IMF เตือนหนี้สาธารณะโลกจ่อทะลุ 100% ของ GDP ปี 2030

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนสถานการณ์หนี้สาธารณะโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แม้เศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้นและมีความแข็งแกร่งมากกว่าเดิม แต่ฐานะการคลังของหลายประเทศยังเผชิญแรงกดดันจากภาระหนี้ ดอกเบี้ย และมาตรการอุดหนุนราคาพลังงาน โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะโลกอาจเพิ่มขึ้นเกิน 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ภายในปี 2030 ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ประเด็นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเผยรายงานติดตามสถานการณ์การคลังโลก หรือ Fiscal Monitor ระหว่างการประชุมประจำปีของสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บริหารระดับสูงและผู้แทนด้านเศรษฐกิจการคลังจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม
IMF ชี้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว แต่ฐานะการคลังหลายประเทศอ่อนแอลง
นายโรดริโก วัลเดส (Rodrigo Valdés) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของ IMF เปิดเผยรายงาน Fiscal Monitor โดยระบุว่า แม้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้น แต่สถานะทางการคลังของหลายประเทศกลับมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน และการดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาของภาครัฐ
หลายประเทศเลือกใช้มาตรการควบคุมหรืออุดหนุนราคาพลังงาน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจในช่วงที่ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การกำหนดราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อชดเชยส่วนต่างราคา
IMF ระบุว่า มาตรการดังกล่าวสร้างภาระทางการคลังในระดับสูง และอาจทำให้ต้นทุนการดำเนินนโยบายเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่รัฐบาลประเมินไว้ โดยรายงานกล่าวถึงต้นทุนทางการคลังที่อาจอยู่ในระดับประมาณครึ่งหนึ่งของ GDP ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาควบคู่กับขอบเขตและระยะเวลาของมาตรการ
การใช้งบประมาณอุดหนุนอย่างต่อเนื่องยังเพิ่มข้อจำกัดในการจัดสรรทรัพยากรของภาครัฐ โดยเฉพาะประเทศที่มีภาระหนี้เดิมสูง และต้องรับมือกับต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น
เตือนหนี้สาธารณะโลกทะลุ 100% ของ GDP ภายในปี 2030
รายงาน Fiscal Monitor คาดการณ์ว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกิน 100% ของ GDP โลกภายในปี 2030 ซึ่งจะเป็นระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
ปัจจัยสำคัญมาจากภาระการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนดอกเบี้ยและข้อจำกัดในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในหลายประเทศ
เมื่อภาระดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งไปชำระหนี้มากขึ้น ส่งผลให้งบประมาณสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเศรษฐกิจ และรายจ่ายด้านสังคมมีข้อจำกัดตามไปด้วย
นอกจากนี้ ระดับหนี้สาธารณะที่สูงยังลดความสามารถของรัฐบาลในการใช้นโยบายการคลังเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หรือเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างฉับพลัน
IMF เห็นว่า การรักษาเสถียรภาพทางการคลังเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความพร้อมให้ประเทศต่าง ๆ สามารถรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป
IMF เสนอ 3 แนวทางปรับนโยบายการคลัง ลดความเสี่ยงหนี้สาธารณะ
สำหรับแนวทางรับมือความเสี่ยงด้านการคลัง IMF เสนอให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งดำเนินมาตรการสำคัญ 3 ด้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารรายได้และรายจ่ายภาครัฐ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
แนวทางแรก ปฏิรูประบบภาษี เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้
IMF เสนอให้ประเทศต่าง ๆ ปรับปรุงโครงสร้างภาษี ลดความบิดเบือนที่เกิดจากระบบจัดเก็บภาษี และลดอุปสรรคต่อการลงทุน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พร้อมรักษาความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ
การปรับปรุงระบบภาษีอย่างเหมาะสมจะช่วยให้รัฐบาลมีรายได้เพียงพอสำหรับการดำเนินนโยบายสาธารณะ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการก่อหนี้เพิ่มเติมมากเกินไป
รายงานระบุว่า หากประเทศต่าง ๆ สามารถดำเนินการปฏิรูประบบภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจช่วยเพิ่ม GDP ต่อหัวได้ประมาณ 3.5–5% ซึ่งเป็นผลเชิงบวกต่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ
แนวทางที่สอง เร่งปรับฐานะการคลังตามแผนที่กำหนด
IMF แนะนำให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงสถานะทางการคลัง โดยดำเนินนโยบายรายได้และรายจ่ายให้สอดคล้องกับกรอบการคลังระยะกลางและเป้าหมายที่กำหนดไว้
การดำเนินมาตรการตามแผนอย่างต่อเนื่องจะช่วยควบคุมระดับหนี้สาธารณะ ลดความเสี่ยงจากภาระดอกเบี้ย และเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของราคาพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และภาระงบประมาณของรัฐบาลในระยะต่อไป
แนวทางที่สาม ปรับมาตรการช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
IMF เห็นว่า การใช้มาตรการทางการคลังเพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจควรดำเนินการอย่างตรงจุด โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบและมีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นลำดับแรก
สำหรับมาตรการรองรับความผันผวนของราคาพลังงาน IMF ไม่สนับสนุนการอุดหนุนราคาเต็มจำนวนหรือครอบคลุมทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสร้างภาระงบประมาณสูง และทำให้กลไกราคาไม่สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานที่แท้จริง
แนวทางที่เหมาะสมคือการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย พร้อมเปิดโอกาสให้ราคาพลังงานปรับตัวตามต้นทุนอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการปรับตัวของผู้บริโภคและภาคธุรกิจในระยะยาว
นโยบายลักษณะนี้จะช่วยลดภาระทางการคลัง และทำให้รัฐบาลสามารถนำงบประมาณไปใช้ในภารกิจที่จำเป็นด้านอื่นได้มากขึ้น
IMF ย้ำเร่งปรับฐานะการคลัง ก่อนภาระดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น
ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของ IMF เน้นย้ำว่า การปรับปรุงฐานะการคลังเป็นภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลแต่ละประเทศควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่หนี้สาธารณะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หากประเทศต่าง ๆ ชะลอการดำเนินมาตรการออกไป อาจทำให้ภาระดอกเบี้ยสะสมสูงขึ้น พร้อมกับเพิ่มความเปราะบางของระบบการคลัง และจำกัดทางเลือกในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต
เมื่อระดับหนี้เพิ่มสูงขึ้น ความสามารถในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจย่อมมีข้อจำกัดมากขึ้น ขณะที่การปรับลดรายจ่ายหรือเพิ่มรายได้ภาครัฐในระยะหลังอาจต้องดำเนินการด้วยมาตรการที่เข้มข้นกว่าเดิม
IMF ระบุว่า ยิ่งรัฐบาลเลื่อนการปรับฐานะการคลังออกไปนานเท่าใด ต้นทุนและผลกระทบจากการปรับนโยบายในอนาคตก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ข้อเสนอทั้ง 3 ด้านของ IMF จึงมุ่งให้ประเทศต่าง ๆ บริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาระดับหนี้ให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนภาครัฐและการดูแลประชาชนกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
