บิ๊กเฟดไม่ขวางลดดอก เล็งหุ้นปันผล-บาทอ่อน

#เฟด #ทันหุ้น – ตั้งสติหลัง “นายเควิน วอร์ช” ถูกเสนอเป็นประธาน FED คนใหม่ แม้จะเป็นสายเหยี่ยว แต่เชื่อไม่ขวางทิศทางลดดอกเบี้ย คาดลงอีก 3 ครั้งปีนี้ แนวโน้มเงินไหลมายังสินทรัพย์เสี่ยง หุ้นไทยราคาถูกเป็นเป้าหมายพักเงิน มองแนวรับ 1,300 จุด แนวต้าน 1,335 จุด แนะลุยหุ้นที่มีปันผลสูง และหุ้นรับดอกเบี้ยขาลง และหุ้นรับบาทอ่อนระยะสั้น
นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า การที่ประธานาธิบดีของสหรัฐ “ทรัมป์” ได้เสนอชื่อ “นายเควิน วอร์ช” ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลาง (FED) คนใหม่ หลังวาระของ “นายเจอโรม พาวเวลล์” จะสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคมนี้
ซึ่ง “นายเควิน วอร์ช” เคยเป็นอดีตหนึ่งในกรรมการ FED และเคยมีส่วนร่วมในการโหวตเรื่องอัตราดอกเบี้ยในอดีตช่วงปี 2551 โดยเป็นหนึ่งผู้ที่ไม่ได้สนับสนุนการทำ QE ทำให้ตลาดมองว่าเขาไม่สนับสนุนการลดดอกเบี้ย แต่ในปัจจุบันทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐมีแนวโน้มเป็นขาลง เนื่องจากปัจจัยด้านภาษี, เทคโนโลยี AI และเศรษฐกิจสหรัฐที่มีความเสี่ยงชะลอตัว
นอกจากนี้ตลาดแรงงานเริ่มทรงตัว ภาระหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อยานยนต์เพิ่มขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อยังไม่กลับสู่เป้าหมาย ในมุมมองของ MUFG ซึ่งเป็นมุมมองที่ บล.กรุงศรี ใช้อ้างอิง คาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ ประมาณ 0.75% ขณะที่ Fed Watch Tool ได้ปรับมุมมองจากเดิมที่คาดว่าจะลด 1-2 ครั้ง มาเป็น 2-3 ครั้ง
@ เน้นหุ้นปันผล-หนี้สูง
ทิศทางดอกเบี้ยที่เป็นขาลงส่งผลบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระยะกลางถึงยาวโดยเฉพาะในปีนี้ สำหรับหุ้นไทย กลุ่มที่ได้รับประโยชน์แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มปันผลสูง เช่น ADVANC, AP, SC, กลุ่มหนี้สูง ที่ได้ประโยชน์จากภาระดอกเบี้ยที่ลดลง เช่น TRUE, CPALL, MINT รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ได้ประโยชน์จากการลดภาระหนี้ต่างประเทศเมื่อดอกเบี้ยลง โดยมี GULF เป็นตัวหลัก
ทั้งนี้หลังจากมีการเสนอชื่อ “นายเควิน วอร์ช” ทำให้ในระยะสั้นดอลลาร์กลับมาแข็งค่า ส่งผลให้สกุลเงินเอเชียรวมถึงเงินบาทอ่อนค่าลง ส่วนระยะยาวยังมองว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง ดังนั้นในช่วงที่บาทอ่อนค่า แนะนำหุ้นกลุ่มส่งออกที่มีผลประกอบการไตรมาส 4/2568 โดดเด่น เลือก ITC เป็นหุ้นแนะนำ
@ ผันผวนในกรอบ 1,300-1,335 จุด
นายเบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังคงมีความผันผวนสูงและทิศทางยังไม่ชัดเจน โดยแนวโน้มของตลาดค่อนข้างระมัดระวัง มีการลดความเสี่ยงเนื่องจากสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้นมามากก่อนหน้านี้และเริ่มมีการปรับฐาน
นอกจากนี้การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ปรับตัวเพิ่มขึ้นยังเป็นแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยไว้ที่แนวรับ 1,300 จุด และแนวต้านที่ประมาณ 1,335 จุด แนะนำกลยุทธ์เลือกซื้อหุ้นรายตัว หรือเลือกลงทุนรายตัวที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ถ้าหากหุ้นตัวไหนปรับตัวขึ้นมามากควรมีการขายทำกำไร
@หุ้นไทยราคาถูก
นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ในเชิงจิตวิทยาตลาดคาดหวังว่าประธาน FED คนใหม่จะมีความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นต่อ FED กลับมา โดยการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง และคาดว่าจะยังคงมีการปรับลดลงตามความเหมาะสมของสถานการณ์
ดังนั้นอาจเกิดการเคลื่อนย้ายของกระแสเงินทุน (Fund Flow) เพื่อเก็งกำไร และมีการกระจายตัวไปในตลาดอื่นมากขึ้น เริ่มเห็นการเทขายสินทรัพย์อย่างทองคำออกมา ซึ่งอาจทำให้มีเงินในระบบพร้อมที่จะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น โดย Fund Flow ที่ไหลเข้าสู่หุ้นไทยอาจได้รับแรงขับเคลื่อนจากหลายปัจจัย ทั้งจากนโยบายของ FED และการปรับน้ำหนักของดัชนีต่างๆ เช่น MSCI
โดยหุ้นไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Value Play หรือกลุ่มหุ้นที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน ดังนั้นจึงมีโอกาสที่เม็ดเงินจะไหลเข้ามาพักในหุ้นไทย เน้นกลุ่มที่มีลักษณะปันผลสูง เช่น ธนาคาร, โรงไฟฟ้า, สื่อสาร, พลังงานและปิโตรเคมี แต่ในช่วงที่ผ่านมามีเม็ดเงินไหลเข้ากลุ่มธนาคารกับสื่อสารไปพอสมควรแล้ว จึงอาจหันมาเน้นที่กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีมากกว่า เช่น PTT, PTTEP และ TOP ซึ่งถือเป็นกลุ่ม Value Play ที่น่าสนใจ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
