รีเซต

รวบหนุ่ม19 พร้อมเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกตุ๋นเหยื่อขอนแก่น สูญเงินกว่า 3 แสน

รวบหนุ่ม19 พร้อมเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกตุ๋นเหยื่อขอนแก่น สูญเงินกว่า 3 แสน
มติชน
26 พฤษภาคม 2565 ( 15:28 )
50
รวบหนุ่ม19 พร้อมเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกตุ๋นเหยื่อขอนแก่น สูญเงินกว่า 3 แสน

ชุดสืบสวนตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น ร่วมกับสืบสวนตำรวจนครบาล จับกุมผู้ต้องหาชายวัย 19 ปี เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างตัวเป็นพนักงานบริษัท DHL และตำรวจ สภ.เมืองเชียงราย โทรศัพท์หลอกผู้เสียหายว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการฟอกเงินผิดกฎหมาย ให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ มีผู้เสียหายหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อสูญเงินเกือบ 4 แสนบาท

 

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมด้วยตำรวจสืบสวนนครบาล นำหมายจับของศาลจังหวัดขอนแก่น ที่ จ.130/2565 ลงวันที่ 23 พ.ค.และ หมายจับของศาลจังหวัดขอนแก่น ที่ 125/2565 ลงวันที่ 19 พ.ค.เข้าทำการจับกุมตัวนายณัฐวิชช์ โรจสโนน้อยกุล อายุ 19 ปี ชาวกรุงเทพมหานคร ผู้ต้องหาตามหมายจับใน 2 คดี ได้ที่บริเวณหน้าบ้านพักไม่มีเลขที่ ถนนสามเสน แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร หลังร่วมกันกับพวกทำการฉ้อโกงประชาชนในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยถูกชุดสืบสวนติดตามจับกุมตัวได้เมื่อเวลาประมาณ 13.25 น. ของวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา หลังจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน ได้ควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.เมืองเมืองขอนแก่น เพื่อสอบปากคำตามขั้นตอนทางกฎหมาย

 

ต่อมา พ.ต.อ.ปรีชา เก่งสาริกิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมด้วย พ.ต.ท.วิโรจน์ นาหนองขาม รอง ผกก.สืบสวน สภ.เมืองขอนแก่น และชุดสืบสวน ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหารายดังกล่าว โดยระบุว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 มี.ค.65 มีผู้เสียหายชาวจังหวัดขอนแก่น (ไม่ขอเปิดเผยตัวตน) ได้รับโทรศัพท์ติดต่อเข้ามายังโทรศัพท์มือถือ โดยปลายสายได้แจ้งกับผู้เสียหายว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทขนส่ง DHL ทำการจัดส่งพัสดุ โดยผู้เสียหายได้ทำการจัดส่งพัสดุที่มีสิ่งของผิดกฎหมาย ติดค้างอยู่ที่ด่านศุลกากรเชียงรายและจากการการตรวจสอบพบว่า เป็นพาสปอร์ต จำนวน 5 เล่ม และ บัตร ATM จำนวน 5 ใบ ซุกซ่อนอยู่ในกล่องพัสดุ โดยให้ผู้เสียหายทำการยืนยันตัวตนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้ส่งพัสดุและพัสดุไม่ใช่ของผู้เสียหาย จากนั้นก็ได้แนะนำให้ผู้เสียหายทำการแจ้งความผ่านทางออนไลน์ ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ชื่อ “สภ.เชียงราย” โดยให้ผู้เสียหายแอดไลน์เพื่อคุยแชทและโทรไลน์กันกับคนร้ายที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเป็นการพูดคุยแบบไม่เห็นหน้า ซึ่งมิจฉาชีพที่เล่นบทเป็นตำรวจ สภ.เชียงราย ได้ทำการซักประวัติผู้เสียหาย ก่อนที่จะหลอกผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินรายใหญ่ของประเทศ โดยมีตัวการใหญ่ชื่อ “สมศักดิ์” พร้อมกับได้ส่งรูปนายสมศักดิ์มาให้ผู้เสียดูทางไลน์ ก่อนที่จะออกอุบายให้ผู้เสียหายโอนเงินจากบัญชีของตนเอง ไปยังบัญชีของเครือมิจฉาชีพ ชื่อบัญชี “นายณัฐวิชช์ โรจสโนน้อยกุล” ด้วยความรู้ไม่เท่าทันกลอุบายและกลัวว่าจะมีความผิด ผู้เสียหายจึงโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพ รวมจำนวน 3 ครั้ง เป็นเงิน 161,000 บาท และเมื่อผู้เสียหายทำการโอนไปแล้ว มิจฉาชีพก็หลอกต่อไปว่า จะทำการประชุมและให้ผู้เสียหายรอฟังผลความบริสุทธิ์ ก่อนที่จะแจ้งกับผู้เสียหายอีกว่า ให้ผู้เสียหายหาเงิน จำนวน 50,000 บาท เพื่อทำการประกันตัวในความบริสุทธิ์ เมื่อผู้เสียหายแจ้งว่า ไม่มีเงิน มิจฉาชีพก็เลิกติดต่อกับผู้เสียหายในทันที ผู้เสียหายพยายามติดต่อกลับไปแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จึงเชื่อว่าตนเองถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง จึงได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดี

 

พ.ต.อ.ปรีชา เก่งสาริกิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวต่อว่า นอกจากผู้เสียหายรายนี้ ยังมีผู้เสียหายชาวจังหวัดขอนแก่นอีก 1 ราย ที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพรายนี้ โดยมีพฤติการณ์ในการก่อเหตุแบบเดียวกัน ซึ่งผู้เสียหายรายนี้ หลงเชื่อโอนเงินให้มิจฉาชีพไป จำนวน 217,000 บาท รวมทูลค่าความเสียหายทั้ง 2 คดี เป็นเงินจำนวน 378,000 บาท ซึ่งต่อมาพนักงานสอบสวน ได้ทำการอายัดบัญชีธนาคารของมิจฉาชีพ โดยพบว่า มีเงินคงเหลือในบัญชีกว่า 400,000 บาท และสืบสวนทราบว่า ผู้ต้องหากบดานอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลจังหวัดขอนแก่น ติดตามจับกุมตัวได้ในที่สุด โดยจากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เป็นเจ้าของบัญชีธนาคารดังกล่าวจริง โดยมีลักษณะเป็นบัญชีม้า และยังทำหน้าที่เป็นคนโทรศัพท์ลอกเหยื่อกับคนอื่นๆ โดยการโทรศัพท์หาเหยื่อจะใช้วิธีสุ่มโทร หากมีเหยื่อหลงเชื่อก็จะทำการหลอกลวงตามขั้นตอนที่ได้เตรียมการมา

 

เบื้องต้น พนักงานสอบสวน ได้แจ้งข้อหา ฉ้อโกงประชาชนและทุจริหรือหลอกลวง นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น โดยได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน โดยมีการนำตัวส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง