ความจริงที่ว่านี้ หมายถึง วิวัฒนาการมนุษย์และจิตวิทยาที่มีการอ้างอิงจากงานวิจัยที่เชื่อถือได้ มันช่วยตอบคำถามที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาไม่เท่าเทียมตั้งแต่แรก ทั้งสติปัญญา ฮอร์โมนที่ส่งผลต่อความก้าวร้าว ฯลฯ พูดง่ายๆคือทุกอย่างถูกกำหนดทางพันธุกรรมไว้เรียบร้อยแล้ว เนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน 1.ความพยายามไม่อาจเอาชนะพันธุกรรมได้อย่างนั้นหรือ 2.ความจริงที่โหดร้ายเกี่ยวกับหน้า 3.การเลี้ยงดูกับการศึกษา ไม่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเด็ก ทาจิบานะ อากิระ จะมาขยายความประเด็นดังกล่าวให้กระจ่างขึ้น บอกเลยว่าอ่านเพลินมาก เราอยากจะรู้มากขึ้นว่าชีวิตนี้เราควรต้องปรับตัวกันอย่างไร แปลโดย ธนภัส สนธิรักษ์ ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.รายได้ของพ่อแม่กับระดับการศึกษาของลูกก็ไม่ใช่ “ความสัมพันธ์ในเชิงเหตุและผล” หากยอมรับความจริงว่าสติปัญญาเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เราก็จะอธิบายความสัมพันธ์ในเชิงเหตุและผลได้อย่างชัดเจนว่า ถ้าพ่อแม่มีระดับสติปัญญาสูง พันธุกรรมของพ่อแม่ก็จะส่งผลให้ลูกมีการศึกษาสูงและประสบความสำเร็จในสังคมตามพ่อแม่ 2.สิ่งที่ต่างกันมากที่สุดระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงในแง่ของการสืบพันธุ์คือ ผู้หญิงจะรู้ดีว่าเด็กคนไหนเป็นลูกของตัวเอง ในขณะที่ผู้ชายไม่สามารถรับรู้ได้หากไม่มีการตรวจดีเอ็นเอและเนื่องจากผู้ชายพยายามจะวิวัฒนาการเพื่อขยายเผ่าพันธุ์ของตัวเองให้ได้มากที่สุด การทุ่มเททรัพยากรอันล้ําค่าไปกับเด็กที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขจึงย่อมทําให้พวกเขารู้สึกเหมือน“ขาดทุนอย่างมหาศาล” 3.ส่วนใหญ่แล้วเด็กที่มีอัตราการเต้นของหัวใจต่ำมักจะแสวงหาสิ่งเร้าและมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม ความรู้สึกตื่นตัว ในระดับต่ำทําให้พวกเขารู้สึกอึดอัดทางกาย และนั่นอาจเป็น สาเหตุที่ทําให้พวกเขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท อย่างไรก็ตาม หากมีสติปัญญาและพรสวรรค์ติดตัวมากพอ เด็กเหล่านั้นก็มีโอกาสที่จะประสบความสําเร็จทั้งด้านสังคมและด้านการเงินอย่างยิ่งใหญ่ เพราะคนที่กล้าทําธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงล้วนแต่เป็นพวกไม่รู้จักความหวาดกลัว 4.หากพิจารณาตามหลักพื้นฐานทางชีววิทยาของการก่ออาชญากรรมแล้ว การดัดนิสัยเด็กในวัย 10 ขวบย่อมได้ผลจํากัด รัฐบาลจึงอาจออกกฎหมายว่า “คนที่จะมีลูกได้ต้องมี ใบอนุญาตเสียก่อน” เพื่อรับมือกับปัญหาด้านพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมในครอบครัวของเด็กอ่อน 5.แม้รถยนต์จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่มันก็เป็นอันตรายเช่นกัน คนที่จะขับรถได้จึงต้องมีใบขับขี่เสียก่อน ในทํานองเดียวกัน แม้การมีสมาชิกใหม่จะเป็นสิ่งจําเป็นต่อสังคม แต่พวกเขาก็อาจเป็นภัยคุกคามต่อสังคมได้เช่นกัน แนวคิดเรื่อง “ระบบใบอนุญาตการเป็นพ่อแม่” จึงผุดขึ้นมาด้วยเหตุนี้ 6.ระบบใบอนุญาตการเป็นพ่อแม่ให้ความสําคัญกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของลูกเหนือสิ่งอื่นใด โดยยึดตามแนวคิดที่ว่า “พฤติกรรมที่ดีของพ่อแม่ย่อมนําไปสู่พฤติกรรม ที่ดีของลูก” 7.เวลาเห็นคนหน้าเรียวกับคนหน้ากว้าง เรามักจะตัดสินว่าคนหน้ากว้างมีนิสัยก้าวร้าว ซึ่งสัญชาตญาณนี้ค่อนข้างแม่นยำ ในกรณีที่อีกฝ่ายเป็นผู้ชาย (สำหรับผู้หญิง คนหน้าเรียวกับคนหน้ากว้างจะมีความก้าวร้าวในระดับที่ใกล้เคียงกัน) นักวิจัยมีความเห็นว่าความกว้างของใบหน้าผู้ชายอาจเกี่ยวข้องกับระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน เทสโทสเตอโรนเป็นฮอร์โมนเพศชายที่สำคัญ ยิ่งมีฮอร์โมนนี้ในปริมาณสูงมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งชื่นชอบการแข่งขัน มีความทะเยอทะยาน กล้าเสี่ยง และมีนิสัยก้าวร้าว (แน่นอนว่าเกี่ยวข้องกับความต้องการทางเพศด้วย) 8.ความเป็นไปได้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างหน้าตาของซีอีโอกับผลกำไรของบริษัทมี 2 แบบ แบบแรกคือ หากผู้ชายที่มีเทสโทสเตอโรนในปริมาณสูงตั้งแต่เกิดนั้นมีระดับสติปัญญาสูงและเติบโตในครอบครัวที่ดี พวกเขาจะไม่แสวงหาสิ่งเร้าด้วยการก่ออาชญากรรมหรือใช้ความรุนแรง แต่จะใช้พรสวรรค์ของตัวเองไปกับการคว้าชัยชนะในการแข่งขันด้านธุรกิจหรือการเมืองแทน ส่วนผู้ชายที่มีระดับสติปัญญาสูง แต่มีเทสโทสเตอโรนในปริมาณต่ำ (ใบหน้าเรียว)จะขาดความมุ่งมั่นที่จะคว้า “ชัยชนะ” ทำให้พ่ายแพ้ในการแข่งขันทางธุรกิจ ซีอีโอที่เป็นคนประเภทนี้จึงไม่อาจเพิ่มผลกําไรให้บริษัทได้ ความเป็นไปได้อีกแบบหนึ่งคือทุกคน (ลูกน้อง บริษัทคู่ค้า และลูกค้า) มักยอมรับโดยไม่รู้ตัวว่าผู้ชายที่มีเทสโทสเตอโรนในปริมาณสูงคือผู้นำ เพราะผู้ชายที่มีใบหน้ากว้างและดูมุ่งมั่นมักจะมีภาพลักษณ์ที่ก้าวร้าวจนทำให้ผู้คนเกรงขาม 9.วิธีรับมือที่ดีที่สุดเมื่อเผชิญหน้ากับคนแบบนี้ก็คือการยอมทำตามที่อีกฝ่ายต้องการ ในทางกลับกันแม้ซีอีโอหน้าเรียวจะดำรงตำแหน่งระดับสูง แต่พวกเขากลับมีแนวโน้มที่จะบริหารงานล้มเหลวเพราะไม่ค่อยมีใครยอมรับในฐานะผู้นำ แม้เทสโทสเตอโรนจะมีปริมาณลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น แต่มันก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วย เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ชายที่มีความกระฉับกระเฉงมักมีเทสโทสเตอโรนในปริมาณที่คงเดิมแม้จะอยู่ในวัยสูงอายุแล้วก็ตาม แถมยังทำงานและมีกิจกรรมทางเพศได้ตามปกติ ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณของเทสโทสเตอโรนยังเปลี่ยนไปตามตำแหน่งหน้าที่อีกด้วย จากการวัดปริมาณเทสโทสเตอโรนของชิมแปนซี พบว่าปริมาณจะเพิ่มสูงขึ้น เมื่อพวกมันได้เป็นหัวหน้าฝูง และลดลงอย่างฮวบฮาบเมื่อลงจากตำแหน่ง นี่อาจเป็นสาเหตุที่บางคนดูแก่ลงอย่างกะทันหันหลังพ้นจากตำแหน่งที่เคยดำรงอยู่ก็ได้ 10.ทำไมผู้หญิงหลายคนถึงใฝ่ฝันอยาก “เลี้ยงลูก” ในทางชีววิทยาได้อธิบายว่านั่นเป็นเพราะ “พฤติกรรมการเลี้ยงลูกฝังแน่นอยู่ในกระบวนการวิวัฒนาการ”เมื่อผู้หญิงให้นม เลี้ยงดู และปกป้องลูกน้อย ออกซิโทซิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์เหมือนสารมอร์ฟีนก็จะหลั่งออกมาทำให้ผู้หญิงได้สัมผัสกับ “ความสุขที่อิ่มเอมใจ” 11.สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวผู้และตัวเมียมีต้นทุนที่ต้องทุ่มให้กับการสืบพันธุ์ต่างกัน แม้ตัวผู้จะหลั่งอสุจิได้โดยแทบไม่ต้องลงทุนลงแรงใดๆ แต่ตัวเมียกลับต้องทุ่มทุนมหาศาลให้กับลูกหนึ่งตัว เพราะต้องดูแลลูกตั้งแต่ตอนอยู่ในท้อง พอลูกเกิดมาก็ต้องคอยให้นม โครงสร้างของต้นทุนกับผลกำไรที่ต่างกัน ส่งผลให้ตัวผู้พยายามผสมพันธุ์กับตัวเมียจำนวนมาก ในขณะที่ตัวเมียพยายามคัดสรรตัวผู้ที่จะสืบพันธุ์ด้วย เพื่อใช้ไข่อันแสนล้ำค่าของตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เงื่อนไขข้างต้นทำให้ตัวผู้ที่แข็งแกร่ง (มีพันธุกรรมดีเด่น) ที่สุดในฝูงมักครอบครองตัวเมียทั้งหมดไว้เป็นของตัวเอง ส่วนตัวเมียก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปผสมพันธุ์กับตัวผู้ที่มีพันธุกรรมด้อยกว่า เราจึงพบเห็นสัตว์ตัวผู้ที่มีคู่เป็นตัวเมียหลายตัวได้ทั่วไป 12.มนุษย์ยังมีลักษณะพิเศษอยู่อย่างหนึ่งนั่นคือการจำเป็นต้องเลี้ยงลูกระยะยาวจนกว่าเด็กอ่อนจะเติบโตและพึ่งพาตัวเองได้ ผู้หญิงจึงไม่สามารถเลือกคู่ครองจากความดีเด่นของพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว เพราะไม่อย่างนั้นก็จะตกอยู่ในความสัมพันธ์แบบผัวเดียวหลายเมีย ซึ่งต้องแก่งแย่งชิงดีกับผู้หญิงคนอื่นๆ จนอาจทำให้ไม่ได้รับการสนับสนุนในการเลี้ยงลูกอย่างเพียงพอ นี่คือเหตุผลที่ความสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียวแพร่หลายอย่างกว้างขวางในสังคมมนุษย์ 13.ปัญหาที่ตัวเมียต้องเผชิญคือ ตัวผู้ที่มีพันธุกรรมดีเด่นมักถูกห้อมล้อมไปด้วยคู่แข่งจำนวนมาก ตัวเมียส่วนใหญ่จึงครอบครองได้แค่ตัวผู้ที่ไม่ได้มีพันธุกรรมดีเด่นอะไร วิธีแก้ปัญหานั้นง่ายมาก แค่เอาลูกที่เกิดจากตัวเองกับตัวผู้ที่มีพันธุกรรมดีเด่นไปให้ตัวผู้ที่เป็นคู่ครองของตัวเองช่วยเลี้ยงก็หมดเรื่อง เมื่ออยู่ในระบบผัวเดียวเมียเดียว กลยุทธ์ที่ดีที่สุดของตัวเมียก็คือการเอาลูกของตัวเองกับคนอื่นไปให้สามีของตัวเอง โดยหลอกว่านั่นคือลูกของเขาช่วยเลี้ยงและระวังไม่ให้โดนจับได้ นี่เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลในทางชีววิทยาวิวัฒนาการ 14.ภรรยาที่แต่งงานกับสามีร่ำรวยส่วนใหญ่ไม่คิดจะหลอกลวงสามี สาเหตุที่เห็นได้ชัดก็คือ ต่อให้ผู้ชายที่มีพันธุกรรมดีเด่นกว่าสามีตัวเองจะน่าหลงใหล (เพราะทั้งหนุ่ม แข็งแรง หล่อ และตัวสูง) แต่เธอก็ไม่กล้าใช้กลยุทธ์ทางเพศที่เสี่ยงขนาดนั้น เพราะหากถูกจับได้ สิ่งที่เธอต้องสูญเสียนั้นมีมากเกินไป ในทางกลับกัน ผู้ชายในชนชั้นยากจนมักถูกหลอกให้เลี้ยงลูกที่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกับตัวเอง เพราะสำหรับภรรยาแล้ว เมื่อสามีมีรายได้น้อย สิ่งที่เธอต้องสูญเสียก็ย่อมมีน้อย เธอจึงมีแนวโน้มที่จะ “กล้าเสี่ยง” มากขึ้น 15.มีผู้หญิงอีกประเภทหนึ่งที่ยอมมีเซ็กซ์แบบไม่คิดมากโดยแลกกับเงื่อนไขว่าต้องคุมกำเนิด เรื่องนี้เปรียบได้กับการที่ร้านค้าหนึ่งขายสินค้าในราคาที่ถูกกว่าอีกร้าน “ผู้บริโภค” หรือก็คือผู้ชายจึงแห่ไปหาผู้หญิงประเภทนี้กันหมด บางคนอาจไม่เห็นด้วยกับการเปรียบเซ็กซ์เป็นสินค้า แต่นี่เป็นวิธีที่ช่วยให้นึกภาพได้ง่ายว่าผู้หญิงที่ “ยินยอม (ให้มีเซ็กซ์ด้วย)” จะเป็นที่หมายปองของผู้ชายมากกว่า พอเป็นแบบนี้ ผู้หญิงที่เคร่งศีลธรรมซึ่งเข้าร่วมสงครามแก่งแย่งคนรักจึงต้องตกที่นั่งลำบาก เพราะต่อให้มีคนที่ชอบ แต่ถ้าตัวเองยังคงปฏิเสธการมีเซ็กซ์ ก็มีโอกาสสูงที่ผู้ชายจะหันไปสนใจผู้หญิงคนอื่นที่ “ยินยอมให้มีเซ็กซ์ด้วย” แทน โดยภาพรวมหนังสือเล่มนี้ทำให้เราตระหนักว่าเรากลายมาเป็น “ตัวเรา” ในตอนนี้ได้อย่างไร เพราะพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมทำให้เรากลายมาเป็น“ตัวเรา” ในตอนนี้ เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่าชาติกำเนิดและการเลี้ยงดูเป็นตัวกำหนดนิสัยและความสามารถของเด็ก อย่างไรก็ตามพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมเองก็ส่งผลต่อเด็กเช่นกัน แต่หลายคนกลับบอกว่าพฤติกรรมของเด็กขึ้นอยู่กับ “ชาติกำเนิดและการเลี้ยงดูอย่างละครึ่ง” ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะพวกเขาไม่อยากพูดถึงอิทธิพลของพันธุกรรมที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบนั่นเอง เครดิตภาพ ภาพที่ 1 2 โดยผู้เขียน ภาพปก ภาพที่ 3 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ แมวเป็นที่พึ่งแห่งคน รีวิวหนังสือ ชีวิตติดปีกด้วยศิลปะแห่งการช่างแ_่ง รีวิวหนังสือ MOVE HEAVEN AND EARTH เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !