รีเซต

หมอไม่พอ - สร้างแรงจูงใจคนมีลูก สาธารณสุขไทยจะไปต่ออย่างไร?

หมอไม่พอ - สร้างแรงจูงใจคนมีลูก สาธารณสุขไทยจะไปต่ออย่างไร?
TNN ช่อง16
17 มกราคม 2569 ( 11:37 )
14

เวที TNN Debate : รีเซ็ตประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ประเด็นด้าน สาธารณสุขและประชากรศาสตร์ ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในคำถามสำคัญ เพื่อเปิดพื้นที่ให้บรรดาแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึงตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ ได้แสดงวิสัยทัศน์ แนวคิด และทิศทางในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังท้าทายอนาคตของประเทศ ทั้งในมิติสุขภาพประชาชนและโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เริ่มต้นด้วยคำถามแรก จาก หมอแทน นพ.ธนีย์ ธนียวัน ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอดและเวชบำบัดวิกฤต ถามกับตัวแทนนักการเมืองว่า “โรงพยาบาลรัฐ มีภาระที่หนักมากเนื่องจากมีบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ เจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนัก เป็นอันตรายต่อตัวเจ้าหน้าที่ และอาจกระทบต่อผู้ป่วยที่เข้ารับบริการ ท่านคิดว่า อุปสรรคอะไรที่รัฐบาลแต่ละยุคไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และ หากท่านได้เป็นนายกฯ ท่านจะมีมาตรการอะไรแก้ปัญหาเหล่านี้ ขอคำตอบที่เป็นตัวเลข ไทม์ไลน์ และตัวชี้วัด

หมอแทน นพ.ธนีย์ ธนียวัน ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอดและเวชบำบัดวิกฤต

เอกณัฐ พร้อมพันธุ์ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยลงทุนเม็ดเงินมหาศาลไปกับระบบสาธารณสุข แต่เราใส่เงินไปผิดที่ แทนที่จะจ่ายตังค์ตอนคนป่วยมารักษา แล้วใช้เงินปริมาณมาก แต่รักษาไม่ได้ก็อาจจะเสียชีวิต ตอนนี้เราต้องิคดมาลงทุนกับระบบสาธารณสุขที่เป็นการป้องกันมากขึ้น

นายเอกณัฐ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายพยาบาลอาสา กระจายออกไปดูแลผู้สูงอายุนะหรือว่าผู้ป่วยในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศไทย รวมถึงกรุงเทพมหานคร พยาบาลอาสากลุ่มนี้เป็นเป็นนักเรียนี่จบมาแล้วจะได้รับรับการพัฒนาทักษะเป็นมืออาชีพ รวมถึงมีการสนับสนุนอุปกรณ์ รัฐบาลจะกระจายคนกลุ่มนี้ไปดูแลประชาชน เป็นการลงทุนก่อนที่จะป่วย และใช้เงินงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้น โภคิน พลกุล ตัวแทนจากพรรคไทยสร้างไทย เสริมประเด็นนี้ โดยกล่าวว่า เห็นด้วยที่ควรเน้นมาตรการป้องกันมากกว่าการรักษาเพราะถ้ารักษาเติมเงินเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม ข้อมูลตัวเลขเรามีโรงพยาบาลระดับตำบลเกือบหมื่นโรงพยาบาล มีอสม.กว่าล้านคน ถ้าจะให้ระบบป้องกัน การไปบอกประชาชนให้ดูแลสุขภาพ ไม่มีใครทำ ต้องมีอินฟลูเอนเซอร์ดึงประชาชนให้เข้ามาทำ เราใช้พยาบาลใช้บุคลากรสาธารณสุขที่มีเป็นอินฟลูเอนเซอร์ รัฐต้องทุ่มเทให้คนเข้าทำทำและร่วมโครงการดูแลสุขภาพ

โภคิน พลกุล พรรคไทยสร้างไทย / เอกณัฐ พร้อมพันธุ์ พรรคภูมิใจไทย

อีกคำถามหนึ่งที่สะท้อนปัญหาสังคมไทยขณะนี้ มาจาก ธันย์ชนก จงยศยิ่ง บรรณาธิการบริหาร TNN Online เกี่ยวกับสังคมสูงวัย

ถามว่า “ในวันที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยแย่างเต็มรูปแบบโดยสมบูรณ์" รัฐบาลของท่านมีนโยบายอย่างไรที่จะกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่อยากมีบุตร และมีนโยบายอย่างไรในการดูแลให้คนไทยมีลูกได้อย่างมีคุณภาพท่ามกลางโลกที่มีความท้าทาย

คุณธันย์ชนก จงยศยิ่ง บรรณาธิการบริหาร TNN Online 

ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวถึงประเด็นประชากรและการมีบุตรว่า การสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนตัดสินใจมีลูก ไม่ควรถูกมองเพียงในมิติของสวัสดิการสำหรับเด็ก เยาวชน หรือมารดาเท่านั้น และไม่ควรมองประชาชนเป็นเพียงเครื่องจักรในการผลิตลูก การตัดสินใจมีบุตรเป็นเรื่องยาก ไม่สามารถจูงใจได้ด้วยการให้เงินหรือสวัสดิการเพื่อลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว เช่น เงินเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด

ในมุมมองของศิริกัญญา สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างสังคมที่มีคุณภาพ เป็นสังคมที่สร้างความหวัง และทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นใจว่าลูกหลานจะสามารถเติบโตขึ้นมาได้อย่างมีอนาคตที่สดใส การมีสังคมที่ดีคือปัจจัยหลักที่จะทำให้คนอยากมีลูกมากกว่าการใช้มาตรการทางการเงินเพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน ศิริกัญญาระบุว่า ในสถานการณ์ที่เด็กเกิดน้อยลง เด็กแต่ละคนจำเป็นต้องเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพราะจะเป็นคนรุ่นที่ต้องแบกรับภาระทั้งจากคนรุ่นก่อนหน้าและคนรุ่นถัดไป เด็กทุกคนจึงต้องได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สำหรับนโยบาย ศิริกัญญากล่าวว่า พรรคประชาชนมีนโยบายเงินเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของมารดา มีนโยบายเดย์แคร์เพื่อสนับสนุนแม่ที่ต้องกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน และการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพ เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพตั้งแต่วัยเริ่มต้น

ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน

ประเด็นเดียวกันนี้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยก้าวใหม่ ลุกขึ้นกล่าวเสริมประเด็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมีบุตรว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือความมั่นใจว่าลูกจะเกิดและเติบโตในสังคมที่ปลอดภัย เขายืนยันว่าความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญสูงสุด โดยเฉพาะในบริบทของภัยพิบัติและเหตุการณ์ความเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาเข้าใจเป็นอย่างดี เนื่องจากตนเองก็มีลูกเล็กเช่นกัน

สุชัชวีร์ระบุว่า ความปลอดภัยของเด็กคือหัวใจสำคัญในการทำให้พ่อแม่ตัดสินใจมีลูก พร้อมยืนยันว่าจะดูแลลูกหลานของประชาชนเสมือนลูกของตนเอง เพื่อให้เด็กทุกคนเติบโตขึ้นมาในสังคมที่เอื้อต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี

ในด้านนโยบาย สุชัชวีร์กล่าวว่า จะให้ความสำคัญกับโภชนาการของเด็ก ผ่านการจัดอาหารตั้งแต่มื้อเช้าและมื้อกลางวันจนถึงระดับประถมศึกษา ควบคู่กับการพัฒนาระบบการศึกษา ซึ่งเป็นด้านที่เขามีความเชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ สุชัชวีร์ยังเชื่อมโยงนโยบายด้านเด็กกับการดูแลผู้สูงอายุ โดยยืนยันว่าจะทำให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลด้านสาธารณสุขอย่างดีที่สุด ไม่ต่างจากการดูแลพ่อแม่ของตนเอง เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ดูแลคนทุกช่วงวัยอย่างทั่วถึง

สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยก้าวใหม่

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง