ครม.ไฟเขียวรื้อประกันสังคม ขยายอายุ 65 ปี เพิ่มสิทธิชราภาพ

#ทันหุ้น ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ยกเครื่องสิทธิประโยชน์ครั้งใหญ่ รับสังคมสูงวัย ขยายอายุผู้ประกันตน ม.33 จาก 60 ปี เป็น 65 ปี เพิ่มเงินทดแทนทุพพลภาพเป็น 70% เปิดทางถอนเงินชราภาพบางส่วน พร้อมใช้เป็นหลักประกันกู้เงิน
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน รองรับสังคมสูงวัย และเพิ่มความคุ้มครองผู้ประกันตนให้ครอบคลุมมากขึ้น หลัง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 บังคับใช้มาเป็นเวลานานและมีบางบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน
ขยายวัยทำงาน-เพิ่มเงินทดแทน
สาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว คือ การขยายอายุขั้นสูงของลูกจ้างผู้ประกันตนมาตรา 33 จากเดิมไม่เกิน 60 ปี เป็นไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ เพื่อรองรับแรงงานสูงอายุและเพิ่มโอกาสในการทำงาน พร้อมขยายสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตรต่อเนื่องอีก 6 เดือน หลังสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน
นอกจากนี้ ยังปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์กรณีหยุดงานเพื่อคลอดบุตรให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และเพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพที่ไม่ได้เกิดจากการทำงาน จากเดิม 50% เป็นไม่เกิน 70% ของค่าจ้าง เพิ่มหลักประกันด้านรายได้ให้ผู้ประกันตน
เปิดถอนเงินชราภาพ 30%
ด้านสิทธิประโยชน์ชราภาพ เปิดทางให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน สามารถเลือกรับเงินบำนาญชราภาพหรือเงินบำเหน็จชราภาพได้ เมื่ออายุครบ 55 ปี หรือเมื่อสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน
ขณะเดียวกัน ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 60 เดือน สามารถขอรับเงินชราภาพบางส่วนก่อนอายุ 55 ปีได้ หากประสบภัยพิบัติร้ายแรงที่กระทบต่อความเป็นอยู่ หรือใช้เงินชราภาพบางส่วนเป็นหลักประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคม โดยกำหนดวงเงินไม่เกิน30% ของเงินชราภาพ และไม่เกิน 2 เท่าของฐานค่าจ้างขั้นสูง
ต่อสิทธิประกันสังคมหลังเกษียณ
ร่างกฎหมายยังเปิดโอกาสให้ผู้รับบำนาญชราภาพที่ออกจากงานแล้ว แต่ต้องการรักษาสิทธิความคุ้มครอง เช่น กรณีเจ็บป่วย สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนต่อได้ โดยรัฐร่วมจ่ายเงินสมทบ 1 ส่วน และผู้ประกันตนจ่าย 2 ส่วน ครอบคลุมกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต
พร้อมกันนี้ ยังปรับปรุงบทกำหนดโทษนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ไม่ยื่นแบบรายการภายในระยะเวลาที่กำหนด จากโทษทางอาญาเป็นการปรับเป็นพินัย ตาม พ.ร.บ.การปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เพื่อให้บทลงโทษมีความเหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น
ทั้งนี้ ครม.รับทราบแผนจัดทำกฎหมายลำดับรองรวม 18 ฉบับ ซึ่งจะต้องดำเนินการภายใน 60 วัน นับแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้ โดยขั้นตอนต่อไปจะส่งร่าง พ.ร.บ.ให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (ปสส.) พิจารณา ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
