ภัยเงียบในบ้านพัก? เปิดสถิติความรุนแรงในครอบครัวปี 67 เฉียด 3 หมื่นราย

ความรุนแรงในครอบครัวเฉียด 3 หมื่นราย
ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาสังคมที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังข้อมูลปี 2567 พบผู้ประสบปัญหาสูงถึง 29,684 ราย โดยผู้หญิงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่เหตุส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในที่พักอาศัย สะท้อนความท้าทายในการป้องกันเหตุและเข้าถึงความช่วยเหลือ แม้สถานที่เกิดเหตุจะเป็นพื้นที่ที่ควรปลอดภัยที่สุดสำหรับสมาชิกในครอบครัว
ผู้หญิงเผชิญความรุนแรงมากที่สุด
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัว ประจำปี 2567 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งรวบรวมข้อมูลจาก 15 หน่วยงาน เพื่อสะท้อนสถานการณ์ปัญหาและใช้ประกอบการกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
รายงานระบุว่า ในปี 2567 มีผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวรวม 29,684 ราย แบ่งเป็นเพศหญิง 24,485 ราย เพศชาย 5,155 ราย และเพศอื่น ๆ 44 ราย ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ขณะเดียวกัน เด็กและเยาวชนยังเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการดูแลและคุ้มครองอย่างใกล้ชิด เพราะความรุนแรงอาจส่งผลต่อความปลอดภัย สุขภาพจิต และพัฒนาการในระยะยาว
ความรุนแรงเกิดในบ้าน ปัจจัยเสี่ยงมีหลายด้าน
เมื่อพิจารณาลักษณะของเหตุการณ์ พบว่าความรุนแรงส่วนใหญ่เป็นการกระทำทางร่างกาย โดยมีปัจจัยเกี่ยวข้องทั้งความสัมพันธ์ภายในครอบครัว การดื่มสุรา และการใช้สารเสพติด ส่วนสถานที่เกิดเหตุที่พบมาก ได้แก่ บ้านพัก บ้านเช่า และคอนโดมิเนียม
ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องไกลตัว และอาจเกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนบุคคลที่บุคคลภายนอกเข้าถึงได้ยาก การสร้างความตระหนักรู้ การสังเกตสัญญาณเสี่ยง และการมีช่องทางแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือที่เข้าถึงง่าย จึงเป็นส่วนสำคัญในการลดความรุนแรงและป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
ขณะที่ข้อมูลจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมพบว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคดีความรุนแรงในครอบครัว 168 คดี แบ่งเป็นคดีที่มีการร้องทุกข์ 162 คดี และไม่มีการร้องทุกข์ 6 คดี ส่วนสำนักงานอัยการสูงสุดมีคดีเข้าสู่กระบวนการชั้นพนักงานอัยการ 284 คดี และศาลยุติธรรมมีคดีฟ้องต่อศาลโดยตรง 257 คดี
ทั้งนี้ ตัวเลขจากแต่ละหน่วยงานสะท้อนการดำเนินงานตามภารกิจและกระบวนการที่แตกต่างกัน จึงไม่ควรนำมาเปรียบเทียบหรือรวมเป็นจำนวนคดีทั้งหมดโดยตรง
ชู 5 แนวทาง ยกระดับการป้องกันและช่วยเหลือ
เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น พม. เสนอแนวทางเชิงนโยบาย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. พัฒนาฐานข้อมูลกลาง : เชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดรูปแบบการรายงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และใช้กำหนดมาตรการป้องกันได้ตรงกับสถานการณ์
2. บูรณาการการช่วยเหลือระหว่างหน่วยงาน : กำหนดบทบาทและแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน ตั้งแต่การประสานความช่วยเหลือ การจัดการรายกรณี บริการทางกฎหมาย การส่งต่อ และการติดตามผล
3. สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังระดับชุมชน : พัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครและกลไกชุมชนให้สามารถเฝ้าระวัง แจ้งเหตุ และส่งต่อผู้ประสบปัญหาได้อย่างถูกต้อง พร้อมสื่อสารความรู้และช่องทางขอความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
4. ยกระดับบริการคุ้มครองและฟื้นฟู : สนับสนุนการประเมินความเสี่ยง จัดบริการสวัสดิการ ที่พักปลอดภัย การดำรงชีวิต และการให้คำปรึกษาอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมและการคุ้มครองทางสังคม
5. พัฒนาความรู้ กฎหมาย และมาตรฐานบุคลากร : สนับสนุนการวิจัยและประเมินผล ทบทวนกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมพัฒนาความรู้และทักษะเฉพาะด้านของบุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว
เดินหน้าจากข้อมูลสู่การแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
รายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวปี 2567 จึงไม่ใช่เพียงการรวบรวมสถิติ แต่เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายและประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การทำงานครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวัง ป้องกันเหตุ การช่วยเหลือฉุกเฉิน ไปจนถึงการคุ้มครองและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ
ภายหลัง ครม. รับทราบรายงานแล้ว จะนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อทราบตามที่กฎหมายกำหนด ขณะที่โจทย์สำคัญคือการนำข้อมูลไปต่อยอดสู่มาตรการที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อให้ผู้ประสบความรุนแรงเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย และทำให้บ้านกลับมาเป็นพื้นที่แห่งความปลอดภัยสำหรับทุกคน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
