การเรียนใน สาขารัฐประศาสนศาสตร์ (Public Administration) ใน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มีเหตุผลมาจากตอนแรกผมคิดว่ามันง่ายที่จะเรียนจบ แต่พอได้มาเรียนจริง ๆ ผมกลับพบว่าไปมันยากและเนื้อหานั้นเยอะมาก ๆ ในส่วนที่ต้องจำและทำความเข้าใจ ในตอนที่มาเรียนเทอมแรกนั้น ผมรู้สึกอยากลาออกตั้งแต่วันแรกเลย เพราะรู้ตัวว่าไม่ใช่ทางที่ชอบ และเมื่อผลการเรียนในเทอมแรกออกมาไม่เป็นดังใจนึก ทำให้ผมท้อเป็นอย่างมาก แต่ก็ฝืนเรียนจนจบปีหนึ่งในสภาพสะบักสะบอม พอขึ้นปี 2 ผมตัดสินใจดร็อปเรียน เหตุผลเพราะตอนนั้นไม่ได้อยากเรียนแล้ว คือไม่ใช่แค่ไม่อยากเรียนสาขานี้ แต่ไม่ได้อยากเรียนขาสาไหนเลยเลย ช่วงนั้นกดดันตัวเองอย่างหนักบวกกับสิ่งรอบข้าง ทำให้ผมตัดสินใจรักษาสภาพนักศึกษาและออกจากรั้วมหาลัยในที่สุด ในช่วงเวลาที่ดร็อปเรียนนั้น ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดมาก แต่จะเอามาเล่าในบทความหน้า พอผ่านไป 1 ปี ผมคิดว่าตอนนั้นต้องเลือกทำอะไรสักอย่าง ระหว่างทำงาน หรือเรียน แต่เมื่อนึกดูสภาพข้อเท้าของตัวเองแล้วที่แตกหักจากการเล่นฟุตบอล ทำให้ไม่น่าไปทำงานหนัก ๆ ไหว สุดท้ายก็เลยตัดสินใจกลับมาเรียน ผมเลือกที่จะกลับมาเรียนในรหัสนักศึกษาเดิม เพราะอยากกลับมาเจอเพื่อนรุ่นเดียวกันในช่วงปี 1 แต่พอกลับมาเรียนผมก็ยังปรับตัวแทบไม่ได้ แถมผมไม่เก่งเรื่องการเข้าสังคมนัก คือเวลาพูดคุยกับคนอื่นแทบจะเป็นการถามคำตอบคำ เลยทำให้ผมประสบปัญหาการใช้ชีวิตช่วงแรกหลังจากกลับไปเรียนมหาลัย ต่อมาผมต้องเรียนลงเรียนเก็บหน่วยกิตกับรุ่นน้องไปด้วยในหลาย ๆ วิชาที่ผมทำตกหล่นในช่วงเวลาที่ดร็อปเรียน ไม่ว่าจะเป็น วิชาเศรษฐศาสตร์ภาครัฐ, HR, นโยบายสาธารณะ, การคลัง, กฎหมายแพ่งฯ และอื่นๆ ตอนนั้นเหนื่อยมาก ๆ เพราะต้องไปเรียนคนเดียวกับคนที่ไม่เคยเจอหน้าค่าตามาก่อน เลยรู้สึกกระวนกระวายใจ และกลัวการถูกตัดสินจากคนที่ไม่รู้จัก แต่นั่นก็เป้นเพียงความคิดในหัวที่ผมจินตนาการกับถึงตัวเอง และในความมืดมิดเหล่านั้นก็ยังมีแสงริบหรี่อยู่บ้าง คืออาจารย์ในสาขา และผองเพื่อน รวมถึงรุ่นน้องและรุ่นพี่บางคน ที่คอยให้ความช่วยเหลือ จึงทำให้ผมรอดอย่างหวุดหวิดในหลาย ๆ ครั้ง การเรียนในช่วงแรกที่กลับมาหลังจากดร็อปเรียนนั้น คือ แทบไม่รู้เรื่อง โดยเฉพาะวิชาระเบียบวิธีวิจัยฯ แต่ดีที่เพื่อนพารอดจนไม่ติด F ในเทอมนั้น แต่ผมก็ท้อทุกเวลาที่เรียนอยู่ช่วงกาลนั้น เช่น ช่วงที่สอบวิชาวิจัย ผมทำข้อสอบไม่ได้เลย เพราะผมไม่ใส่ใจตอนเรียน บางวันก็ไม่เข้าเรียน พอถึงเวลาสอบก็ไปอ่านหนังสือเอาวันสุดท้าย ทำให้อ่านไม่ทันและมีความเข้าใจน้อยมากในรายวิชานี้ รวมถึงอีกหลายๆ วิชา จุดพลิกผันน่าจะอยู่ช่วง ปี 3 เทอม 2 ลากยาวจวบจนเทอมสุดท้ายก่อนออกฝึกงาน ในตอนนั้นผมรู้ตัวว่าตัวเองอาจเรียนไม่จบหากไม่รับผิดชอบและใส่ใจในการเรียนให้มากกว่านี้ หลังจากนั้นผมจึงตั้งใจเรียนและอ่านหนังสือให้มากขึ้น และได้พบว่าการทำสรุปก่อนสอบช่วยทำให้ผมทำคะแนนได้ดีขึ้น จนถึงขั้นทำให้ผมเก็บ A ได้หลายวิชา จากนั้น เทอมต่อ ๆ มา จวบจนเทอมสุดท้ายในการเรียนหนังสือ ส่งผลให้ผมทำได้ดีขึ้นในการเรียน และได้รับบทเรียนต่าง ๆ มากมาย เช่น หากเราปราถนาที่จะให้ผลการเรียนออกมาดีอย่างที่เราคาดหวังไว้ เราก็ต้องยอมแลกบางสิ่งเพื่อให้ได้มันมา แม้ต้องเหนื่อยล้าเพียงใดก็ตาม รูปภาพทั้งหมดโดยผู้เขียน เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !