รีเซต

บิ๊กเฟดไม่ขวางลดดอก เล็งหุ้นปันผล-บาทอ่อน

บิ๊กเฟดไม่ขวางลดดอก เล็งหุ้นปันผล-บาทอ่อน
ทันหุ้น
3 กุมภาพันธ์ 2569 ( 03:00 )
3

นายฐกฤต  ชาติเชิดศักดิ์  ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า การที่ประธานาธิบดีของสหรัฐ “ทรัมป์” ได้เสนอชื่อ “นายเควิน วอร์ช” ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลาง (FED) คนใหม่ หลังวาระของ “นายเจอโรม พาวเวลล์” จะสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคมนี้

ซึ่ง “นายเควิน วอร์ช” เคยเป็นอดีตหนึ่งในกรรมการ FED และเคยมีส่วนร่วมในการโหวตเรื่องอัตราดอกเบี้ยในอดีตช่วงปี 2551 โดยเป็นหนึ่งผู้ที่ไม่ได้สนับสนุนการทำ QE ทำให้ตลาดมองว่าเขาไม่สนับสนุนการลดดอกเบี้ย  แต่ในปัจจุบันทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐมีแนวโน้มเป็นขาลง เนื่องจากปัจจัยด้านภาษี, เทคโนโลยี AI และเศรษฐกิจสหรัฐที่มีความเสี่ยงชะลอตัว

นอกจากนี้ตลาดแรงงานเริ่มทรงตัว ภาระหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อยานยนต์เพิ่มขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อยังไม่กลับสู่เป้าหมาย ในมุมมองของ MUFG ซึ่งเป็นมุมมองที่ บล.กรุงศรี ใช้อ้างอิง คาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ ประมาณ 0.75% ขณะที่ Fed Watch Tool ได้ปรับมุมมองจากเดิมที่คาดว่าจะลด 1-2 ครั้ง มาเป็น 2-3 ครั้ง

@ เน้นหุ้นปันผล-หนี้สูง

ทิศทางดอกเบี้ยที่เป็นขาลงส่งผลบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระยะกลางถึงยาวโดยเฉพาะในปีนี้ สำหรับหุ้นไทย กลุ่มที่ได้รับประโยชน์แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มปันผลสูง เช่น ADVANC, AP, SC, กลุ่มหนี้สูง ที่ได้ประโยชน์จากภาระดอกเบี้ยที่ลดลง เช่น TRUE, CPALL, MINT รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ได้ประโยชน์จากการลดภาระหนี้ต่างประเทศเมื่อดอกเบี้ยลง โดยมี GULF เป็นตัวหลัก

ทั้งนี้หลังจากมีการเสนอชื่อ “นายเควิน วอร์ช” ทำให้ในระยะสั้นดอลลาร์กลับมาแข็งค่า ส่งผลให้สกุลเงินเอเชียรวมถึงเงินบาทอ่อนค่าลง ส่วนระยะยาวยังมองว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง ดังนั้นในช่วงที่บาทอ่อนค่า แนะนำหุ้นกลุ่มส่งออกที่มีผลประกอบการไตรมาส 4/2568 โดดเด่น เลือก ITC เป็นหุ้นแนะนำ

@ ผันผวนในกรอบ 1,300-1,335 จุด

นายเบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังคงมีความผันผวนสูงและทิศทางยังไม่ชัดเจน โดยแนวโน้มของตลาดค่อนข้างระมัดระวัง มีการลดความเสี่ยงเนื่องจากสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้นมามากก่อนหน้านี้และเริ่มมีการปรับฐาน

นอกจากนี้การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ปรับตัวเพิ่มขึ้นยังเป็นแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยไว้ที่แนวรับ 1,300 จุด และแนวต้านที่ประมาณ 1,335 จุด แนะนำกลยุทธ์เลือกซื้อหุ้นรายตัว หรือเลือกลงทุนรายตัวที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ถ้าหากหุ้นตัวไหนปรับตัวขึ้นมามากควรมีการขายทำกำไร

@หุ้นไทยราคาถูก

นายภูวดล  ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ในเชิงจิตวิทยาตลาดคาดหวังว่าประธาน FED คนใหม่จะมีความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นต่อ FED กลับมา โดยการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง และคาดว่าจะยังคงมีการปรับลดลงตามความเหมาะสมของสถานการณ์

ดังนั้นอาจเกิดการเคลื่อนย้ายของกระแสเงินทุน (Fund Flow) เพื่อเก็งกำไร และมีการกระจายตัวไปในตลาดอื่นมากขึ้น เริ่มเห็นการเทขายสินทรัพย์อย่างทองคำออกมา ซึ่งอาจทำให้มีเงินในระบบพร้อมที่จะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น โดย Fund Flow ที่ไหลเข้าสู่หุ้นไทยอาจได้รับแรงขับเคลื่อนจากหลายปัจจัย ทั้งจากนโยบายของ FED และการปรับน้ำหนักของดัชนีต่างๆ เช่น MSCI

โดยหุ้นไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Value Play หรือกลุ่มหุ้นที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน ดังนั้นจึงมีโอกาสที่เม็ดเงินจะไหลเข้ามาพักในหุ้นไทย เน้นกลุ่มที่มีลักษณะปันผลสูง เช่น ธนาคาร, โรงไฟฟ้า, สื่อสาร, พลังงานและปิโตรเคมี แต่ในช่วงที่ผ่านมามีเม็ดเงินไหลเข้ากลุ่มธนาคารกับสื่อสารไปพอสมควรแล้ว จึงอาจหันมาเน้นที่กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีมากกว่า เช่น PTT, PTTEP และ TOP ซึ่งถือเป็นกลุ่ม Value Play ที่น่าสนใจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง