ถ้าพูดถึงเรื่องตลาดหุ้น หรือการเงิน หลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว และน่าปวดหัว ยิ่งเวลาที่เรานั่งดูข่าวเศรษฐกิจทางโทรทัศน์ตอนเช้า หรือไถฟีดเฟซบุ๊กไปเรื่อยๆ แล้วได้ยินนักข่าวพูดคำว่า ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ดิ่งลงเหวบ้าง หรือพุ่งทะยานทุบสถิติใหม่ทะลุ 50,000 จุด อย่างในปัจจุบันบ้าง ฟังแล้วก็ยิ่งพาเรางงว่า ไอ้ตัวเลขพวกนี้ มันคืออะไรกันแน่ แล้วมันส่งผลอะไรกับชีวิตคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำอย่างเรา? วันนี้ผู้เขียนจะมาเหลาเรื่องนี้ให้ฟังแบบภาษาชาวบ้าน เข้าใจง่ายๆ ชนิดที่ว่าไม่ต้องมีความรู้เรื่องการลงทุนมาก่อน ก็ร้องอ๋อแน่นอนครับ ภาพประกอบที่ 1 จาก Unsplash ลองจินตนาการภาพตามง่ายๆ ครับ เหมือนเวลาที่คุณเดินเข้าไปในตลาดสดขนาดใหญ่แห่งหนึ่งแถวบ้าน แล้วคุณเกิดอยากรู้ขึ้นมาว่า "วันนี้เศรษฐกิจในตลาดนี้เป็นยังไงบ้าง พ่อค้าแม่ค้าขายดีไหม?" วิธีการที่ง่าย และเร็วที่สุดที่คุณจะทำได้ คงไม่ใช่การเดินไปไล่เช็กราคาสินค้าทุกแผง ตั้งแต่แผงพริกสด แผงผักชี ไปจนถึงแผงขายปลาสด เพราะมันจะเสียเวลามาก สิ่งที่คุณจะทำ ก็คือ การสุ่มเดินไปถาม "ร้านค้าระดับตัวท็อป" ของตลาดนี้สัก 30 ร้าน เช่น ร้านขายข้าวสารเจ้าใหญ่ที่สุด ร้านเนื้อหมูรายใหญ่ หรือร้านขายของชำที่คนแน่นที่สุด ถ้าหากร้านตัวท็อปเหล่านี้ส่วนใหญ่บอกว่า "วันนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า" เราก็พอจะเดาภาพรวมของระบบเศรษฐกิจระดับฐานรากได้ทันทีว่า เศรษฐกิจของตลาดสดแห่งนี้ในวันนี้คึกคัก และกำลังไปได้สวยงามเหลือเกินครับ เจ้าตัว ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (หรือที่ฝรั่งเรียกกันสั้นๆ จนติดปากว่า Dow Jones) ก็หน้าที่เหมือนเป็น "ตัวแทนราคากลาง" หรือเป็นตัวแทนถามไถ่สุขภาพเศรษฐกิจแบบนั้นเลยครับ เพียงแต่เปลี่ยนจากร้านค้าในตลาดสด มาเป็น "บริษัทที่ใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวน 30 บริษัท" ซึ่งแบรนด์เหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย และใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น บริษัท Apple (เจ้าของโทรศัพท์ไอโฟนที่เราใช้), Microsoft (ระบบคอมพิวเตอร์ที่ทุกออฟฟิศต้องมี), Coca-Cola (น้ำโค้กที่เราดื่มเวลาเหนื่อยๆ) หรือแบรนด์อาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังอย่าง McDonald's เป็นต้น ภาพประกอบที่ 2 จาก Unsplash ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่หุ้นของบริษัทขนาดยักษ์ใหญ่เหล่านี้ราคาพุ่งสูงขึ้น ภาพรวมของดาวโจนส์ก็จะเป็น "ตัวเลขสีเขียว หรือเป็นบวก" ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจของพวกเขากำลังไปได้ดีมาก ยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางกลับกัน หากช่วงไหนที่บริษัทเหล่านี้ประสบปัญหาทางธุรกิจ มีวิกฤตเศรษฐกิจ หรือผลประกอบการประจำไตรมาสออกมาไม่ดี ภาพรวมของดาวโจนส์ก็จะเป็น "ตัวเลขสีแดง หรือติดลบ" ทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องคอยสังเกต และติดตามสัญญาณเตือนภัยเหล่านี้เอาไว้ด้วยนั่นเองครับ มาถึงคำถามสำคัญที่หลายคนคาใจว่า "แล้วอเมริกาอยู่ตั้งไกลคนละซีกโลก หุ้นบ้านเขาจะขึ้นหรือจะตก แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเงินในกระเป๋าของคนไทย?" คำตอบ คือ เกี่ยวข้องกับเราเต็มๆ แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยครับ เพราะในโลกยุคปัจจุบัน เศรษฐกิจทุกประเทศเชื่อมโยงกันหมด ประเทศสหรัฐอเมริกาเปรียบเสมือนเป็น "พี่ใหญ่" ของเศรษฐกิจโลก เมื่อไรก็ตามที่พี่ใหญ่เกิดอาการไอจาม หรือหุ้นดาวโจนส์ขยับเขยื้อน น้อง ๆ ทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทย ก็มักจะพลอยได้รับผลกระทบตามไปด้วย เหมือนโดนลูกหลง ส่งผลให้เงินในกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เราออมเงินฝากเอาไว้ในแต่ละเดือน หรือแม้กระทั่งราคาน้ำมันและราคาทองคำในบ้านเรา เกิดความผันผวน และขยับตัวตามกระแสลมเศรษฐกิจโลกนี้ไปด้วยอย่างชัดเจนครับ ภาพประกอบที่ 3 จาก Unsplash กระแสโลกในปัจจุบัน เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ดัชนีนี้ขยับขึ้นลงตลอดเวลา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในขณะนี้ คือ ข่าวความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน พอนักลงทุนระดับโลกได้กลิ่นอายของความสงบสุข ความกังวลเรื่องสงครามในตะวันออกกลาง และปัจจัยเสี่ยงก็เริ่มลดลง ราคาน้ำมันดิบโลกเริ่มปรับตัวลดลงตามกลไกตลาด ส่งผลให้นักลงทุนพากันกลับมาเชื่อมั่น และแห่ซื้อหุ้นคืน จนผลักดันให้ตัวเลขดาวโจนส์ดีดตัวพุ่งสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์รอบใหม่อย่างที่เราเห็นกันครับ ภาพประกอบที่ 4 จาก Unsplash ช่วง Q&A ไขข้อข้องใจ เรื่อง ดัชนีดาวโจนส์ คำถาม 1 : ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ มีความสำคัญอย่างไรต่อภาพรวมการลงทุนทั่วโลก? คำตอบ : ดัชนีดาวโจนส์ ทำหน้าที่เป็นเครื่องบ่งชี้ทิศทางเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนในภาพใหญ่ระดับโลก เนื่องจากเป็นการรวบรวมข้อมูลราคาหุ้นจาก 30 บริษัทมหาชนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสหรัฐอเมริกา เมื่อดัชนีนี้ขยับขึ้น หรือลดลง จึงมักจะส่งผลกระทบทางจิตวิทยาต่อนักลงทุนในประเทศอื่น ๆ รวมถึงตลาดหุ้นไทย ให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่สอดคล้องกันครับ คำถาม 2 : ทำไมดัชนีดาวโจนส์ถึงเลือกใช้หุ้นเพียงแค่ 30 บริษัทในการคำนวณค่าเฉลี่ย จะสามารถสะท้อนความจริงได้แม่นยำหรือไม่? คำตอบ : แม้จะมีจำนวนเพียง 30 บริษัท แต่ทั้งหมดล้วนเป็นบริษัทระดับ "Blue Chip" หรือผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าทางการตลาดสูง มีความมั่นคงทางการเงิน และเป็นรากฐานหลักของเศรษฐกิจอเมริกา การเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มนี้ จึงมีความน่าเชื่อถือ และเพียงพอที่จะใช้เป็นตัวแทนสะท้อนแนวโน้ม และสุขภาพโดยรวมของตลาดทุนส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดีครับ คำถาม 3 : ปัจจัยหลักอะไรบ้างที่นักลงทุนมือใหม่ต้องคอยสังเกต เพราะมีผลทำให้ดัชนีดาวโจนส์เกิดความผันผวน? คำตอบ : ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรง ประกอบด้วย นโยบายการปรับอัตราดอกเบี้ย และมาตรการทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED), รายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค หรืออัตราเงินเฟ้อ, ผลประกอบการไตรมาสต่าง ๆ ของบริษัทในดัชนี และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกครับ เห็นไหมครับว่า เรื่อง หุ้นระดับโลกไม่ได้เข้าใจยากอย่างที่คุณคิดเลย การเฝ้าสังเกต และทำความเข้าใจความเคลื่อนไหวของ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนรวยอีกต่อไป แต่วันนี้ มันคือเข็มทิศชั้นดีที่ช่วยให้คนธรรมดาอย่างเรา มองเห็นภาพรวมของเศรษฐกิจโลกได้กว้างขึ้น เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัว วางแผน จัดสรรงบประมาณ และรับมือกับความผันผวนของเงินในกระเป๋าเราได้อย่างเท่าทันสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาครับ แล้วเพื่อน ๆ มีความคิดเห็นกันอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างครับ? คิดว่าดัชนีนี้ส่งผลกับเราจริงไหม สามารถคอมเมนต์แชร์ความคิดเห็น และพูดคุยกันได้เลยนะครับ ภาพหน้าปกโดย Anne Nygård จาก Unsplash (ตกแต่งเพิ่มเติมโดยผู้เขียนผ่าน Canva) เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !