รีเซต

Blue Origin เปิดแผนสร้างศูนย์ข้อมูลบนอวกาศยื่น FCC ขอสร้างดาวเทียม 51,600 ดวง

Blue Origin เปิดแผนสร้างศูนย์ข้อมูลบนอวกาศยื่น FCC ขอสร้างดาวเทียม 51,600 ดวง
TNN ช่อง16
21 มีนาคม 2569 ( 16:08 )
12

บริษัท Blue Origin เปิดเผยแผนยุทธศาสตร์ใหม่ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์นอกโลก ผ่านโครงการที่มีชื่อว่า Project Sunrise โดยได้ยื่นเอกสารต่อ Federal Communications Commission หรือ FCC ของสหรัฐอเมริกา เพื่อขออนุญาตติดตั้งกลุ่มดาวเทียมจำนวนสูงถึง 51,600 ดวง ถือเป็นหนึ่งในโครงการขนาดใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมอวกาศยุคใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการประมวลผล AI ในระดับโลก

ข้อมูลในรายงานจาก The Wall Street Journal และ SpaceNews ระบุว่า โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลในวงโคจร หรือ Orbital Data Centers ซึ่งจะทำหน้าที่เสริมและขยายศักยภาพของศูนย์ข้อมูลภาคพื้นดิน โดยเฉพาะในยุคที่ความต้องการพลังประมวลผลสำหรับ AI เติบโตแบบก้าวกระโดด 

โครงสร้างกลุ่มดาวเทียมระดับเมกะโปรเจกต์

ภายใต้ Project Sunrise ดาวเทียมจะถูกวางในวงโคจรแบบ Sun-Synchronous Orbit หรือวงโคจรที่สัมพันธ์กับตำแหน่งดวงอาทิตย์ ทำให้สามารถรับพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 311 ถึง 1,118 ไมล์ หรือราว 500 ถึง 1,800 กิโลเมตรจากพื้นโลก

ในแต่ละชั้นของวงโคจร จะมีดาวเทียมตั้งแต่ 300 ถึง 1,000 ดวง และจัดเรียงห่างกันประมาณ 3 ถึง 6 ไมล์ หรือราว 5 ถึง 10 กิโลเมตร โครงสร้างลักษณะนี้เรียกว่า Satellite Constellation ซึ่งเป็นเครือข่ายดาวเทียมจำนวนมากที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่และเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารและประมวลผลข้อมูล

พลังงานแสงอาทิตย์ ลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของศูนย์ข้อมูลในอวกาศ คือ การใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์โดยตรง ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าบนโลก เช่น โรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง หรือระบบระบายความร้อนขนาดใหญ่

บริษัท Blue Origin ระบุว่า แนวทางนี้จะช่วยลดต้นทุนส่วนเพิ่มของพลังประมวลผล เมื่อเทียบกับศูนย์ข้อมูลภาคพื้นดิน โดยเฉพาะในยุคที่ Data Center ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านพลังงานและพื้นที่ ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ทั่วโลกใช้พลังงานรวมกันคิดเป็นมากกว่า 1-2% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งโลก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระแส AI

นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมในอวกาศยังช่วยในการระบายความร้อนตามธรรมชาติผ่านการแผ่รังสี (Radiative Cooling) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการลดต้นทุนการดำเนินงานของระบบคอมพิวติ้งขนาดใหญ่

แข่งเดือดอุตสาหกรรม AI นอกโลก

การยื่นขออนุญาตครั้งนี้ ทำให้บริษัท Blue Origin เข้าสู่การแข่งขันโดยตรงกับบริษัท SpaceX ที่ก่อนหน้านี้ได้ยื่นแผนต่อ FCC เช่นกัน เพื่อส่งดาวเทียมสูงถึง 1 ล้านดวงขึ้นสู่วงโคจร โดยให้เหตุผลว่าศูนย์ข้อมูลในอวกาศเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการรองรับความต้องการด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

การแข่งขันดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มใหม่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบนโลกอีกต่อไป แต่กำลังขยายไปสู่ “เศรษฐกิจอวกาศ” หรือ Space Economy ซึ่งคาดว่ามูลค่าตลาดอาจสูงเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 36 ล้านล้านบาท ภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า

เร่งการพัฒนา AI และเทคโนโลยีอนาคต

บริษัท Blue Origin เชื่อว่า Project Sunrise จะช่วยเร่งการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ และทั่วโลก โดยเฉพาะในด้าน Machine Learning หรือการเรียนรู้ของเครื่อง ระบบอัตโนมัติ และ Predictive Analytics หรือการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่

การมีศูนย์ข้อมูลในอวกาศยังอาจช่วยลด Latency หรือความหน่วงในการประมวลผลในบางกรณี เช่น ระบบสื่อสารระดับโลก หรือเครือข่าย AI ที่ต้องการการประมวลผลแบบกระจายตัว (Distributed Computing) อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม โครงการขนาดใหญ่ระดับนี้ยังต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งในด้านต้นทุนการปล่อยดาวเทียม ความเสี่ยงจากขยะอวกาศ (Space Debris) และข้อกำกับดูแลจากหน่วยงานระหว่างประเทศ 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง