AOT ตามนัดขึ้นค่า PSC กระทบค่าตั๋วเพียง 0.2%

#AOT #ทันหุ้น - AOT ย้ำชัดขึ้นค่า PSC ตามแผน 20 มิถุนายนนี้เพื่อรักษารายได้องค์กร ชี้รวมกับค่าธรรมลงจอด สายการบินกระทบค่าตั๋วเพียง 30-34 บาท หรือราว 0.2% แต่ช่วยพันธมิตรชะลอเก็บเงิน 60 วัน ติดตามสถานการณ์วางแผนลดต้นทุน-ชะลอหรือเร่งลงทุน ด้านนักวิเคราะห์คงแนะนำ “ซื้อ” เป้า 64.75 บาท
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยว่า AOT ติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกา กับอิหร่านซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ประกอบการสายการบินมากกว่า 120 สายการบินสำคัญทั่วโลก เพื่อนำมาพิจารณาประกอบการปรับกลยุทธ์การดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา
ทั้งนี้ ยืนยันว่า ราคาตั๋วโดยสารเครื่องบินที่ปรับตัวขึ้น เป็นผลมาจากต้นทุนราคาน้ำมันอากาศยาน (JET A1) ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าค่าธรรมเนียมที่ AOT เรียกเก็บ
โดย AOT มีการจัดทำประมาณการอัตราค่าธรรมเนียมสนามบินต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อค่าตั๋วโดยสารอย่างมีนัยสำคัญ พบว่า ค่าธรรมเนียมสนามบิน อาทิการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก หรือ ค่า PSC, ค่าธรรมเนียมการลงจอดและที่จอด (Landing and Parking Fee) ฯลฯ ส่งผลต่อค่าตั๋วโดยสารราว 0.2% หรือประมาณ 30 - 34 บาท เท่านั้น
พร้อมชี้แจงขั้นตอนการเรียกเก็บค่า PSC ว่า ผู้ประกอบการสายการบินจะบวกเข้าไปในราคาตั๋วโดยสาร และจะรวบรวมมาชำระให้กับ AOT แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเมื่อผู้ประกอบการ ยกเลิกเที่ยวบิน ผู้ประกอบการฯ ก็ไม่ได้ส่งคืนค่า PSC ให้กับผู้ที่ซื้อตั๋วโดยสาร และไม่ได้นำส่งให้กับทาง AOT เนื่องจากไม่ได้ทำการบินไฟลต์นั้นๆ
ดังนั้น AOT เลือกใช้วิธีขยายระยะเวลาชำระเงินออกไปเป็น 60 วัน เพื่อช่วยบริหารจัดการสภาพคล่องให้กับสายการบินที่เป็นพันธมิตร 120 สายการบิน ควบคู่การให้มาตรการจูงใจต่างๆ (Incentive Scheme) ที่ได้ประกาศและกำหนดไว้แทนการเลื่อน หรือชะลอการปรับค่า PSC ออกไปจากวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่จะถึงนี้
“ได้เจรจากับผู้ประกอบการสายการบินที่บินเข้าประเทศไทย กว่า 120 สายการบินทั่วโลกอย่างใกล้ชิด พบว่าการขึ้น PSC และค่าธรรมเนียมการลงจอดและที่จอด ไม่มีนัยยะต่อการบินมากนัก ต้นทุนตั๋วเพิ่มขึ้นเพียง 30-34 บาท ซึ่งถ้า AOT ลด ทางสายการบินก็ไม่ได้ลดราคาตั๋วให้ผู้โดยสารได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น AOT จึงเลือกที่จะไม่ลดค่าธรรมเนียมส่วนนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ขององค์กรและผลประโยชน์ของประเทศเพราะการปรับลดค่าธรรมเนียมต่างๆ เพียง 5% จะส่งผลต่อรายได้ AOT ถึงกว่า 10%”
@เน้นบริหารจัดการต้นทุน
นางสาวปวีณา กล่าวว่า AOT ได้ปรับกลยุทธ์อย่างรวดเร็ว มุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมที่จะพิจารณาเร่งรัด หรือชะลอโครงการพัฒนาท่าอากาศยานด้านต่างๆ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรให้กับผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียทุกฝ่าย ควบคู่กับการพัฒนาท่าอากาศยานไทยให้ทัดเทียมท่าอากาศยานสำคัญทั่วโลก
“เนื่องจาก AOT ไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกอย่างราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้นจากค่าน้ำมันหรือภาวะสงครามได้ องค์กรจึงหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการและลดต้นทุนของตัวเองแทนการมุ่งเน้นไปที่การลดค่าธรรมเนียมให้สายการบินเพียงอย่างเดียว”
@แนะ “ซื้อ” เป้า 64.75 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ มีมุมมองบวกเล็กน้อย แม้ AOT จะพิจารณาปรับลดเป้าหมายปริมาณผู้โดยสารปี 2568/2569 (ต.ค.68 - ก.ย.69) ลงเป็นทรงตัว YoY และกรณี Worst Case อาจลดลง YoY (ช่วง 1H/68-69 เติบโต +4% YoY) แต่ยังสูงกว่าเป้าหมายผู้โดยสารปี 2568/2569 ที่ฝ่ายวิเคราะห์ปรับลงเป็น -7% YoY ก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ AOT ได้ปรับขึ้นค่าสัมปทานขั้นต่ำ Duty Free 5% ตามสัญญาใหม่เร็วกว่า ที่ผ่านวิเคราะห์ประมาณการว่าจะขึ้นในเดือนตุลาคม 2569 และ AOT ตั้งเป้าลดค่าใช้จ่าย -15% ในช่วงวิกฤติสงคราม ทำให้ประมาณการกำไรปกติปี 2568/2569 ที่ทำไว้ราว 1.6 หมื่นล้านบาท มีโอกาสเกิด Upside จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 64.75 บาท และยังเลือก AOT เป็นหุ้น Top Pick ของกลุ่มการบิน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
