9 ทริคประยุกต์ใช้ “การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยธรรมชาติ” เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จริงๆ แล้วปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เรากำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ความร้อน ภัยแล้ง หรือขยะล้นเมือง ล้วนสะท้อนว่าการแก้ปัญหาแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วค่ะ เพราะหลายครั้งเราใช้เทคโนโลยีหรือสิ่งก่อสร้างเข้าไปจัดการอย่างเร่งด่วน แต่กลับพบว่าปัญหาก็ยังวนกลับมาเกิดซ้ำ หรือรุนแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำ ที่เป็นแบบนั้นเพราะต้นเหตุของปัญหายังคงอยู่เหมือนเดิมค่ะ แต่เรามองข้ามไป โดยหลายคนลืมนำมาเชื่อมต่อกับประเด็นที่ว่า ในธรรมชาติเองก็มีระบบจัดการปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว เพียงแต่เราอาจมองข้ามหรือไม่เข้าใจบทบาทของธรรมชาติ ดังนั้นในบทความนี้ผู้เขียนจะมาบอกต่อแนวทางเพื่อมองการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในมุมใหม่ ผ่านแนวคิดด้วยการอาศัยธรรมชาติมาเป็นผู้ช่วยนะคะ ก็ตั้งแต่พืช ดิน น้ำ ไปจนถึงการออกแบบพื้นที่และการใช้ทรัพยากรอย่างพอดีค่ะ เพื่อให้การแก้ปัญหาของเราไม่ใช่แค่การบรรเทาชั่วคราวนะคะ แต่เป็นการสร้างสมดุลที่ยั่งยืนให้กับชีวิตและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา และต่อไปนี้คือแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่โลกกำลังเริ่มให้ความสำคัญนะคะ 1. ปล่อยให้ธรรมชาติทำหน้าที่ของตัวเอง คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมจำนวนมากเกิดจากการที่มนุษย์พยายามควบคุมหรือเร่งธรรมชาติมากเกินไป โดยเรามักคิดว่าธรรมชาติช้า ไม่ทันใจ และต้องถูกจัดการด้วยเครื่องมือหรือโครงสร้างแข็งๆ อย่างเดียว ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วธรรมชาติมีระบบดูแลตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูดิน การกรองน้ำ การควบคุมศัตรูพืช หรือการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เมื่อเราเข้าไปแทรกแซงโดยไม่เข้าใจ จะกลับยิ่งทำให้ปัญหาซับซ้อนขึ้นและต้องแก้ซ้ำแล้วซ้ำอีกนะคะ โดยสิ่งที่ควรทำคือเรียนรู้ที่จะสังเกตและเข้าใจจังหวะของธรรมชาติ แล้วปรับวิธีแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับระบบนั้น เช่น แทนที่จะเร่งการกำจัดทุกอย่างที่มองว่าเป็นปัญหา อาจปล่อยให้ธรรมชาติจัดการบางส่วนเอง หรือเสริมในจุดที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ซึ่งการยอมให้ธรรมชาติทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ได้หมายถึงการไม่ทำอะไรเลยค่ะ แต่คือการทำอย่างพอดีและไม่ฝืน เมื่อเราเริ่มทำงานไปพร้อมกับธรรมชาติ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะยั่งยืนขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง และให้ผลระยะยาวที่มั่นคงกว่าการบังคับควบคุมเพียงอย่างเดียวนะคะ 2. ใช้พืชช่วยจัดการปัญหาแทนโครงสร้างแข็ง หลายปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองและชุมชนมักถูกแก้ด้วยโครงสร้างแข็ง เช่น คอนกรีต กำแพง หรือท่อระบายน้ำ ซึ่งอาจแก้ปัญหาได้เร็ว แต่ก็มักสร้างผลกระทบตามมาทีหลัง ทั้งความร้อนสะสม น้ำไหลแรงขึ้น หรือระบบนิเวศถูกตัดขาด ในขณะที่พืชและพื้นที่สีเขียวสามารถทำหน้าที่เดียวกันได้อย่างนุ่มนวลกว่า เช่น ดูดซับน้ำ ลดความร้อน กรองฝุ่น และชะลอการไหลของน้ำ โดยไม่ทำลายสมดุลของธรรมชาติค่ะ ซึ่งการประยุกต์แนวคิดนี้จริง สิ่งที่ควรทำก็คือหันมาใช้พืชเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา เช่น ปลูกต้นไม้เพื่อลดความร้อนแทนการเพิ่มเครื่องปรับอากาศ ใช้แนวพุ่มไม้หรือหญ้าช่วยชะลอน้ำแทนการทำร่องคอนกรีต หรือเพิ่มพื้นที่สีเขียวรอบบ้านและชุมชนเพื่อช่วยดูดซับน้ำฝน ซึ่งการใช้พืชแทนโครงสร้างแข็งไม่ได้หมายถึงการไม่ใช้สิ่งปลูกสร้างเลยนะคะ แต่คือการเลือกใช้ธรรมชาติร่วมกับโครงสร้างอย่างเหมาะสม เมื่อพืชได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะถูกจัดการอย่างยั่งยืนมากขึ้น และสภาพแวดล้อมก็อยู่สบายขึ้นสำหรับทุกคนค่ะ 3. ดินที่มีชีวิต ช่วยแก้ปัญหาได้มากกว่าที่คิด ดินที่มีชีวิตไม่ใช่แค่ดินร่วนหรือดินดีสำหรับปลูกพืชเท่านั้นนะคะ แต่ต้องเป็นระบบธรรมชาติที่ช่วยจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมได้หลายอย่างพร้อมกันด้วย โดยดินที่มีจุลินทรีย์ ไส้เดือน และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ จะสามารถดูดซับน้ำฝน ลดน้ำไหลบ่า ลดน้ำท่วมขัง และช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในดินได้นานขึ้น ในทางตรงกันข้ามดินที่ตาย แข็ง หรือถูกปิดทับด้วยคอนกรีต จะทำให้น้ำระบายไม่ทัน เกิดน้ำท่วมง่าย และแห้งเร็วในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายพื้นที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ โดยสิ่งที่เราควรทำคือหันมาให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูดินมากกว่าการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น ลดการปิดผิวดินโดยไม่จำเป็น เพิ่มอินทรียวัตถุอย่างใบไม้ เศษพืช หรือปุ๋ยหมัก เพื่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตในดิน และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่ทำลายระบบดิน ซึ่งการดูแลดินให้มีชีวิตเริ่มได้จากพื้นที่เล็กๆ รอบบ้านหรือชุมชน เมื่อดินทำงานได้ดี ธรรมชาติจะช่วยจัดการน้ำ ความร้อน และความสมดุลของสิ่งแวดล้อมให้เราอย่างเงียบๆ และยั่งยืนกว่าการพึ่งโครงสร้างแข็งเพียงอย่างเดียวค่ะ 4. ใช้น้ำให้ไหลไปตามธรรมชาติ ไม่ฝืนทางน้ำ จริงๆ แล้วปัญหาน้ำท่วม น้ำขัง หรือการระบายน้ำไม่ทันในหลายพื้นที่ มักเกิดจากการพยายามบังคับทิศทางน้ำให้เป็นไปตามโครงสร้างที่มนุษย์ออกแบบ โดยไม่ได้คำนึงถึงทางน้ำเดิมของธรรมชาติ ดังนั้นเมื่อฝนตกหนัก น้ำจึงไหลไม่ทัน เกิดการเอ่อล้น หรือไหลย้อนกลับไปสร้างปัญหาในจุดอื่น ทั้งที่จริงน้ำมีเส้นทางของตัวเอง หากเราฝืนหรือปิดทางน้ำมากเกินไป ปัญหาจะยิ่งสะสมและแก้ยากขึ้นในระยะยาวค่ะ และสิ่งที่ควรทำคือเริ่มจากการเข้าใจว่าน้ำเคยไหลทางไหน และเปิดพื้นที่ให้น้ำได้เคลื่อนตัวอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น เพิ่มพื้นที่ซึมน้ำ ปล่อยให้ดินและพืชช่วยดูดซับน้ำ ลดการปิดผิวดินด้วยคอนกรีต และหลีกเลี่ยงการกีดขวางทางน้ำโดยไม่จำเป็น ซึ่งการใช้น้ำให้ไหลไปตามธรรมชาติไม่ได้หมายถึงการปล่อยปละละเลยค่ะ แต่คือการจัดการน้ำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและสอดคล้องกับระบบเดิม เมื่อเราไม่ฝืนทางน้ำ ธรรมชาติจะช่วยลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมและน้ำขังได้อย่างยั่งยืนมากขึ้นนะคะ 5. ใช้ความหลากหลายแทนการพึ่งสิ่งเดียว หลายคนยังมองไม่ออกว่า ในธรรมชาติไม่มีระบบใดที่พึ่งพาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียวค่ะ เพราะความหลากหลายคือเกราะป้องกันสำคัญของระบบนิเวศ เมื่อเราพึ่งพาสิ่งเดียวมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นพืชชนิดเดียว แหล่งน้ำเดียว หรือวิธีแก้ปัญหาแบบเดียว หากสิ่งนั้นทำหน้าที่ไม่ได้ตามเดิม ระบบทั้งหมดก็จะได้รับผลกระทบทันทีนะคะ ซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายอย่างก็เกิดจากการลดความหลากหลาย จนระบบขาดความยืดหยุ่นและเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงค่ะ และถ้าจะต้องเริ่มทำอะไรนั้น สิ่งที่ควรทำคือออกแบบการใช้ชีวิตและพื้นที่ให้มีทางเลือกมากขึ้น เช่น ปลูกพืชหลากหลายชนิดแทนการปลูกอย่างเดียว เพิ่มพื้นที่สีเขียวหลายรูปแบบ หรือใช้วิธีจัดการปัญหาหลายทางร่วมกัน เพราะความหลากหลายสามารถช่วยให้ระบบปรับตัวได้ดีขึ้น เมื่อเกิดปัญหาในจุดหนึ่ง อีกจุดหนึ่งจะยังทำหน้าที่ทดแทนได้ ซึ่งการใช้ความหลากหลายแทนการพึ่งสิ่งเดียวเป็นวิธีที่ธรรมชาติใช้มาโดยตลอด และเป็นแนวคิดสำคัญในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนค่ะ 6. เปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากร ในธรรมชาติไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ของเสีย” ค่ะ เพราะทุกอย่างจะถูกนำกลับมาใช้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอ ใบไม้ร่วงกลายเป็นธาตุอาหารในดิน เศษซากพืชกลายเป็นธาตุอาหารของสิ่งมีชีวิตอื่น แต่ในชีวิตประจำวันของเรา ของเสียจำนวนมากกลับถูกตัดออกจากระบบนี้ โดยจะถูกทิ้งหรือนำมาเผาจนกลายเป็นปัญหาขยะ น้ำเสีย และมลพิษ ทั้งที่ของเสียหลายอย่างยังมีคุณค่าและสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ หากจัดการอย่างถูกวิธีนะคะ ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือให้เริ่มมองของเสียในมุมมองใหม่ ว่าเป็นทรัพยากรที่ยังไม่ถูกใช้อย่างเหมาะสม เช่น แยกเศษอาหารไปทำปุ๋ยหมัก นำใบไม้หรือเศษพืชกลับคืนสู่ดิน หรือใช้ของเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ซ้ำก่อนทิ้ง เพราะการเปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากรช่วยลดปริมาณขยะ ลดภาระต่อสิ่งแวดล้อม และเสริมระบบธรรมชาติให้ทำงานได้ดีขึ้น เมื่อเราหมุนเวียนทรัพยากรกลับเข้าสู่ระบบ ธรรมชาติก็จะช่วยดูแลสมดุลให้เราได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนนะคะ 7. ออกแบบพื้นที่ให้ช่วยกันแก้ปัญหา พื้นที่รอบตัวเราไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนมีบทบาทต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่คิดค่ะ หากพื้นที่ถูกออกแบบโดยมองแค่การใช้งานอย่างเดียว มักก่อให้เกิดปัญหาตามมา เช่น น้ำขัง ความร้อนสะสม หรือพื้นที่ที่ดูแลยาก แต่ถ้าออกแบบโดยคำนึงถึงธรรมชาติ พื้นที่เดียวกันสามารถช่วยจัดการได้ทั้งน้ำ อากาศ และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันได้ โดยไม่ต้องพึ่งการแก้ปัญหาแบบแยกส่วนนะคะ จากแนวคิดนี้สิ่งที่ควรทำคือให้มองพื้นที่ให้เป็นระบบที่ทำงานร่วมกัน เช่น พื้นที่สีเขียวช่วยดูดซับน้ำและลดความร้อน พื้นที่เปิดช่วยให้อากาศไหลเวียน หรือการจัดระดับพื้นที่ให้รองรับน้ำฝนแทนการระบายน้ำออกเพียงอย่างเดียว ซึ่งการออกแบบลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการใหญ่ค่ะ แต่สามารถเริ่มได้จากบ้านหรือชุมชนของเราเอง เมื่อพื้นที่ถูกออกแบบให้ช่วยกันทำงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะค่อยๆ ลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ และการใช้ชีวิตก็จะสบายและยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาวนะคะ 8. แก้ปัญหาจากต้นเหตุ ไม่ใช่แค่ปลายเหตุ ปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายอย่างที่เราเห็นในชีวิตประจำวัน เช่น น้ำท่วมซ้ำซาก อากาศร้อนขึ้น หรือขยะล้นเมือง มักถูกแก้ด้วยวิธีที่ปลายเหตุ เช่น สร้างกำแพง เพิ่มท่อ หรือกำจัดขยะให้พ้นสายตา วิธีเหล่านี้อาจช่วยบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าได้ค่ะ แต่ไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไปจริง เพราะต้นตอของปัญหายังอยู่เหมือนเดิม เมื่อเงื่อนไขเดิมกลับมา ปัญหาก็จะวนซ้ำอีกครั้งนะคะ โดยสิ่งที่ควรทำคือถอยกลับมามองให้เห็นต้นเหตุของปัญหา แล้วค่อยเลือกวิธีแก้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมอาจไม่ได้เกิดจากฝนอย่างเดียว แต่เกิดจากดินไม่ซึมน้ำหรือทางน้ำถูกปิด การแก้จึงควรเริ่มจากการฟื้นฟูดิน เปิดทางน้ำ หรือเพิ่มพื้นที่ซึมซับน้ำ ซึ่งการแก้ปัญหาจากต้นเหตุอาจใช้เวลานานกว่า แต่จะช่วยลดการแก้ซ้ำ ลดการใช้ทรัพยากร และทำให้ปัญหาค่อยๆ คลี่คลายลงอย่างยั่งยืนมากกว่าการจัดการแค่ปลายเหตุค่ะ 9. เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวก่อน เรามักคิดว่าเมื่อพูดถึงการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ต้องเป็นเรื่องใหญ่ ไกลตัว และต้องอาศัยหน่วยงานหรือโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น จนทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีส่วนช่วยอะไรได้มากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้วการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนมักเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัว และค่อยๆ ขยายผลออกไปค่ะ ซึ่งการปรับพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน สามารถช่วยลดแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าที่คิดนะคะ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือให้มองรอบตัวว่าเราสามารถเริ่มได้จากจุดไหนบ้างก่อนตอนนี้ เช่น ปรับพื้นที่บ้านให้มีต้นไม้มากขึ้น ดูแลดินในสวนเล็กๆ ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า หรือจัดการของเสียให้หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ เมื่อสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ถูกรวมกันในหลายบ้าน หลายชุมชน ก็จะเกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างได้ ซึ่งการเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยค่ะ แต่เป็นรากฐานสำคัญของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ก็จบแล้วค่ะ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คงพอจะมองภาพออกบ้างแล้วนะคะ ว่าจะนำแนวทางที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้นั้น ไปเริ่มลงมือทำอะไรได้บ้างจากที่บ้านของตัวเอง โดยจากทั้ง 9 วิธีข้างต้นจะเห็นว่า ธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่ต้องเอาชนะหรือควบคุมค่ะ แต่คือระบบที่ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างชาญฉลาดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพืช ดิน น้ำ หรือความหลากหลายทางธรรมชาติเองก็ตาม เพราะทุกอย่างทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ แต่ปัญหามากมายที่เราเผชิญอยู่ในวันนี้ ก็เกิดจากการฝืนธรรมชาติ แก้ที่ปลายเหตุ หรือพึ่งโครงสร้างต่างๆ ที่ก่อสร้างขึ้นมากเกินไป จนทำให้ปัญหากลับมาซ้ำซากและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่ค่ะ แต่ควรเริ่มจากการเปลี่ยนมุมมองและลงมือทำในสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวก่อน แล้วปล่อยให้ธรรมชาติทำหน้าที่ของตัวเอง ใช้พืช ดิน และน้ำอย่างเข้าใจ หันมาออกแบบพื้นที่ให้ทำงานร่วมกัน และมองของเสียว่าเป็นทรัพยากรอีกหนึ่งอย่าง เพราะเมื่อเราทำงานไปพร้อมกับธรรมชาติ ไม่ฝืนระบบเดิม ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะค่อยๆ ลดความรุนแรงลงอย่างมั่นคง และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับทั้งคนและโลกในระยะยาวนะคะ เพราะสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราสามารถส่งผลกระทบต่อคนเราได้ ดังนั้นสิ่งแวดล้อมมีปัญหาเราก็ต้องหันมาแก้ไขค่ะ ก็จะคล้ายกับร่างกายของเรา ที่มีปัญหาแล้วก็ต้องแก้ไขไปเป็นคนๆ โดยถ้ายังไม่เข้าใจว่าทำการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยอาศัยธรรมชาติต้องมองแบบเชื่อมโยงกันนั้น ผู้เขียนขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพแบบนี้ค่ะ ก็จะคล้ายร่างกายของเรา ที่เวลาจะแก้ปัญหาเรื่องสุขภาพหมอก็จะดูทุกระบบเชื่อมโยงกันเหมือนกัน เพราะต้นไม้ไม่ได้เกิดแบบนั้นอยู่เดี่ยวๆ แหล่งน้ำแห่งหนึ่งก็ไม่ได้ไม่เชื่อมต่อกับธรรมชาติอย่างอื่น แต่ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด ขยะเปียกจากบ้านเราตอนนี้ หากไม่นำไปใช้ประโยชน์ ก็จะกลายมาเป็นแค่ขยะที่ต้องกำจัดในภายหลัง ซึ่งถ้าจะพูดเรื่องนี้ในส่วนของที่ผู้เขียนทำนั้น ตอนนี้หน้าบ้านเต็มไปด้วยผักสวนครัวหลายชนิดค่ะ ที่เน้นปลูกผักเพราะมองเรื่องการเข้าถึงแหล่งอาหารที่สดใหม่และปลอดสารพิษด้วย และสังเกตเห็นว่าเศษขยะที่ย่อยได้จากการปลูกผักมักน้อยกว่าการปลูกไม้ประดับ เพราะเคยเห็นข้างบ้านนำกิ่งไม้มากองหน้าบ้านแทบทุกวัน ที่ตอนนี้ก็กลายเป็นปัญหาหนึ่งเหมือนกันค่ะ เลยเลือกปลูกผัก สำหรับขยะเปียกและอะไรที่ย่อยสบายได้ผู้เขียนก็ได้นำไปเทที่สวนค่ะ และที่บ้านสวนนั้นผู้เขียนเลือกอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติไว้ เพื่อรองรับน้ำฝนที่ไหลหลากช่วงหน้าฝน และเป็นแหล่งบำบัดน้ำเสียจากครัวเรือนด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งในบ่อนี้มีพืชหลากหลายค่ะ ทั้งพืชสะเทินน้ำสะเทิน พืชใต้น้ำและพืชลอยน้ำ โดยล่าสุดได้นำกกอียิปต์ไปปลูกบางส่วน และวางแผนว่าจะเพิ่มพุทธรักษาดอกสีต่างในบริเวณที่ขอบบ่อลาดเอียงมาก เพื่อชะลอความเร็วของน้ำช่วงน้ำฝนไหลหลากค่ะ ที่ก็ไม่ได้ทำทุกอย่างพร้อมกันหมดทุกเรื่องทุกจุดหรอกนะคะ แต่จะใช้การสังเกต พอเจอปัญหาก็ไปปรับปรุงแก้ไข จากนั้นก็สังเกตต่อ คือในทุกๆ วันเราจะมีจุดที่เราสามารถแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมด้วยธรรมชาติได้ค่ะ ต่อให้เป็นคนในเมืองก็ตามนะคะ เมื่อเจออีกเราก็ปรับปรุงโน่นนี่นั่นไปเรื่อยๆ อีกค่ะ ไม่หยุดนะคะ เหมือนที่เราดูแลร่างกายของเราทุกวันไม่มีวันหยุด #สุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม #อนามัยสิ่งแวดล้อม #ธรรมชาติ #การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม #การจัดการสิ่งแวดล้อม เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก ถ่ายภาพโดย 4045 จาก FREEPIK และออกแบบใน Canva โดยผู้เขียน รูปภาพประกอบเนื้อหา ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียนภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 แนวทางป้องกันแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ ไม่ให้ประสบปัญหาน้ำเสีย 7 พืชที่สามารถบำบัดน้ำเสียได้ พืชที่ดูดซับสารพิษในน้ำได้ 9 วิธีทำให้น้ำมีออกซิเจน เพื่อป้องกันปลาตาย และน้ำเน่าเสีย