สงครามลามถึงมรดกโลก! พระราชวังโบราณอิหร่านเสียหาย ยูเนสโกหวั่นประวัติศาสตร์สูญสลาย

ภายในพระราชวัง “เชเฮลโซตูน” (Chehel Sotoun Palace) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “พระราชวัง 40 เสา” ในเมืองอิสฟาฮานของอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งมรดกโลกขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก กำลังได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ยูเนสโกยืนยันกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า มัสยิดโบราณและพระราชวังในเมืองอิสฟาฮานได้รับความเสียหายจากเหตุโจมตีในช่วงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน โดย “อิสมาอิล บาแกอี” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน รวมถึงกระทรวงมรดกทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และหัตถกรรมของอิหร่าน ระบุว่า พระราชวังเชเฮลโซตูนได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด หลังการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล ที่มุ่งเป้าไปยังสำนักงานผู้ว่าการจังหวัดอิสฟาฮาน เมื่อบ่ายวันจันทร์ที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา
สำนักงานผู้ว่าการจังหวัดอิสฟาฮานตั้งอยู่ห่างจากพระราชวังดังกล่าวเพียงประมาณ 150 เมตร ส่งผลให้แรงระเบิดกระทบต่อโครงสร้างและองค์ประกอบภายในของอาคารประวัติศาสตร์
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ยูเนสโกได้ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งปกป้องแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาค โดยระบุว่า ตั้งแต่การสู้รบเริ่มต้นขึ้น แหล่งมรดกโลกของอิหร่านอย่างน้อย 4 แห่ง จากทั้งหมด 29 แห่ง ได้รับความเสียหายแล้ว
“ลาซาเร เอลูนดู อัสโซโม” ผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลกของยูเนสโก กล่าวว่า ยูเนสโกมีความกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบของการสู้รบที่กำลังเกิดขึ้นกับแหล่งมรดกโลกหลายแห่ง พร้อมทั้งแสดงความห่วงใยต่อแหล่งวัฒนธรรมในประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น อิสราเอลและเลบานอน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเช่นกัน
นอกจากพระราชวังเชเฮลโซตูนแล้ว พระราชวังโกเลสถาน (Golestan Palace) ในกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกอีกแห่งหนึ่ง ก็ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเช่นกัน
พระราชวังโกเลสถานถือเป็นสัญลักษณ์สะท้อนความรุ่งเรืองของอารยธรรมอิหร่านในศตวรรษที่ 19 และเคยใช้เป็นที่ประทับของราชวงศ์กาจาร์ โดยสถาปัตยกรรมของพระราชวังแห่งนี้ยังแสดงให้เห็นการผสมผสานระหว่างศิลปะยุโรปกับศิลปะเปอร์เซียอย่างโดดเด่น
นอกจากนี้ พระราชวังโกเลสถานยังเป็นสถานที่ที่กษัตริย์องค์สุดท้ายของอิหร่าน โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ใช้จัดพิธีราชาภิเษกในปี 1969 โดยอัสโซโมระบุว่า บางครั้งผู้คนถึงกับเปรียบพระราชวังแห่งนี้กับพระราชวังแวร์ซายในฝรั่งเศส แม้ขณะนี้จะยังไม่สามารถประเมินขอบเขตความเสียหายทั้งหมดได้อย่างชัดเจน โดยภายในพระราชวังมีเศษกระจกแตก เศษไม้ และงานไม้แกะสลักที่ได้รับความเสียหายกระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นอาคาร
เมืองอิสฟาฮานเคยเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญที่สุดของเอเชียกลาง และเป็นจุดสำคัญบนเส้นทางการค้าสายไหมในอดีต ขณะที่มัสยิดมัสเจด-อี จาเม แห่งอิสฟาฮาน มีอายุมากกว่า 1,000 ปี และสะท้อนพัฒนาการของศิลปะอิสลามตลอดระยะเวลากว่า 12 ศตวรรษ
ยูเนสโกยังระบุเพิ่มเติมว่า อาคารใกล้เขตกันชนของแหล่งโบราณคดีกอร์รามาบัด วัลเลย์ ก็ได้รับความเสียหายจากการสู้รบเช่นกัน ทั้งนี้ ยูเนสโกได้ส่งพิกัดของแหล่งวัฒนธรรมสำคัญให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง พร้อมติดตามสถานการณ์ความเสียหายอย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันปกป้องสถานที่ทางวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญของประวัติศาสตร์และอารยธรรมของประเทศต่าง ๆ ถึง 18 ประเทศในภูมิภาคนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
