งตัวขึ้น STECON จะได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากรายได้ เงินปันผลที่เพิ่มขึ้นจาก Gulf คาดว่ากำไรปกติไตรมาส 2/2569 จะเติบโต 80-100%
ขณะที่กำไรปกติของ CK คาดว่าจะลดลงจากช่วงเดียวกัน จากรายได้ส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงจาก CKP ส่วน SEAFCO และ PYLON มีแนวโน้มรักษาผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการรถไฟฟ้า MRT สายสีส้ม และโครงการภาคเอกชน
ดังนั้น ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง โดยได้รับแรงหนุนจากการที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การประมูลงานที่มีความสมเหตุสมผลมากขึ้น จากการแข่งขันที่ลดลง และโอกาสที่ผู้รับเหมาก่อสร้างจะสามารถฟื้นฟู backlog ได้หลังผ่านช่วงวัฏจักรอ่อนตัว
โดยเมื่อความไม่แน่นอนจากสงครามอิหร่านเริ่มคลี่คลายโครงการภาคเอกชนมีแนวโน้มทยอยกลับมาเดินหน้าอีกครั้งยังได้ปรับเพิ่ม PBV และ P/E ของ CK และ STECON เพื่อสะท้อนวัฏจักรขาขึ้นของกลุ่ม ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 การได้รับ backlog ใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนราคาหุ้น หุ้นเด่นของยังคงเป็น STECON (“ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 20.62 บาท) และ PYLON (“ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 4.32 บาท) จากการกระจายความเสี่ยงที่ดีกว่าระหว่างโครงการภาครัฐและภาคเอกชน
ทั้งนี้ สำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างได้ปรับเพิ่มตัวคูณ PBV ของ CK และ STECON เพื่อสะท้อนวัฏจักรขาขึ้นของกลุ่ม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโอกาสในการได้รับ backlog ใหม่และแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่ง โดยอ้างอิง PBV เฉลี่ยในช่วงวัฏจักรขาขึ้นและขาลงระหว่างปี 2559-68
โดยปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของ CK ขึ้น 13% เป็น 27.98 บาท สะท้อนการปรับเพิ่มตัวคูณ PBV เป็น 1.46 เท่า นอกจากนี้ ยังปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของ STECON ขึ้น 35% เป็น 20.62 บาท สะท้อนการปรับเพิ่มตัวคูณ PBV เป็น 1.8 เท่า ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ ” สำหรับ SEAFCO และ PYLON โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 3.46 บาท และ 4.32 บาท ตามลำดับ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
