รีเซต

“สหรัฐฯ” รับมือภัยพิบัติแย่ลง หลัง “ทรัมป์” สั่งตัดงบ-ลดบทบาท หน่วยงานด้านสภาพอากาศและภัยพิบัติ

“สหรัฐฯ” รับมือภัยพิบัติแย่ลง  หลัง “ทรัมป์” สั่งตัดงบ-ลดบทบาท  หน่วยงานด้านสภาพอากาศและภัยพิบัติ
TNN ช่อง16
5 มกราคม 2569 ( 12:30 )
10

ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติของสหรัฐอเมริการะบุว่า นโยบายของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ในช่วงปีแรกของการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ได้ส่งผลให้ศักยภาพของสหรัฐฯ ในการเตรียมพร้อมและรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอ่อนแอลงอย่างน่ากังวล ท่ามกลางความถี่และความรุนแรงของเหตุสภาพอากาศสุดขั้วที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รายงานระบุว่า รัฐบาลทรัมป์ได้ลดบทบาทงานด้านวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ ตัดงบประมาณ และปลดบุคลากรจำนวนมากในหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับการพยากรณ์อากาศและการรับมือภัยพิบัติ อาทิ สำนักงานบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินกลาง (FEMA) และสำนักงานบริหารบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติ (NOAA) ซึ่งถือเป็นหน่วยงานชั้นนำด้านข้อมูลอากาศและภูมิอากาศของโลก

ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2568 รัฐบาลยังได้ยกเลิกโครงการด้านความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ ระงับสัญญาวิจัย และถอดถอนฐานข้อมูลสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมและประชาชนใช้ในการประเมินความเสี่ยง ส่งผลให้หลายพื้นที่ขาดข้อมูลเตือนภัยล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ


ผลกระทบเริ่มปรากฏชัดในปีเดียวที่สหรัฐฯ เผชิญพายุเฮอริเคนระดับ 5 ถึง 3 ลูก คลื่นความร้อนและความชื้นสูงเป็นประวัติการณ์ รวมถึงไฟป่าและน้ำท่วมรุนแรงหลายพื้นที่ โดย FEMA ต้องเข้าสู่ฤดูพายุโดยไม่มีแผนรับมือที่ชัดเจน ขณะที่เครือข่ายบอลลูนตรวจอากาศในรัฐอะแลสกาถูกลดกำลังจนไม่สามารถเตือนภัยล่วงหน้าได้ทันต่อพายุรุนแรงครั้งใหญ่

หนึ่งในเหตุการณ์ร้ายแรงคือ น้ำท่วมแม่น้ำกัวดาลูเป รัฐเท็กซัส เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนมากกว่า 135 คน โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางใช้เวลากว่า 72 ชั่วโมงจึงอนุมัติการส่งทีมค้นหาและกู้ภัยลงพื้นที่

แม้รัฐบาลจะลดงบประมาณ แต่มูลค่าความเสียหายจากภัยพิบัติกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2568 ความเสียหายจากภัยพิบัติด้านสภาพอากาศและภูมิอากาศทั่วประเทศมีมูลค่าสูงกว่า ประมาณ 3.5 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลในปี พ.ศ. 2523

อดีตรองผู้บริหาร NOAA ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญ “พายุที่สมบูรณ์แบบ” จากภัยคุกคามที่ทวีความรุนแรง ขณะที่ระบบความปลอดภัยของรัฐกลับอ่อนแอลงจากการบริหารจัดการและการตัดงบประมาณ พร้อมเตือนว่าหากไม่เร่งปรับแนวคิดด้านการเตรียมพร้อม ประชาชนจะได้รับผลกระทบโดยตรง

ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แม้รัฐบาลก่อนหน้าจะเริ่มลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการเสริมความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ ครอบคลุมการฟื้นฟูพื้นที่เสี่ยงภัยหลายล้านไร่ การป้องกันความร้อนจัด และการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า แต่การเปลี่ยนนโยบายอย่างฉับพลันทำให้หลายโครงการถูกระงับ

ขณะเดียวกัน FEMA สูญเสียเจ้าหน้าที่ประจำราว 1 ใน 3 ภายในปีเดียว จากการปลดออก เกษียณ และลาออก ส่งผลให้ขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่ตกต่ำ และขาดผู้นำที่มีประสบการณ์ ขณะที่ภาครัฐและท้องถิ่นยังไม่พร้อมรับภาระที่ถูกถ่ายโอนลงมา โดยเฉพาะเมืองขนาดเล็กและพื้นที่ชนบทที่ไม่มีหน่วยงานจัดการภัยพิบัติโดยเฉพาะ

ปัญหายังลุกลามไปถึงการรับมือไฟป่า หลังหน่วยงานจัดการที่ดินของรัฐบาลกลางถูกตัดตำแหน่งงานหลายพันตำแหน่ง ส่งผลให้การเผาควบคุมและการกำจัดพืชแห้ง ลดลงราว ร้อยละ 38 ในปี พ.ศ. 2568 เพิ่มความเสี่ยงไฟป่ารุนแรงในหลายรัฐ

ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศเตือนว่า การลดบทบาทของ NOAA และหน่วยงานพยากรณ์อากาศ ไม่เพียงกระทบความปลอดภัยของประชาชนสหรัฐฯ แต่ยังส่งผลต่อระบบข้อมูลสภาพอากาศโลก เนื่องจากหลายประเทศพึ่งพาข้อมูลจากสหรัฐฯ ในการติดตามพายุ คลื่นความร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ท่ามกลางแนวโน้มโลกที่อุณหภูมิอาจทะลุระดับ 1.5 องศาเซลเซียสภายในทศวรรษหน้า ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ความเข้าใจว่ารัฐบาลกลางจะสามารถเยียวยาความเสียหายได้ทั้งหมดหลังเกิดภัยพิบัติ อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงอีกต่อไป และประชาชนจำเป็นต้องมีบทบาทในการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติมากขึ้น


ที่มา: Reuters

ภาพ: Getty Images

_____

#TNNEARTH #พายุ #ภัยพิบัติ #โลกร้อน #โลกเดือด #ก๊าซเรือนกระจก #ไซโคลน #พายุไซโคลน 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง