เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ บูมธุรกิจป้องประเทศ

#ธุรกิจป้องประเทศ #ทันหุ้น - สทป.ผนึก EXIM BANK ร่วมปั้นไทยขึ้นแท่นธุรกิจป้องกันประเทศ มูลค่ามหาศาล ประธาน สทป. ชี้เป็นอุตสาหกรรมสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน ยกเกาหลีใต้ เมียนมา เดินหน้าพัฒนา พร้อมดันไทยจากผู้ซื้่อสู่ผู้ส่งออก ด้าน ผู้บริหารเอ็กซิมแบงก์ ชี้ห่วงโซ่อุปทานเที่ยวข้องพรึ่บ ทั้งวัสดุขั้นสูง อิเล็กทรอนิกส์ ระบบดิจิทัล
พล.อ.นภนต์ สร้างสมวงษ์ ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ หรือ สทป. เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย นับเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดย สทป. ได้เซ็นเอ็มโอยูผสานความร่วมมือกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ร่วมให้การสนับสนุนแหล่งเงินทุนแก่ภาคเอกชน เพื่อวิจัย พัฒนา และผลิตยุทธปกรณ์ มุ่งเปลี่ยนบทบาทประเทศไทยจากผู้ซื้อไปสู่ผู้ผลิตและผู้ส่งออก ซึ่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล
พล.อ. นภนต์ ระบุว่า กิจการด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยปัจจุบันยังติดขัดอุปสรรคสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ กฎหมาย ภาษี และเงินทุน ซึ่งปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีความมุ่งมั่นที่จะเร่งแก้ไขและผลักดันอย่างเต็มที่ โดยในด้าน ด้านกฎหมาย เตรียมหารือปรับปรุงแก้ไขกฎหมายควบคุมยุทธภัณฑ์ให้ทันสมัย สอดรับกับสถานการณ์โลกและความต้องการของตลาดต่างประเทศเพื่อรองรับการส่งออก ด้านภาษี เสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับลดหย่อนภาษีนำเข้าวัตถุดิบและอุปกรณ์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการตั้งโรงงาน การจ้างงาน และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ส่วนด้านเงินทุน การที่ได้รับการสนับสนุนจาก EXIM BANK เข้ามาอุดช่องว่างทางเงินทุน ช่วยให้ภาคเอกชนมีสภาพคล่องและวงเงินกู้ยืมเพื่อใช้วิจัย พัฒนา และขยายสายการผลิตยุทธปกรณ์ที่ทันสมัยได้
ทั้งนี้ สทป. ทำหน้าที่เป็นผู้พิจารณากลั่นกรอง ตรวจสอบขีดความสามารถ ศักยภาพเทคโนโลยี และความเป็นไปได้ทางการตลาดของเอกชนอย่างละเอียด ก่อนส่งต่อให้ EXIM BANK พิจารณาวงเงินสินเชื่อตามความเหมาะสมของแต่ละโครงการ โดยมีตัวอย่างบริษัทเอกชนที่มีศักยภาพที่พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เช่น บริษัท ชัยเสรี เม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ผู้ผลิตยานเกราะและยุทโธปกรณ์สัญชาติไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก นอกจากนี้ สทป. ยังร่วมมือกับสถาบันการศึกษา นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนายุทธปกรณ์ที่สอดรับกับรูปแบบ สงครามยุคใหม่ ที่เน้นเทคโนโลยีชั้นสูงและการทำลายล้างโดยไม่ต้องเห็นตัว
@ ยกเมียนมา-เกาหลีใต้พัฒนา
ในด้านศักยภาพ ภาคเอกชนไทยรวมถึงโรงงานของรัฐสังกัดกระทรวงกลาโหมทั้ง 37 แห่ง มีขีดความสามารถ เครื่องมือ และบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถสูง แต่ยังคงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีชั้นสูงจากต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องใช้นโยบาย Offset Policy หรือ นโยบายการชดเชยทางการค้า ในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) และตั้งสายการผลิตขึ้นภายในประเทศ ตัวอย่างการพัฒนาที่น่าสนใจคือ ประเทศเกาหลีใต้ ที่ใช้ Offset Policy และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสหรัฐ จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกยุทธปกรณ์อันดับ 4 ของโลก จากเดิมอันดับ 11 รวมถึง เมียนมา ที่พัฒนาขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขึ้นอย่างต่อเนื่องจนน่าจับตา และได้นำยุทโธปกรณ์ที่ผลิตขึ้นเองภายในประเทศมาจัดแสดงในมหกรรมด้วย
“การพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวควรเดินหน้าทั้งมิติความมั่นคง เพื่อพึ่งพาตนเองในการผลิตอาวุธยุทธปกรณ์ใช้ในประเทศ ป้องกันความเสี่ยงจากการพึ่งพาต่างชาติ ซึ่งในอดีตยามเกิดภัยคุกคาม แม้มีงบประมาณก็ไม่สามารถจัดซื้อได้เนื่องจากต่างชาติผลิตไม่ทัน และมิติเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้เข้าประเทศจากการส่งออก และยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งในระดับสากล”
@ ธุรกิจห่วงโซ่อุปทานเพียบ
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญคือการเปลี่ยนศักยภาพเหล่านี้ไปในทิศทางที่เป็นโอกาสทางธุรกิจและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานหลายสาขา ทั้งวัสดุขั้นสูง อิเล็กทรอนิกส์ ระบบดิจิทัล ตลอดจนเทคโนโลยีที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในภาคความมั่นคงและภาคอุตสาหกรรมทั่วไป ทว่าการผลักดันเทคโนโลยีจากห้องวิจัยไปสู่ระดับอุตสาหกรรมจำเป็นต้องใช้เงินทุนและเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมและหลากหลาย เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยลงทุน ขยายกำลังการผลิต และต่อยอดทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
"ความร่วมมือระหว่าง สทป. และ EXIM BANK ในครั้งนี้ เป็นการนำจุดแข็งของทั้งสององค์กรมาเชื่อมต่อกัน โดย สทป. มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ขณะที่ EXIM BANK พร้อมเติมเต็มในมิติทางการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสินเชื่อและบริการทางการเงินได้อย่างเหมาะสม ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยไปสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรม และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว" นายชรัช กล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
