“พิชัย”มอบ คลัง-ธปท.-สภาพัฒน์ ทำมาสเตอร์แพลนกระตุ้นจีดีพีโต 3.5%

“พิชัย”มอบ คลัง-ธปท.-สภาพัฒน์ ทำมาสเตอร์แพลนกระตุ้นจีดีพีโต 3.5% ระบุ เครื่องมือทางการคลังเหลือน้อย พร้อมดันท่องเที่ยวพระเอกหลักดึงเงินเข้าประเทศ
#ทันหุ้น นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยหลังเรียกประชุมหน่วยงานเศรษฐกิจ ประกอบด้วย สำนักงานเศรษฐกิจการคลังธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาพัฒน์ ช่วงบ่ายวันนี้(27ก.พ.)ว่า ได้สั่งการให้สามหน่วยงานที่กำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ทำมาสเตอร์แพลน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้ สามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่3.5 % ในปีนี้
“หากเราสามารถรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจและสามารถปรับปรุงในส่วนที่เรายังขาด เชื่อว่า จีดีพีของประเทศในปีนี้จะสามารถยืนอยู่เหนือ 3%ได้”
เขากล่าวว่า จากตัวเลขจีดีพีในปี 2567 ที่สภาพัฒน์แถลงว่าเศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวในอัตรา 2.5 % ของจีดีพี ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่จีดีพีในไตรมาสที่หนึ่งและสอง อยู่ในอัตราที่ต่ำกว่า 2% เนื่องจากเม็ดเงินงบประมาณไม่ไหลเข้าระบบเศรษฐกิจ แต่หลังจากนั้นในช่วงไตรมาสที่สามและสี่ เมื่อเม็ดเงินภาครัฐสามารถไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ การขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่สาม และสี่ ของปีที่แล้ว จึงสามารถขยายตัวได้ 3 และ 3.2 % ตามลำดับ ทำให้การขยายตัวของจีดีพีในครึ่งหลังของปี2567 อยู่ที่ 3.1 %
เขากล่าวว่า การจะผลักดันให้จีดีพีไปถึงเป้าหมายดังกล่าว จะต้องมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แต่เราไม่สามารถทำแบบเดิม เช่นการผลักดันงบประมาณเพื่อกระตุ้นการบริโภค และการลงทุน ซึ่งนั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งของแผน ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องทำ Master plan ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
ดังนั้น เราจะต้องมาพิจารณาถึงจุดแข็งของประเทศไทยว่า คืออะไร ถ้าเริ่มตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลเศรษฐาทำ Ignite Thailand นั่นก็เป็นการจับจุดแข็งของประเทศ ในแง่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ และเรามีคนที่มีอัธยาศัยดี และมีแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูด เราจึงมาเน้นการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งการลงทุนเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวอาจจำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อพัฒนาสนามบินในเมืองรองของประเทศเป็นต้น
ขณะที่ จุดอ่อนของเราในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ เรามีเครื่องมือการคลังที่น้อย ซึ่งงบประมาณปี2568 ที่มีรายจ่ายรวม 3.752 ล้านล้านบาท แต่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างบางเรื่องเช่นในภาคการเกษตรที่เราแข่งขันไม่ได้ทั้งด้านราคาและปริมาณ
“เราเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่มีสินค้าเกษตรที่เป็นตัวหลักประมาณ 5 ตัว แต่ไม่สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ ในเชิงต้นทุนก็สูงหรือด้านราคาก็แข่งขันไม่ได้ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมีผลของอัตราแลกเปลี่ยนที่เราสู้กับประเทศอื่นไม่ได้ ดังนั้น เราจะทำอย่างไรเพื่อให้สินค้าเหล่านั้น สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านปริมาณและราคา
เขายกตัวอย่าง กรณีข้าว ที่เมื่อวันที่ 26 ก.พ. กบข. ได้ตั้งคณะทำงาน เพื่อสำรวจข้อมูลทั้งด้านการบริโภคภายในประเทศ และการส่งออก ว่า เป็นข้าวประเภทใดบ้าง และราคาอยู่ในระดับใด เพื่อให้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายต่อไป