รอมฎอน 2026 เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าชีวิตต้องถูกรีเซ็ตตารางใหม่หมด ไม่ใช่แค่เรื่องการถือศีลอด แต่คือทั้งการนอน การทำงาน การออกกำลังกาย ไปจนถึงสุขภาพใจ ถ้าพูดจากประสบการณ์ตรง ในช่วงแรกๆ ของเดือนรอมฎอน เรามักจะตั้งใจมากเกินไปจนชีวิตรวน ทั้งนอนน้อย งานไม่เดิน และสุดท้ายก็รู้สึกเหนื่อยล้าแบบไม่ควรจะเป็น ทั้งที่จริงๆ แล้วเดือนรอมฎอน ควรเป็นช่วงเวลาที่เราสงบและโฟกัสกับตัวเองมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นเดือนแห่งการชำระล้างทั้งร่างกายและจิตใจ สิ่งแรกที่เรารู้สึกชัดมากในเดือนรอมฎอนคือ “พลังงานในแต่ละวันไม่เหมือนเดิม” ตอนเช้าจะยังโอเค แต่ช่วงบ่ายถึงเย็นสมาธิจะตกง่าย หิวก็หิว ง่วงก็ง่วง ทำให้การทำงานหรือเรียนต้องปรับวิธีคิดใหม่ จากที่เคยอัดงานยาวๆ กลายเป็นต้องแบ่งงานเป็นช่วงสั้นๆ แทน เราเริ่มใช้วิธีจัดงานที่ต้องใช้สมองหนักๆ ไว้ช่วงเช้าหลังซุโฮร์ (หรือช่วงการทานอาหารก่อนพระอาทิตย์ขึ้น) เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายยังมีพลังที่สุด ส่วนงานเบาๆ อย่างตอบอีเมล ประชุม หรือจัดเอกสาร จะเลื่อนไปทำช่วงบ่ายแทน แบบนี้ช่วยลดความเครียดได้เยอะมาก เรื่องการนอนคืออีกจุดที่หลายคนน่าจะเจอเหมือนกัน ช่วงเดือนรอมฎอน เราต้องตื่นมากินซุโฮร์ตั้งแต่เช้าตรู่ช่วงเวลาประมาณตี 4-5 ทำให้เวลานอนกลางคืนสั้นลงแบบเลี่ยงไม่ได้ ถ้านอนแบบเดิมคือพังแน่นอน สิ่งที่เราปรับคือ “ยอมงีบกลางวัน” แบบจริงจัง ประมาณ 15-20 นาที ในช่วงพักเที่ยง ไม่ต้องยาวมาก แต่ช่วยให้สมองรีเฟรชและไม่รู้สึกเบลอทั้งวัน เพราะถึงเราจะไปทำงาน แต่ช่วงกลางวันก็ไม่ได้ทานอาหารเที่ยงอยู่แล้ว ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่เราฝืนไม่งีบแล้วสุดท้ายก็หมดแรงตอนเย็น อีกเรื่องที่หลายคนกังวลคือออกกำลังกายช่วงเดือนรอมฎอน จากประสบการณ์ตรง เรารู้สึกว่าคำตอบคือออกกำลังกายได้ และส่วนตัวคือควรออก แต่ต้องเปลี่ยน mindset จากการเน้นเผาผลาญ เป็นการเน้นรักษาสุขภาพแทน เราเลือกออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินเร็ว โยคะ หรือเวทเทรนนิ่งเบาๆ เน้นเพิ่มน้ำหนัก แต่ลดรอบ เพื่อไม่ให้เหนื่อยเกินไป หลังละศีลอดประมาณ 1–2 ชั่วโมง แทนที่จะไปออกตอนท้องว่างทั้งวัน เพราะเคยลองแล้วเวียนหัวจริง ไม่เวิร์กเลย สำหรับเราเดือนรอมฎอนไม่ใช่ช่วงสร้างหุ่นสวย เป๊ะ แต่เป็นช่วงดูแลร่างกายให้ไม่ถอยหลัง ซึ่งแค่นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ในแง่การใช้ชีวิตประจำวัน สิ่งที่เปลี่ยนมากที่สุดคือเราต้องใจดีกับตัวเองมากขึ้น แต่ก่อนเราจะรู้สึกผิดถ้าทำงานได้น้อยลง หรือไม่ขยันเท่าเดิม แต่พอเข้าเดือนรอมฎอน เราเริ่มยอมรับว่าร่างกายเราทำงานภายใต้เงื่อนไขใหม่ การทำได้ 70–80% ของปกติ ก็ถือว่าโอเคแล้ว ไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองให้สมบูรณ์แบบ เพราะจุดประสงค์ของเดือนรอมฎอนจริงๆ คือการฝึกความอดทนและการกลับมาโฟกัสจิตใจข้างใน ไม่ใช่การแข่งขันกับใคร สรุปแล้วสำหรับเราเดือนรอมฎอน ไม่ใช่แค่เรื่องศาสนา แต่เป็นเหมือน “ช่วงทดลองชีวิตเวอร์ชันใหม่” ที่สอนให้เราช้าลง ฟังร่างกายมากขึ้น และจัดลำดับความสำคัญของชีวิตใหม่ทั้งหมด ถ้าบริหารดีๆ มันไม่ใช่เดือนแห่งความเหนื่อย แต่จะกลายเป็นเดือนที่ใจเราสงบที่สุดในรอบปีเลยก็ได้ เครดิตภาพปกและภาพประกอบโดยครีเอเตอร์