น้ำมันพุ่ง คนแห่เปลี่ยน"รถ EV คึกคัก"ทั่วเอเชีย

นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) มองว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมักเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจหันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น เพราะต้นทุนรวมในระยะยาวเริ่มเห็นความคุ้มค่าชัดเจนขึ้น
โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาพลังงานยิ่งตึงตัวมากขึ้น ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้ในหลายประเทศเกิดภาพคิวปั๊มน้ำมันยาวขึ้น หรือแม้แต่การจำกัดการซื้อเชื้อเพลิง ซึ่งยิ่งตอกย้ำความน่าสนใจของรถไฟฟ้าในฐานะทางเลือกใหม่
แม้กระแสความต้องการ EV จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การเติบโตในระยะยาวยังคงเผชิญข้อจำกัดสำคัญ ทั้งราคาซื้อเริ่มต้นที่ยังสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป และโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ชี้ว่า 2 ปัจจัยนี้ยังเป็นคอขวดสำคัญของอุตสาหกรรม แม้ต้นทุนการใช้งานโดยรวมจะเริ่มสมดุลมากขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็ตาม
ทั้งนี้ ภาพรวมของเอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่ EV เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก่อนหน้าวิกฤตราคาน้ำมัน อัตราการใช้งานรถไฟฟ้าในหลายประเทศก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่แล้ว โดยจีนมีสัดส่วนยอดขายรถ EV และ Plug-in Hybrid มากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดรถทั้งหมด ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอัตราการใช้งานราว 40% ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับหลายภูมิภาคในโลก
ในระดับภูมิภาค หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการเชิงนโยบายเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่าน ตัวอย่างเช่น ลาวที่ปรับลดค่าธรรมเนียมรถไฟฟ้าลง 30% และเพิ่มต้นทุนรถใช้น้ำมันในสัดส่วนเดียวกัน ขณะที่นิวซีแลนด์รายงานว่ายอดขายรถไฟฟ้าและไฮบริดเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในบางช่วงเวลา สะท้อนแรงตอบสนองของผู้บริโภคต่อราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน โดยเฉพาะ BYD มีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากที่สุดในฐานะผู้นำตลาดโลก ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมบางรายกลับเผชิญความท้าทายจากการปรับตัวที่ล่าช้า รวมถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายในสหรัฐฯ ที่ลดแรงจูงใจด้าน EV ลง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
