รีเซต

BEM รับอานิสงส์ตั๋วร่วม ปลดล็อกมูลค่าสัมปทาน

BEM รับอานิสงส์ตั๋วร่วม ปลดล็อกมูลค่าสัมปทาน
ทันหุ้น
19 มิถุนายน 2569 ( 03:00 )
12

ดร.สมบัติ  กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ระบุ บริษัทพร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะนโยบายที่มุ่งเน้นการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา บริษัทได้นำระบบ EMV (Europay, Mastercard, and Visa) มาใช้ในระบบรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินของ BEM โดยระบบนี้จะช่วยให้การคำนวณค่าโดยสารและการจ่ายเงินชดเชยมีความแม่นยำ

ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2569 ปัจจัยหนุนหลักมีแนวโน้มเติบโตจากธุรกิจรถไฟฟ้า ซึ่งปริมาณผู้โดยสาร (Traffic) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตรา 3-4% ต่อปี ขณะที่ธุรกิจทางด่วนมีแนวโน้มทรงตัว กดดันจากปริมาณการจราจรที่ทรงตัว แต่งยังคงสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอให้กับบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการเชื่อมต่อระหว่าง รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และ รถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงมีนบุรี - ศูนย์วัฒนธรรม โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการสายสีส้ม ภายในช่วงปลายปี 2570 เร็วกว่ากำหนดเดิม การเชื่อมต่อดังกล่าวจะเป็นตัวเร่งปริมาณผู้โดยสาร เข้าสู่สายสีน้ำเงินอย่างมีนัยสำคัญ

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุ การที่รัฐบาลยกเลิกแนวนโยบายการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าหลายสาย เพื่อนำมาอยู่ภายใต้การบริหารของ รฟม. และทำค่าโดยสารแบบเหมาจ่ายทั้งระบบ  โดยจะปรับมาดำเนินนโยบาย “ตั๋วร่วม” โดยจัดตั้ง “กองทุนตั๋วร่วม” ขึ้นมาเป็นกลไกชดเชยรายได้ให้เอกชนแทน โดยประเมินภาระชดเชยราว 4,000 ล้านบาทต่อปี นั้นถือเป็นปัจจัยบวก (Catalyst) สำคัญ เพราะ BEM จะยังคงได้เป็นเจ้าของสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงต่อไป

ทั้งยังเป็นปัจจัยหนุนกระแสเงินสดของ BEM ให้แข็งแกร่งในระยะยาว เนื่องจาก ค่าตอบแทนที่ BEM ต้องจ่ายให้แก่ รฟม. (MRTA) ประมาณ 5-6 พันล้านบาทต่อปี จะสิ้นสุดลงในปี 2571 ซึ่งหมายความว่าสถานะกระแสเงินสดจะแข็งแกร่งขึ้น  แม้ว่า BEM จะต้องเริ่มรับรู้ภาระการบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม - มีนบุรีก็ตาม

เบื้องต้นคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ที่ 3,973 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1% YoY สำหรับ BEM ยังคงน่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว จากแนวโน้มธุรกิจหลักที่มั่นคง คาดสนับสนุนศักยภาพการจ่ายเงินปันผล Yield  ที่ 3% ต่อปี และอาจมี Upside หลังชำระเงินตอบแทน รฟม. ครบในปี 2571 ส่วน Catalyst ในระยะยาวจะมาจากการเปิดโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มในปี 2570-2573  และคงคำและนำ "ซื้อ" ราคาเหมาะสมที่ 10.50 บาท

พื้นฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่งบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ทั้งยังมีศักยภาพการเติบโตทั้งธุรกิจรถไฟฟ้า  และธุรกิจทางด่วน สวนทางราคาหุ้นที่ซื้อ-ขายในกรอบ “โซนล่าง” อย่างต่อเนื่องส่งผลให้  “นายปลิว ตรีวิศวเวทย์” ผู้นำตระกูลตรีวิศวเวทย์ ทยอยเก็บหุ้น BEM มาอย่างต่อเนื่อง “ทันหุ้น” พบว่าตั้งแต่ต้นปี 2569 “ปลิว ตรีวิศวเวทย์” ใช้เงินกว่า 225.94 ล้านบาท ซื้อหุ้น BEM แล้วทั้งสิ้น 41,751,800 หุ้นที่ราคาเฉลี่ย 5.41 บาท 

โดยซื้อตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 ซื้อจำนวน 5,116,400 หุ้น ที่ราคา 5.30 บาท มูลค่า 15,900,000 บาท, วันที่ 9 เมษายน 2569 ซื้อ จำนวน 3,000,000 หุ้นที่ราคา 5.30 บาท มูลค่า 15,900,000 บาท วันที่ 10 เมษายน 2569 ซื้อ จำนวน 7,000,000 หุ้น ที่ราคา 5.27 บาท มูลค่า 36,890,000 บาท, วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ซื้อ จำนวน 3,600,000 หุ้น ที่ราคา 5.23 บาท มูลค่า 8,828,000 บาท, วันที่ 12 มิถุนายน 2569 ซื้อ จำนวน 14,414,700 หุ้นที่ราคา 5.38 บาท มูลค่า 77,551,086 บาท และล่าสุดวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ซื้อ จำนวน 8,620,700 หุ้น ที่ราคา 5.70 บาท มูลค่า 49,137,990 บาท

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง