รีเซต

รู้จักอาวุธปริศนาอิสราเอล สร้างความร้อน 3,500 องศา สังหารชาวปาเลสไตน์เหมือน "ระเหยหายไป"

รู้จักอาวุธปริศนาอิสราเอล สร้างความร้อน 3,500 องศา สังหารชาวปาเลสไตน์เหมือน "ระเหยหายไป"
TNN ช่อง16
11 กุมภาพันธ์ 2569 ( 16:04 )
8

สำนักข่าวอัลจาซีราเผยแพร่บทความการสอบสวนที่พบว่า “กองทัพอิสราเอล” ได้ใช้อาวุธชนิดพิเศษที่สหรัฐฯ จัดหาให้โดยเป็นอาวุธที่ใช้ “ความร้อน” เผาไหม้ที่อุณหภูมิสูงถึง 3,500 องศาเซลเซียส ระหว่างปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซา และทำให้ชาวปาเลสไตน์เกือบ 3,000 คน สูยสลายไปจน “ไม่เหลือร่องรอย” ราวกับว่าระเหยหายไปในอากาศ 

อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงขนาดนี้คืออะไร ? เราสรุปข้อมูลมาให้แล้ว 

เรื่องเล่าจากผู้อยู่ในเหตุการณ์

“ยัสมิน มาฮานี” ชาวปาเลสไตน์คนหนึ่งในฉนวนกาซาเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับอาวุธปริศนานี้ให้กับผู้สื่อข่าวของอัลจาซีราฉบับภาษาอาหรับว่า ช่วงรุ่งสางของวันที่ 10 สิงหาคม ปี 2024 เธอกำลังเดินผ่านซากปรักหักพัง หลังจากการโจมตีโรงเรียนอัล-ตาบินในเมืองกาซาซิตี เพื่อตามหาลูกชายของเธอ แต่ไม่เจอร่องรอยใดๆ เธอพยายามตามหาลูกชายของเธอจากในโรงพยาบาล หรือแม้แต่ห้องเก็บศพหลายวัน แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่พบ

มาฮานีเป็นหนึ่งในชาวปาเลสไตน์หลายพันคนที่พบว่า บุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขาหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ระหว่างสงครามอิสราเอล-ฮามาส ในฉนวนกาซา ที่ถูกสหประชาชาติกล่าวว่าเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 72,000 คน

ตามรายงานการสืบสวนของอัลจาซีราอาหรับที่มีชื่อว่า The Rest of the Story หน่วยป้องกันพลเรือนในฉนวนกาซา ได้บันทึกข้อมูลชาวปาเลสไตน์ 2,842 คน ที่จู่ ๆ พวกเขาก็เหมือน “ระเหยหายไป” นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2023 โดยไม่เหลือซากศพใด ๆ นอกจากคราบเลือดหรือชิ้นส่วนเนื้อเล็ก ๆ 

จนกระทั่งอัลจาซีราได้พยายามขุดค้นเรื่องนี้ ร่วมกับการสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญและพยานที่ต่างระบุตรงกันว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นจนทำให้คน ๆ หนึ่งระเหยไปในอากาศ เกิดจากการ “ใช้อาวุธความร้อน” และ “อาวุธเทอร์โมบาริก” อย่างเป็นระบบของกองทัพอิสราเอล ซึ่งเป็นอาวุธที่สหรัฐฯ ได้จัดหาให้ แต่อาวุธชนิดนี้ เป็น “อาวุธต้องห้าม” ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่มักถูกเรียกว่ามันคือ “ระเบิดสุญญากาศ” หรือ “ระเบิดละอองลอย” (Aerosol bombs) ที่สามารถสร้างอุณหภูมิสูงเกิน 3,500 องศาเซลเซียสได้ในเวลาอันรวดเร็ว 


การตรวจสอบเชิงนิติเวชที่น่าสลดใจ

จำนวนผู้ที่สูญหายไปในอากาศราว  2,842 คนตามที่มีการเปิดเผย อัลจาซีรารายงานว่าไม่ใช่แค่ตัวเลขโดยประมาณ แต่เป็นผลลัพธ์จากการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์แล้วโดยหน่วยป้องกันพลเรือนของฉนวนกาซา

มาห์มูด บาซาล โฆษกหน่วยป้องกันพลเรือนของฉนวนกาซา อธิบายกับอัลจาซีราว่า ทีมงานนิติวิทยาศาสตร์ได้สืบหาด้วยวิธีการตัดทอนความเป็นไปได้ในพื้นที่ที่ถูกโจมตี พวกเขาเข้าไปในบ้านที่ตกเป็นเป้าหมาย และตรวจสอบจำนวนผู้อยู่อาศัยที่ทราบกับจำนวนศพที่กู้พบ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน ยกตัวอย่างเช่น หากพบว่าครอบครัวไหนที่แจ้งว่ามีคนอยู่ข้างใน 5 คน แต่เรากู้ร่างที่ยังสมบูรณ์ได้เพียง 3 ร่าง ก็จะถือว่าอีก 2 คนได้ “ระเหยหายไป” เมื่อมีการค้นหาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ไม่พบสิ่งใดนอกจากร่องรอยทางชีวภาพ เช่น คราบเลือดกระเซ็นบนผนัง หรือชิ้นส่วนเล็ก ๆ อย่างหนังศีรษะ


กลไกทางเคมีของอาวุธที่ทำให้คนเหมือนระเหยไป

รายงานสืบสวนอธิบายอย่างละเอียดพบว่า องค์ประกอบทางเคมีเฉพาะที่อยู่ในอาวุธชนิดพิเศษนี้ของอิสราเอล สามารถทำให้ร่างกายมนุษย์กลายเป็นเถ้าถ่านได้ภายในไม่กี่วินาทีด้วยระเบิดที่มีน้ำหนักกว่า 900 กิโลกรัม

ด้าน วาซิลี ฟาตีการอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารชาวรัสเซีย อธิบายว่า อาวุธเทอร์โมบาริกไม่ได้เพียงคร่าชีวิต แต่ทำลายสสารของสิ่งนั้นซึ่งหมายถึงร่างกายมนุษย์จนสิ้นซาก ต่างจากวัตถุระเบิดทั่วไป โดยอาวุธประเภทนี้จะกระจายกลุ่มไอเชื้อเพลิงออกไป ก่อนจุดระเบิดให้เกิดลูกไฟขนาดมหึมาและแรงดูดสุญญากาศและเพื่อยืดระยะเวลาการเผาไหม้ ผู้ใช้งานอาจมีการเติมผงอะลูมิเนียม, แมกนีเซียม และไทเทเนียม ซึ่งเป็นส่วนผสมทางเคมีลงไประหว่างการใช้งานอาวุธชนิดนี้ ซึ่งส่วนผสมทางเคมีดังกล่าวจะทำให้อุณหภูมิของการระเบิดสูงขึ้นไปอยู่ระหว่าง 2,500 ถึง 3,000 องศาเซลเซียสได้ในที่สุด

นอกจากนี้ ตามรายงานสืบสวนของอัลจาซีรายังพบว่า ความร้อนรุนแรงเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า “ไตรโทนัล” (tritonal) ซึ่งเป็นส่วนผสมของ TNT และผงอะลูมิเนียม และมักใช้ในระเบิดที่ผลิตในสหรัฐฯ อย่างระเบิดรุ่น MK-84 ที่อิสราเอลได้รับมาจากสหรัฐฯ อีกทีหนึ่ง

ขณะที่ ดร.มุนีร์ อัล-บูร์ช อธิบดีกระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซา อธิบายถึงผลกระทบทางชีวภาพของความร้อนรุนแรงจากระเบิดชนิดนี้ต่อร่างกายมนุษย์ว่า ปกติแล้วร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์และเมื่อจุดเดือดของน้ำคือ 100 องศาเซลเซียส แต่ร่างกายมนุษย์พอสัมผัสกับพลังงานความร้อนจากระเบิดดังกล่าวที่สูงเกิน 3,000 องศา ร่วมกับแรงดันมหาศาลและกระบวนการออกซิเดชัน จะทำให้ของเหลวในร่างกายเดือดเหมือนกำลังต้มน้ำในกา และส่งผลให้เนื้อเยื่อระเหยและกลายเป็นเถ้าถ่านในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในทางเคมี

ระเบิดอานุภาพรุนแรงมีอะไรบ้าง ?

รายงานสืบสวนของอัลจาซีราได้ระบุถึงชนิดของระเบิดความร้อนที่ผลิตในสหรัฐฯ และถูกใช้ในกาซา และเชื่อมโยงกับกรณีที่ทำให้คนหายไปในพริบตาว่าอาจเป็นอาวุธรุ่นต่าง ๆ ดังนี้

“MK-84 Hammer” นี่คือระเบิดแบบไม่นำวิถีที่มีน้ำหนัก 900 กิโลกรัม บรรจุไตรโทนัลที่สามารถสร้างความร้อนสูงถึง 3,500 องศาเซลเซียส 

รุ่นต่อมาคือ “BLU-109” ระเบิดเจาะทำลายบังเกอร์ที่ถูกใช้ในการโจมตีพื้นที่อัล-มาวาซี ในฉนวนกาซาซึ่งอิสราเอลเคยประกาศให้เป็น “เขตปลอดภัย” สำหรับชาวปาเลสไตน์ที่ถูกบังคับให้อพยพออกจากที่อยู่อาศัยเมื่อเดือนกันยายน 2024 จากรายงานของอัลจาซีรา ระเบิดชนิดนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 22 คน โดยพบปลอกเหล็กและชนวนหน่วงเวลา ที่ทำให้มันฝังตัวลงไปใต้ดิน ก่อนจะระเบิดที่จะส่งให้เกิดลูกไฟขนาดใหญ่ภายในพื้นที่ปิดจนเผาทำลายทุกสิ่งที่อยู่ในรัศมีการยิง

และรุ่นสุดท้ายที่คาดว่ากองทัพอิสราเอลใช้คือ “GBU-39” ระเบิดร่อนนำวิถีความแม่นยำสูง ถูกใช้ในการโจมตีโรงเรียนอัล-ตาบิน ในเมืองกาซาซิตี โดยระเบิดชนิดนี้ ใช้วัตถุระเบิดที่ถูกออกแบบมาให้โครงสร้างอาคารภายนอกค่อนข้างคงสภาพไว้ ขณะเดียวกันกลับสามารถทำลายทุกสิ่งที่อยู่ภายใน อานุภาพของระเบิดชนิดดังกล่าวรุนแรงมากพอที่จะทำให้ “ปอดแตก” และคลื่นความร้อนก็จะเผาไหม้เนื้อเยื่ออ่อนจนไหม้เกรียมในที่สุด

ซึ่งหน่วยป้องกันพลเรือนของฉนวนกาซายืนยันว่าจากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบระเบิดรุ่น GBU-39 ในพื้นที่ ที่มีรายงานตามคำบอกเล่าของชาวบ้านว่าจู่ ๆ ร่างมนุษย์ก็หายไปในอากาศจริง 


ไม่ใช่แค่อิสราเอล แต่ประเทศอื่นต้องรับผิดชอบร่วมกัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระบุว่าการใช้อาวุธอานุภาพสูงเช่นนี้โดยไม่เลือกเป้าหมาย ไม่ได้ทำให้อิสราเอลต้องเป็นผู้รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังรวมถึงประเทศตะวันตกที่เป็นผู้จัดหาอาวุธดังกล่าวให้กับอิสราเอลด้วย ซึ่งตามรายงานผู้จัดหาให้คือสหรัฐฯ 

ภายในงาน Al Jazeera Forum ที่กรุงโดฮาของกาตาร์ “ไดอานา บุตตู” ทนายความและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซาคือหลักฐานที่ตอกย้ำถึงการจัดหาอาวุธรุนแรง ที่ยังไหลเวียนราวกับห่วงโซ่อุปทานที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากสหรัฐฯ และยุโรป เธอกล่าวด้วยว่าชาติตะวันตกทราบดีว่าอานุภาพทำลายล้างของอาวุธประเภทนี้ ไม่เลือกหน้าสังหารไม่ว่าจะเป็นศัตรูหรือเด็กน้อย แต่พวกเขาก็ยังคงส่งอาวุธต่อไป

บุตตู เน้นย้ำว่าภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ การใช้อาวุธที่ไม่สามารถแยกแยะระหว่างศัตรูกับพลเรือนได้ถือเป็นอาชญากรรมสงคราม เธอกล่าวเพิ่มเติมว่าทั่วโลกรู้ว่าอิสราเอลครอบครองและใช้อาวุธต้องห้ามเหล่านี้แต่คำถามคือเหตุใดพวกเขาจึงยังไม่ต้องรับผิดชอบ

กระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศล้มเหลว ?

อัลจาซีรารายงานว่า แม้ว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ จะมีคำสั่งต่ออิสราเอลเมื่อเดือนมกราคม 2024 ให้ป้องกันการกระทำที่เข้าข่ายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ รวมถึงการออกหมายจับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 แต่การสังหารกลับทวีความรุนแรงขึ้น

ทารีก ชานดาบ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ระบุว่าระบบยุติธรรมระหว่างประเทศได้ “สอบตก” ในบททดสอบที่ฉนวนกาซา เพราะนับตั้งแต่เริ่มบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงในเดือนตุลาคมที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง ก็ยังพบว่ามีชาวปาเลสไตน์อีกมากกว่า 600 คนถูกสังหาร เขากล่าวด้วยว่าสงครามยังคงดำเนินต่อไปผ่านการปิดล้อม การทำให้เกิดความอดอยาก, การโจมตีทางอากาศ, การปิดกั้นการส่งยาและอาหารนั้น ซึ่งล้วนแต่เป็นวิธีที่เป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ

ในขณะที่ รอฟีก บัดราน ผู้ที่สูญเสียลูก 4 คนในค่ายผู้ลี้ภัยบูเรอิจระหว่างสงคราม ก็เป็นพยานอีกหนึ่งคนที่อัลจาซีรา พบว่าท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาสามารถกู้คืนได้เพียงชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของร่างลูก ๆ เพื่อนำไปฝังเท่านั้น ซึ่งบัดรานเปิดใจกับอัลจาซีราทั้งน้ำตาว่า พวกเขาเหมือนระเหยหายไป ไม่ว่าจะตามหาเป็นล้านครั้งก็ไม่เหลือแม้แต่ชิ้นส่วนเดียว คำถามคือพวกเขาหายไปไหนด้วยอาวุธที่อานุภาพรุนแรงมากขนาดนี้ 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง