จลาจลฝรั่งเศส-ยุโรป เสี่ยง “ถังแตก” ?

การประท้วงของชาวฝรั่งเศสหลายแสนคนที่นำไปสู่เหตุจลาจลที่มีทั้งความรุนแรง การปล้นสะดม การเผาทำลายอาคาร มีจุดเริ่มต้นจากการชุมนุมของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่ไม่พอใจปัญหาขาดแคลนครูและสภาพสถานศึกษาที่ทรุดโทรม ก่อนจะขยายวงไปสู่การประท้วงของประชาชนที่ครอบคลุมปัญหาหลากหลายประเด็น ทั้งค่าครองชีพ ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง บริการสาธารณะที่ย่ำแย่ มาตรการรัดเข็มขัดที่อาจกระทบชีวิตผู้คน ไปจนถึงนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล
“ดักลาส เยตส์” อาจารย์จาก American Graduate School ในกรุงปารีส ระบุว่า การประท้วงที่ยกระดับความรุนแรงที่ขึ้น โดยเฉพาะในฝรั่งเศส เกิดจากหลายปัจจัยที่รุมเร้า คล้ายกับพายุที่ทวีความรุนแรงกลายเป็นเฮอริเคน โดยปัญหาเงินเฟ้อได้ปลุกให้กลุ่มคนที่เดือดร้อนจากค่าครองชีพออกมาประท้วง ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็มีความไม่พอใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกปัจจัยมาจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่จะมีขึ้นในปี 2027 พรรคฝ่ายค้านก็ใช้โอกาสจากความไม่พอใจของประชาชนต่อประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ส่วนนายกรัฐมนตรีเซบาสเตียน เลอกอร์นู ได้เสนอแผนงบประมาณปี 2027 โดยมุ่งลดการขาดดุลงบประมาณ รวมถึงระงับการปรับขึ้นเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐ และเข้มงวดสวัสดิการระหว่างลาป่วย และปัจจัยสุดท้ายคือ กลุ่มนักศึกษาที่มีข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผล เมื่อปัจจัยเหล่านี้มาบรรจบกัน จึงก่อให้เกิดเป็นเฮอริเคนที่ไม่อาจควบคุมได้
ขณะเดียวกัน ตัวเลขเศรษฐกิจก็สะท้อนความยากลำบากที่ชาวฝรั่งเศสต้องแบกรับ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติฝรั่งเศส (INSEE) ระบุว่า อัตราความยากจนของฝรั่งเศสทำสถิติสูงสุดในรอบ 30 ปี โดยนิยามความยากจนแง่รายได้หมายถึงการมีมาตรฐานการครองชีพต่ำกว่าร้อยละ 60 ของค่ามัธยฐานด้านรายได้ระดับประเทศ ซึ่งในปี 2024 เกณฑ์ดังกล่าวอยู่ที่ 1,337 ยูโรต่อเดือน สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียว และอัตราความยากจนแง่รายได้อยู่ที่ร้อยละ 15.4 สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 1996 เท่ากับมีชาวฝรั่งเศส 9.8 ล้านคน ดำรงชีวิตใต้เส้นความยากจน
ส่วนราคาพลังงานเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 60 นับตั้งแต่ปี 2015 จนถึงช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ โดยสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Eurostat ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสถิติของสหภาพยุโรป (EU) ชี้ว่า ในปี 2025 ชาวฝรั่งเศสร้อยละ 28.8 ไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแบบไม่คาดคิดได้ หากไม่กู้ยืมหรือขอความช่วยเหลือ และราวร้อยละ 41.1 มีปัญหาทางการเงินในการดำรงชีวิต นอกจากนี้ อัตราการว่างงานของฝรั่งเศสในไตรมาส 2 ปีนี้พุ่งสูงขึ้นแตะระดับร้อยละ 8.3 คิดเป็นจำนวนผู้ว่างงานถึง 2.7 ล้านคน อัตราการว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุ 15-24 ปี แตะร้อยละ 21.6
“ฝรั่งเศส” เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของยูโรโซน เผชิญภาวะตึงตัวทางการเงินอย่างมาก เนื่องจากมีระบบสวัสดิการสังคมขนาดใหญ่ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงมาก และอยู่บนเส้นทางที่ไม่ยั่งยืนมานานหลายทศวรรษแล้ว แต่สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนพลังงานพุ่งทะยาน ซ้ำเติมปัญหาการคลังที่เผชิญแรงกดดันจากปัญหาหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว
ณ ไตรมาส 2 ของปีนี้ หนี้สาธารณะของฝรั่งเศสพุ่งแตะระดับ 3.6 ล้านล้านยูโร คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 119 ของ GDP เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 115.6 ในปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้นเท่าตัวนับจากปี 2002 ที่ขณะนั้นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่แถวร้อยละ 60 และคาดการณ์ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นไปแตะระดับเกือบร้อยละ 122 ของ GDP ในปี 2027 ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดครั้งใหม่ ขณะที่ EU กำหนดเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ราวร้อยละ 60
เมื่อเทียบตัวเลขหนี้สาธารณะระหว่าง 4 ประเทศยักษ์ใหญ่ของยุโรป “ฝรั่งเศส” มีหนี้สาธารณะสูงสุด ราว 3.6 ล้านล้านยูโร คิดเป็นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ราวร้อยละ 119 ตามด้วย “อิตาลี” ที่มีหนี้สาธารณะประมาณ 3.16 ล้านล้านยูโร สัดส่วนหนี้ต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 138 ต่อด้วย “เยอรมนี” ที่มีหนี้สาธารณะราว 2.9 ล้านล้านยูโร สัดส่วนหนี้ต่อ GDP อยู่ที่ประมาณร้อยละ 65 และ “สเปน” หนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 1.74 ล้านล้านยูโร สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 98
นอกจาก “ฝรั่งเศส” จะมีหนี้สาธารณะในระดับที่สูงแล้ว ตัวเลขขาดดุลงบประมาณก็สูงเช่นกัน ซึ่งสะท้อนรายจ่ายของรัฐบาลสูงกว่ารายได้ที่จัดเก็บในแต่ละปี โดยคาดว่าในปีนี้จะแตะที่ระดับร้อยละ 5.1-5.4 ของ GDP เทียบกับปีที่แล้วที่แตะร้อยละ 5.1 และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ EU ที่เหนือระดับร้อยละ 3 เล็กน้อย ขณะที่ข้อกำหนดของ EU ไม่ให้เกินร้อยละ 3 ของ GDP ส่งผลให้ฝรั่งเศสอยู่ภายใต้กระบวนการลดการขาดดุลงบประมาณลง นำไปสู่การเสนอแผนรัดเข็มขัดของรัฐบาลปัจจุบัน ที่จริงแล้วมีหลายประเทศที่ตัวเลขขาดดุลงบประมาณสูง แต่ปัญหาไม่รุนแรงเท่าเพราะการเติบโตของ GDP มีส่วนช่วย แต่กรณีของฝรั่งเศส กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า GDP ในปีนี้จะโตเพียงร้อยละ 0.4 ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Eurostat ระบุว่า รัฐบาลฝรั่งเศสมีรายจ่ายคิดเป็นร้อยละ 57.2 ของ GDP และจัดเก็บภาษีได้คิดเป็นร้อยละ 45.3 ของ GDP โดยค่าเฉลี่ยรายจ่ายของกลุ่มประเทศใน EU อยู่ที่ต่ำกว่าร้อยละ 50 เล็กน้อย สะท้อนนถึงความยากลำบากที่รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังเผชิญอยู่ เพราะต้องจัดสรรผลิตภาพทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลไปกับการใช้จ่ายภาครัฐแล้ว ทั้งเงินอุดหนุนภาคธุรกิจ รวมถึงรายจ่ายก้อนโตเกี่ยวกับด้านสาธารณสุขและเงินบำนาญ ทำให้รัฐบาลเหลือพื้นที่ในการดำเนินนโยบายอื่น ๆ น้อยลง
ขณะเดียวกัน “ฝรั่งเศส” ก็เผชิญต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงขึ้น สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 5.089 เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2022 หลังจากก่อนหน้านี้ 1 วัน อัตราผลตอบแทนดังกล่าวได้ทะลุระดับร้อยละ 5 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2002 นี่สะท้อนต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลฝรั่งเศสจะมีงบประมาณเหลือสำหรับใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นเงินบำนาญ การศึกษา สาธารณสุข การป้องกันประเทศ หรือสวัสดิการสังคม หากเปรียบกับ “เยอรมนี” เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของ EU ปัจจุบันเยอรมนีมีต้นทุนการกู้ยืมผ่านพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.4 ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมาก
แม้ว่าระดับหนี้ของฝรั่งเศสจะค่อนข้างสูง แต่ก็ยังต่ำกว่าหลายประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อาทิ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอิตาลี แต่ประเทศเหล่านั้นมีความแตกต่าง อย่างกรณีสหรัฐฯ สามารถรับมือหนี้มหาศาลได้ เพราะเงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก ทำให้สหรัฐฯ กู้ยืมเงินได้ในต้นทุนที่ค่อนข้างต่ำและปริมาณมาก ส่วนญี่ปุ่นมีหนี้มากกว่าร้อยละ 200 ของ GDP แต่เป็นการถือครองโดยสถาบันภายในประเทศ และมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก ส่วนอิตาลีมีหนี้สูงคล้ายกัน แต่มีการขาดดุลงบประมาณต่ำกว่า
“ฝรั่งเศส” ไม่ใช่ประเทศเดียวที่เผชิญกับเหตุประท้วง หลายประเทศในยุโรปก็เผชิญการประท้วงที่มีพื้นฐานจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงเช่นกัน อย่างใน “สเปน” ก็มีการประท้วงเรื่องที่อยู่อาศัยตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน หลังจากที่หญิงชราถูกไล่ออกจากบ้านพักที่ปรับขึ้นค่าเช่าถึงร้อยละ 230 และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนที่ “โปรตุเกส” มีการประท้วงเรื่องราคาที่อยู่อาศัยและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ด้าน “แอลเบเนีย” มีการประท้วงเรื่องค่าเล่าเรียนที่สูงและสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัยที่ย่ำแย่ และ “อิตาลี” ผู้คนออกมาประท้วงเรื่องค่าครองชีพ
ค่าครองชีพในยุโรปเพิ่มขึ้นแค่ไหน “อัลจาซีรา” เปรียบเทียบกับเมื่อปี 2000 พบว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น อาหาร พลังงาน การขนส่ง และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพิ่มขึ้นระหว่างร้อยละ 59-78 โดยสเปนมีการเพิ่มขึ้นมากสุดที่ร้อยละ 78 ตามด้วยโปรตุเกสร้อยละ 71 อิตาลีร้อยละ 68 และฝรั่งเศสร้อยละ 59 หมายความว่า สินค้าและบริการในสเปนที่เคยราคา 100 ยูโร ในปี 2000 ปัจจุบันมีราคาอยู่ที่ประมาณ 178 ยูโร ในโปรตุเกสก็เพิ่มเป็น 171 ยูโร ในอิตาลีก็ขยับเป็น 168 ยูโร และในฝรั่งเศสเพิ่มเป็น 159 ยูโร
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
