รีเซต

“COP31” จากกำหนดเป้าหมาย สู่ลงมือจริง

“COP31” จากกำหนดเป้าหมาย สู่ลงมือจริง
TNN ช่อง16
6 พฤศจิกายน 2569 ( 10:00 )
11

การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 31 (COP31) จะมีผู้แทนระดับสูงจากประเทศภาคีเกือบ 200 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย เดินทางมาเข้าร่วม ณ เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี ระหว่างวันที่ 9–20 พฤศจิกายน 2569  โดยตุรกีทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพและประธานการประชุม ร่วมกับออสเตรเลียที่ทำหน้าที่เป็นประธานการเจรจา (President of Negotiations) และร่วมผลักดันประเด็นของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก


การประชุม COP ในแต่ละครั้งที่ผ่านมา มักมีการผลักดันหัวข้อหรือประเด็นทางสภาพภูมิอากาศใหม่ๆ จากประธานการประชุม และประธานการเจรจา รวมถึงติดตามผลการดำเนินงานประเด็นที่ได้ตกลงกันจากการประชุมครั้งก่อนๆ และอาจวางแผนต่อยอดประเด็นเดิมเพื่อให้สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ตกลงไว้ได้จริง โดยประเด็นสำคัญจากการประชุมครั้งก่อน และการต่อยอดมาประชุมในครั้งนี้ 


แต่ประเด็นสำคัญในการประชุม COP31 คือการเปลี่ยนจากการกำหนดเป้าหมาย (Commitments) ไปสู่การปฏิบัติ (Implementation) โดยเฉพาะการทำให้เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) กลายเป็นโครงการลงทุนจริง และทำให้เงินทุนด้าน Climate เข้าถึงประเทศกำลังพัฒนาได้มากขึ้น


ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า สิ่งใหม่ที่น่าสนใจสำหรับการประชุม COP31 คือเริ่มระบุเป้าหมายเชิงปฏิบัติรายสาขาชัดเจนขึ้น โดยประธาน COP31 เสนอเป้าหมายสำคัญสำหรับปี 2035 เป็นต้นไป ภายใต้ Global Climate Action Agenda เพื่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติจริง ตามตีม COP31 ครั้งนี้ ที่เน้นการเป็น Implementation COP และให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ได้แก่ 


การเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้า (Electrification)ในพลังงานขั้นสุดท้ายของโลกเป็นร้อยละ 35 จากปัจจุบันที่มากกว่าร้อยละ 23 เล็กน้อย


การลดการเติบโตของปริมาณขยะลงร้อยละ 50  (Waste Reduction) หรือลดการเติบโตของปริมาณขยะโลกลงครึ่งหนึ่ง โดยเน้น Zero Waste และการลดก๊าซมีเทน (CH₄) 


การลดความเข้มข้นการใช้พลังงานในอาคาร (more Climate-Resilient Cities) อย่างน้อยร้อยละ 25  และการเพิ่มอัตราการใช้วัสดุหมุนเวียน (Circular Economy) ทั่วโลกเป็นอย่างน้อยร้อยละ 15 ซึ่งสะท้อนโอกาสการลงทุนในพลังงานสะอาด การจัดการขยะ อาคารประหยัดพลังงาน และเศรษฐกิจหมุนเวียน


สำหรับประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายของไทยในปี 2035 ไปแล้วในการประชุมครั้งก่อน ว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิร้อยละ 47  เมื่อเทียบกับปี 2019 โดยในการประชุม COP31 ประเทศไทยเตรียมผลักดัน 5 ประเด็นหลักในการเจรจา COP31 ภายหลัง ครม. เห็นชอบกรอบท่าทีเจรจาเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2026  


โดยจะเน้นถึงภาวะผู้นำของประเทศพัฒนาในการลดก๊าซเรือนกระจก และการสนับสนุนเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรเพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาดำเนินมาตรการด้าน Climate ได้จริง โดยเน้นผลักดันประเด็นต่างๆ  ได้แก่ 


(1) การเพิ่มความชัดเจนด้าน Climate Finance  (2) การขับเคลื่อน Global Goal on Adaptation หรือกรอบเป้าหมายร่วมกันของประชาคมโลก เพื่อรับมือภัยพิบัติ (3) การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (Just Transition)  (4) ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการลดก๊าซมีเทน และ (5) การสนับสนุนการดำเนินงานตาม NDC 3.0 


นอกเหนือจาก 5 ประเด็นที่ไทยจะผลักดันในการเจรจา COP31 แล้ว ไทยยังมีบทบาทผ่านความร่วมมืออาเซียน โดยร่วมจัดทำร่างแถลงการณ์อาเซียนสำหรับ COP31 และผลักดันโครงการ High-Integrity ASEAN Carbon Initiative (HACI) เพื่อยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงในภูมิภาคด้วย


นอกจากนี้ ไทยเตรียมเสนอยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ (Thailand’s Long-Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy: LT-LEDS) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2  ต่อสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ก่อนการประชุม COP31 หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2026 


ทั้งนี้ LT-LEDS ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 เป็นการยกระดับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) จากปี 2065 เป็นปี 2050 หรือเร็วขึ้น 15 ปี  ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 หรือ NDC 3.0 และสนับสนุนความพยายามในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสตามความตกลงปารีส 


แม้การประชุม COP31 จะมุ่งเน้นการเปลี่ยนข้อตกลงด้าน Climate ไปสู่การดำเนินงานจริง (Implementation) แต่ยังมีความท้าทายสำคัญ เนื่องจากหลายประเด็นเป็นการต่อยอดข้อตกลงจาก COP รอบก่อนที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ทั้งการระดมเงินทุน Climate Finance ที่ยังมีข้อจำกัดด้านปริมาณเงินทุนและการเข้าถึงของประเทศกำลังพัฒนา การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลที่ยังขาดความชัดเจนด้านแนวทางดำเนินงานร่วมกัน ตลอดจนการสนับสนุน Adaptation และ Just Transition ที่ยังต้องพัฒนากลไกและทรัพยากรรองรับ


ดังนั้น ประเด็นที่ต้องติดตามจาก COP31 จึงไม่ใช่เพียงการประกาศเป้าหมายหรือความร่วมมือใหม่ แต่เป็นความชัดเจนของกลไกที่จะทำให้ข้อตกลงเดิมเกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะ 

(1)    Climate Finance ยังไม่มีความชัดเจนว่าใครจ่าย และเงินจะไปถึงโครงการอย่างไร  


โดย COP29 กำหนดเป้าหมายระดมเงินทุนให้ประเทศกำลังพัฒนาอย่างน้อย 300 พันล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2035 โดยประเทศพัฒนาแล้วเป็นผู้นำ อย่างไรก็ดี ประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนายังมีความเห็นแตกต่างกันเรื่องความรับผิดชอบในการจัดหาเงินทุน โดยประเทศกำลังพัฒนาต้องการเงินสนับสนุนที่มีความแน่นอนและไม่เพิ่มภาระหนี้มากเกินไป

ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามจาก COP31 คือสร้างความชัดเจนของแหล่งเงินทุน เงื่อนไขการสนับสนุน และการแก้ปัญหาต้นทุนเงินทุนของประเทศกำลังพัฒนา


(2) Adaptation และ Just Transition อาจไม่สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจได้เพียงพอ 


โครงการ Adaptation จำนวนมากมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูง แต่อาจไม่ได้สร้างรายได้ทางการเงินโดยตรง การผลักดัน Just Transition จึงยังเผชิญข้อจำกัดด้านการกำหนดผู้รับผิดชอบต้นทุน เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน รายได้ชุมชน และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมบางประเภท 


ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามจาก COP31 คือประเทศต่าง ๆ จะสามารถพัฒนากลไกการเงินที่เหมาะสมกับโครงการที่มีผลตอบแทนทางสังคมสูง แต่มีผลตอบแทนทางการเงินอย่างจำกัดได้หรือไม่ 


(3)  การดำเนินงานตาม NDC ที่ยังมีช่องว่างระหว่างเป้าหมายกับผลลัพธ์จริง

แม้ประเทศต่าง ๆ จะทยอยประกาศเป้าหมาย NDC รอบปี 2035 แล้ว แต่ UNEP Emissions Gap Report 2026 ระบุว่า หากทุกประเทศดำเนินการตาม NDC อย่างครบถ้วน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโลกจะลดลงเพียงร้อยละ 11–15 ในปี 2035 


ในทางปฏิบัติ ยังมีความท้าทายด้านความสอดคล้องระหว่างนโยบายและแผนงานหลายด้าน รวมถึงการวัดผลลัพธ์และประสิทธิผลของการดำเนินการเหล่านั้น ดังนั้น COP31 จึงต้องติดตามว่า จะสามารถยกระดับการรายงาน จากกิจกรรมที่ดำเนินการ ไปสู่ผลลัพธ์ที่วัดได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเงินทุนเข้ากับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวระดับประเทศ



อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ผลการประชุม COP31 อาจไม่ได้สร้างข้อบังคับใหม่ต่อธุรกิจไทยทันที แต่จะมีผลต่อทิศทางนโยบายและการลงทุนระยะต่อไป โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือ ความชัดเจนของกลไกเงินทุน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และการส่งผ่านการผลักดันนโยบายภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าธุรกิจไทยสามารถเปลี่ยนเป้าหมาย Climate ให้เป็นโอกาสการลงทุนที่คุ้มค่าและเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยเพียงใด


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง