"MPI" ยังวัดเศรษฐกิจไทยได้ครบหรือไม่?

ข้อเสนอของ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ที่ตั้งคำถามต่อการใช้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI เป็นหนึ่งในมาตรวัดภาวะเศรษฐกิจไทย เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และควรเปิดพื้นที่ให้ถกเถียงกันอย่างจริงจัง
เพราะโจทย์สำคัญอาจไม่ใช่คำถามว่า “MPI ดีหรือไม่ดี” แต่คือคำถามว่า “MPI ยังสามารถสะท้อนเศรษฐกิจไทยในปี 2026 ได้ครบถ้วนเพียงใด”
MPI มีประโยชน์อย่างแน่นอน เพราะภาคการผลิตยังเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย โรงงานยังผลิตรถยนต์ อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอีกจำนวนมาก ดังนั้นการดู MPI จึงยังช่วยสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านการผลิตได้
แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเรานำ MPI ซึ่งเป็นตัวชี้วัด “การผลิตภาคอุตสาหกรรม” ไปตีความว่าเป็นภาพสะท้อนของ “เศรษฐกิจไทยทั้งหมด”
สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
เศรษฐกิจในอดีตอาจมองได้ง่ายว่า เมื่อโรงงานผลิตมากขึ้น การจ้างงานเพิ่มขึ้น สินค้าถูกส่งออกมากขึ้น การบริโภคเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจก็ขยายตัว
แต่เศรษฐกิจยุคใหม่มีความซับซ้อนกว่านั้นมาก
วันนี้คนหนึ่งคนอาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยไม่ได้เดินเข้าโรงงานแม้แต่วันเดียว
คนหนึ่งคนซื้ออาหารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ สั่งซูชิผ่านแอป ซื้อเสื้อผ้าจากร้านค้าออนไลน์ จ่ายค่าสตรีมมิง ซื้อบริการดิจิทัล เรียกรถผ่านแพลตฟอร์ม ซื้อไอศกรีมจากร้านเล็ก ๆ ผ่านเดลิเวอรี หรือเดินทางไปทำกิจกรรมและใช้จ่ายกับประสบการณ์ต่าง ๆ
กิจกรรมเหล่านี้ล้วนมี “ธุรกรรมทางเศรษฐกิจ” เกิดขึ้น
แต่คำถามคือ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอยู่ใน MPI หรือไม่?
คำตอบคือ ไม่ทั้งหมด และหลายส่วนแทบไม่ได้สะท้อนเลย
นี่จึงเป็นหัวใจของข้อถกเถียง
ถ้าเรายังใช้กรอบคิดทางเศรษฐกิจแบบเดิม โดยให้น้ำหนักกับสิ่งที่ผลิตออกจากโรงงานเป็นหลัก เราอาจกำลังเห็นเพียง “ด้านหนึ่งของเศรษฐกิจ” แต่ไม่ได้เห็นภาพรวมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน
ลองนึกภาพง่าย ๆ
ถ้าวันนี้โรงงานผลิตไม้กวาดเพิ่มขึ้น MPI อาจดีขึ้น
ถ้าการผลิตอาหารอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น MPI ก็อาจดีขึ้น
แต่ถ้าวันเดียวกัน คนไทยหลายล้านคนซื้อของออนไลน์เพิ่มขึ้น ร้านอาหารมีลูกค้ามากขึ้น ธุรกิจบริการเติบโตขึ้น การท่องเที่ยวฟื้นตัวขึ้น การใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเพิ่มขึ้น และผู้คนใช้จ่ายกับกิจกรรมและประสบการณ์มากขึ้น
กิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้กลับไม่ได้ปรากฏใน MPI อย่างครบถ้วน
ดังนั้นจึงต้องแยกให้ออกว่า MPI กำลังตอบคำถามอะไร
MPI ตอบว่า “ภาคอุตสาหกรรมผลิตมากน้อยเพียงใด”
แต่ไม่ได้ตอบทั้งหมดว่า “คนไทยกำลังใช้จ่ายมากน้อยเพียงใด”
และไม่ได้ตอบทั้งหมดว่า “เศรษฐกิจไทยกำลังสร้างมูลค่าจากภาคบริการและเศรษฐกิจดิจิทัลมากเพียงใด”
ตรงนี้เองที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลควรตั้งคำถามกลับอย่างสร้างสรรค์ว่า
เรากำลังวัดเศรษฐกิจของปี 2026 ด้วยเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่ออธิบายเศรษฐกิจในโครงสร้างเดิมมากเกินไปหรือไม่?
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ตัวเลขการขยายตัวที่ 0.1% เป็นการคำนวณบนฐานข้อมูลของ สศช. ที่กว้างกว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดย สศช. นำดัชนี MPI มาใช้เพียงส่วนหนึ่ง และได้นำข้อมูลจากแหล่งอื่นเข้ามาประมวลผลร่วมด้วย
ทั้งนี้ เนื่องจากการคำนวณการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน น้ำหนักส่วนใหญ่จะเน้นไปที่กลุ่มผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ หรือกลุ่มสินค้าที่มีสัดส่วนการส่งออกน้อยกว่า 30% ซึ่งในไตรมาสนี้การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.9% จาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมในภาพรวมเติบโตต่ำตามไปด้วย
ในทางกลับกัน แม้จะมีกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสินค้าใหม่ ๆ ที่มีอัตราการขยายตัวในเกณฑ์สูงมาก เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง หรือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แต่ทว่าด้วยข้อจำกัดภายใต้ “เกณฑ์ดัชนีแบบเดิม” ทำให้น้ำหนักในการคำนวณของกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้ยังอยู่ในระดับต่ำ จึงไม่สามารถช่วยดึงหรือพยุงภาพรวมตัวเลขการผลิตอุตสาหกรรมในภาพรวมให้สูงขึ้นได้มากนัก
แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าเราควรเลิกใช้ MPI
แต่หมายความว่า MPI ควรเป็นหนึ่งในเครื่องมือ ไม่ใช่เครื่องมือทั้งหมด
ประเทศไทยจำเป็นต้องมี “Dashboard เศรษฐกิจ” ที่สะท้อนพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของคนไทยในโลกจริงมากขึ้น
เราควรเห็นทั้งการผลิต การบริโภค การลงทุน การส่งออก การนำเข้า การจ้างงาน รายได้ การใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล การท่องเที่ยว การขนส่ง การใช้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่
เพราะเศรษฐกิจวันนี้ไม่ได้อยู่เฉพาะในโรงงาน
เศรษฐกิจอยู่ในโทรศัพท์มือถือ อยู่บนแพลตฟอร์ม อยู่ในร้านอาหาร อยู่ในธุรกิจบริการ อยู่ในระบบเดลิเวอรี และอยู่ในพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “วันนี้โรงงานผลิตอะไรเพิ่มขึ้น”
แต่ต้องถามด้วยว่า
วันนี้คนไทยกำลังซื้ออะไร? ใช้บริการอะไร? ใช้จ่ายที่ไหน? รายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่? และเงินกำลังหมุนไปในระบบเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด?
นี่คือโจทย์ของการวัดเศรษฐกิจยุคใหม่
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ระบุว่า ข้อจำกัดสำคัญของดัชนี "MPI" ในปัจจุบันเกิดจากกระบวนการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นดัชนีรายเดือน ซึ่งใช้วิธีการสุ่มสำรวจตัวอย่าง (Sampling Survey) จากกลุ่มโรงงานเดิมที่กำหนดไว้ แต่เมื่อมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาลงทุนหรือมีการตั้งโรงงานในกลุ่มธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใหม่ ๆ (New Sectors) ระบบสำรวจและสุ่มเก็บตัวอย่างเดิมจึงไม่สามารถรวบรวมข้อมูลและติดตามกิจกรรมการผลิตจริงของโรงงานใหม่เหล่านี้ได้ทันท่วงที
ด้วยเหตุนี้ การที่ตัวเลขส่งออกเติบโตแต่ผลผลิตอุตสาหกรรมในดัชนี MPI ติดลบ จึงไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าเกิดจากประเทศไม่มีกิจกรรมการผลิต หรือปัญหาการสวมสิทธิ์ส่งออก ตามที่หลายฝ่ายกังวล เพราะหากมีการลงพื้นที่สำรวจกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นอุตสาหกรรมใหม่ จะพบว่าปัจจุบันก็มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีการผลิตจริง รวมถึงมีการจ้างงานแรงงานไทยและวิศวกรไทยเพิ่มขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม การวิจารณ์ MPI ต้องมีความระมัดระวัง เพราะการวัดเศรษฐกิจมหภาคไม่ได้สามารถนำพฤติกรรมการบริโภคทุกอย่างมาใส่รวมกันแบบง่าย ๆ ได้ และ MPI เองก็มีวัตถุประสงค์เฉพาะของมัน
ประเด็นจึงไม่ใช่การบอกว่า MPI “ผิด”
แต่คือการยอมรับว่า เศรษฐกิจเปลี่ยนเร็วกว่าวิธีที่เราเคยใช้มองเศรษฐกิจ
ในอดีต เราอาจมองภาพเศรษฐกิจผ่านโรงงาน ตลาด และห้างสรรพสินค้า
วันนี้เราต้องมองผ่านโรงงานพร้อมกับแพลตฟอร์มดิจิทัล ร้านค้าออนไลน์ แอปพลิเคชัน ระบบชำระเงิน การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และธุรกิจบริการ
ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ตรงจุด สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการถกเถียงว่า “ตัวเลขไหนถูก ตัวเลขไหนผิด”
แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า
ตัวเลขที่เรากำลังดูอยู่ กำลังบอกอะไร และกำลังไม่บอกอะไร
เพราะถ้าเราวัดเศรษฐกิจไม่ครบ เราอาจวินิจฉัยเศรษฐกิจผิด
และถ้าวินิจฉัยผิด นโยบายก็มีโอกาสผิดทิศทางตามไปด้วย
ประเทศไทยจึงควรเดินไปสู่ระบบการติดตามเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่ใช้ทั้งข้อมูลดั้งเดิมและข้อมูลเศรษฐกิจยุคดิจิทัลประกอบกัน
MPI ยังจำเป็น
GDP ยังจำเป็น
แต่ในโลกที่คนซื้อซูชิผ่านมือถือ สั่งไอศกรีมผ่านแอป ซื้อสินค้าออนไลน์ ทำงานผ่านแพลตฟอร์ม และใช้จ่ายกับ “ประสบการณ์” มากขึ้นเรื่อย ๆ
เราคงไม่สามารถมองเศรษฐกิจไทยผ่านปล่องควันโรงงานเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป
เศรษฐกิจยุคใหม่ไม่ได้เดินด้วยเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว แต่เดินด้วยข้อมูล แพลตฟอร์ม บริการ และพฤติกรรมของผู้บริโภค
ดังนั้น ข้อถกเถียงเรื่อง MPI จึงไม่ควรจบลงด้วยคำถามว่า “ใครถูก ใครผิด”
แต่ควรจบด้วยคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า
เราจะสร้างเครื่องมือวัดเศรษฐกิจไทยให้ทันกับเศรษฐกิจไทยที่กำลังเปลี่ยนไปได้อย่างไร
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงตัวเลขที่สวยงาม
แต่คือการที่ตัวเลขเหล่านั้น สะท้อนเศรษฐกิจที่คนไทยกำลังใช้ชีวิตอยู่จริง ๆ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
