SFLEX เดินเครื่องรง.ใหม่ โกยออเดอร์เข้าไฮซีซัน

SFLEX เดินเครื่องรง.ใหม่ โกยออเดอร์เข้าไฮซีซัน
ทันหุ้น
16 กันยายน 2564 ( 08:58 )
88
SFLEX เดินเครื่องรง.ใหม่ โกยออเดอร์เข้าไฮซีซัน

ทันหุ้น - SFLEX ใส่เกียร์ลุยโกยงานรับเทศกาลส่งท้ายปี พร้อมเดินเครื่องโรงงานใหม่ หนุนผลงานไตรมาส 4/64 โดดเด่น แย้มดีลร่วมทุนในไทยคาดได้ข้อสรุปในเดือนก.ย.นี้ ส่วนเวียดนามคาดปลายปีรวมงบเข้ามาได้เพิ่ม เล็งเป้ายอดขายปี 2564 ประมาณ  1,560-1,565 ล้านบาท

 

ดร.สมโภชน์ วัลยะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SFLEX เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย  และสามารถกระจายฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้มากขึ้น เชื่อว่าภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มที่ผ่อนคลายลงได้ โดยในส่วนธุรกิจของบริษัท ปัจจุบันออเดอร์ลูกค้าทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณยังไม่สูงเมื่อเทียบช่วงปกติของไฮซีซัน ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามงานจากลูกค้า เพื่อผลิตและสต๊อกสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการในช่วงปลายปี ซึ่งก็คาดว่าจากนี้จะรับออเดอร์เข้ามาได้เพิ่มเติม

 

ประกอบกับโรงงานผลิตใหม่ที่อำเภอบางบ่อจะแล้วเสร็จพร้อมติดตั้งเครื่องจักร และเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ ในช่วงปลายไตรมาส 4/2564มีขนาดกำลังการผลิตที่ 18 ล้านเมตรต่อเดือน จากกำลังการผลิตที่ราว 12 ล้านเมตรต่อเดือนในปัจจุบัน เข้ามาช่วยหนุนกำลังผลิตและการรับรู้รายได้ในช่วงปลายปีนี้ ทำให้บริษัทยังคงมั่นใจว่ายอดการขายบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) ในปี 2564 จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,560-1,565 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,413.40 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 142.80 ล้านบาท โดยในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ที่ทำรายได้แล้ว 857.71 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 77.20 ล้านบาท

 

โค้งท้ายยอดพุ่ง

 

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/2564 ต้องยอมรับว่าสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ขยายตัวเป็นวงกว้าง และมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค และผลการดำเนินงานอาจจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ขณะเดียวกันความต้องการสินค้าประเภทบรรจุภัณฑ์ยังมีอยู่อีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดบรรจุภัณฑ์เกรดพรีเมียมกลุ่ม Food และกลุ่มเครื่องมือแพทย์

 

ส่วนการร่วมลงทุนกับทางบริษัทผู้ผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง โดยเฉพาะอาหารทะเล  โดยในปัจจุบันได้มีการสอบทานธุรกิจ (Due Diligence) จบเรียบร้อยแล้ว เป็นการลงทุนแบบจัดตั้งบริษัทย่อยลงทุนร่วมกัน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเลือกสถานที่จัดตั้ง คาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนกันยายน 2564 จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

 

ในส่วนของการทำดีลลงทุนในประเทศเวียดนามนั้น ตอนนี้ติดปัญหาเรื่องของการเดินทาง เพราะเวียดนามมีการล็อกดาวน์ที่ค่อนข้างเข้มข้น ทำให้ไม่สามารถเดินทางเข้าไปตรวจดูสถานที่และเครื่องจักรได้ แต่เบื้องต้นคาดว่าในช่วงไตรมาส 4/2564จะได้ข้อสรุปการลงทุนที่ชัดเจน และหวังว่าจะสามารถรวมงบ (Consolidated) เข้ามาได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ทันที

 

รับอานิสงส์ไฮซีซัน

 

บริษัท หลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุถึงแนวโน้มธุรกิจของ SFLEX คาดว่าไตรมาส 4/2564 เป็น High eason ของกลุ่มบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาล มีการจับจ่ายเพิ่มขึ้น แต่มองว่าอัตรากำไรขั้นต้นอาจจะยังอยู่ในระดับตํ่ากว่าปีก่อนหน้า เนื่องจากการเพิ่มขึ้น ของสินค้ากลุ่ม Food ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นตํ่ากว่า Nonfood และสินค้ากลุ่ม Medical ที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นการผลิตส่งผลให้มี Waste ค่อนข้างสูงกดดันอัตรากำไร ส่วนกลยุทธ์การเติบโตเน้นขยายลูกค้าไปยังกลุ่ม Food และ Medical มากขึ้น โดยสินค้ากลุ่ม Medical มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าทั้ง Food และ Non-Food ค่อนข้างมากบริษัทคาดในปี 2565 จะมีสัดส่วนรายได้กลุ่ม Food และ Medical รวมกัน ราว 25% และกลุ่ม Non-Food 75%

 

ส่วนโรงงานใหม่ คาดแล้วเสร็จปลายไตรมาส 1/2565เพื่อแยกสายการผลิตบรรจุภัณฑ์ประเภท Food และ Medical ออกจากกลุ่ม Non-Food เนื่องจากมาตรฐานการผลิตสินค้าเกรดเครื่องมือแพทย์สูงมาก ดังนั้น จึงคาดว่า Waste จากการผลิตกลุ่ม Medical ที่ไม่ได้มาตรฐานจะลดลงหลังการย้ายโรงงาน เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะหนุนให้ต้นทุนการผลิตดีขึ้น

 

ประเด็นการออก Warrant (กำหนด XW 10 พ.ย. 2564) โดย SFLEX-W1 อัตราส่วน 10 หุ้นเดิม ต่อ 1 Warrant ราคา Exercise : 4.50 บาทต่อหุ้น อายุ 18 เดือน กำหนดใช้สิทธิทุก 6 เดือน คาดได้เงินราว 375 ล้านบาท เพื่อเตรียมพร้อมขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ และ SFLEX-W2 อัตราส่วน 8 หุ้นเดิม ต่อ 1 Warrant ราคา Exercise : 10.00 บาทต่อหุ้นอายุ 4 ปี ใช้สิทธิได้ครั้งเดียว ณ วันครบกำหนด คาดได้เงินราว 1,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรับโอกาสที่จะสร้างการเติบโตให้บริษัทในอนาคต

 

คาดว่าบริษัทยังมีโอกาสเติบโตจากทั้ง Organic และ Inorganic ทั้งในประต่างประเทศที่คาดอัตราการเติบโตของรายได้และกำไรเฉลี่ยปี 2563-2565 (CAGR) ราว 22.5% ต่อปี และ 23.5% ต่อปีตามลำดับ โดยยังไม่รวม Upside จากโอกาสการ M&A ทั้งในและต่างประเทศในประมาณการปัจจุบัน จากปัจจัยข้างต้นที่กล่าวมาทำให้ทางฝ่ายจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 6.45 บาท

 

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง