รีเซต

“CPF AI in Action” พลิกโฉมธุรกิจอาหารสัตว์-ฟาร์ม ด้วยพลัง AI จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

“CPF AI in Action” พลิกโฉมธุรกิจอาหารสัตว์-ฟาร์ม ด้วยพลัง AI จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ
TNN ช่อง16
24 ตุลาคม 2569 ( 23:09 )
11

ในยุคที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนทุกความเปลี่ยนแปลง เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPF) และเครือข่ายพันธมิตรอย่าง Axons ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน การสร้างนวัตกรรม และการรักษาความมั่นคงทางอาหาร ผ่านการประยุกต์ใช้ใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์มสุกร และฟาร์มสัตว์น้ำ


บนเวทีเสวนา CPF AI in Action เจาะลึกการประยุกต์ใช้ AI ในธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์มสุกร และฟาร์มสัตว์น้ำ ภายใต้งาน CP INNOVATION EXPOSITION 2026 ธีม “BEYOND GLOBAL FOOD – Innovating for a Food-Secure Future” ได้สะท้อนภาพความสำเร็จของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาพลิกโฉมกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารจากแต่ละกลุ่มธุรกิจมาร่วมถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์จริง


จุดเริ่มต้นและเส้นทางของ AI ในอาหารสัตว์ของ CPF Feed 


สมพงษ์ พิพัฒเสถียรภาส ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ด้านพัฒนาศักยภาพลูกค้า CPF Feed กล่าวว่า การนำ AI เข้ามาพลิกโฉมโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของ CPF เริ่มต้นจากปัญหาหน้างานที่ไม่สามารถตรวจสอบด้วยเซ็นเซอร์แบบเดิมได้ เช่น งานตรวจสอบคุณภาพกายภาพด้วยสายตา การจำแนกชนิดวัตถุดิบ หรือการตัดสินใจควบคุมเครื่องจักรที่ซับซ้อน โดยตั้งแต่ปี 2020 CPF Feed มีกระบวนการผลิตแบบอัตโนมัติ หรือ Automation แล้ว แต่ยังขาดเซนเซอร์ในการตรวจสอบคุณภาพกายภาพด้วยสายตา 


ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างคุณค่าใหม่จากข้อมูลที่มี ผู้บริหารจึงร่วมมือกับสถาบันการศึกษา พัฒนาหลักสูตรแบบสั่งตัด (Custom-made) เพื่ออัปสกิลพนักงานผ่านการลงมือทำจริงในแต่ละโปรเจกต์ (Action-based) จนสามารถต่อยอดความสำเร็จจากระบบควบคุมกระบวนการผลิต เช่น การบดผสมและอัดเม็ด ไปสู่การคาดการณ์ราคาวัตถุดิบเพื่อบริหารต้นทุนให้แข่งขันได้ และการพัฒนาสมาร์ทฟาร์มเพื่อสนับสนุนเกษตรกร


“เมื่อบุคลากรมีความสามารถมากขึ้น เราก็เริ่มพัฒนา AI เพื่อควบคุมกระบวนการผลิต ทั้งการบด ผสม และอัดเม็ด ก่อนขยายไปสู่การคาดการณ์ราคาวัตถุดิบ เพื่อให้มีวัตถุดิบเพียงพอในราคาที่เหมาะสม และการพัฒนาสมาร์ทฟาร์มเพื่อสนับสนุนลูกค้า ทำให้เรามีผลงานด้านนวัตกรรมมากมาย”


“แต่ถ้าถามว่าอะไรเป็นสิ่งที่เราภูมิใจมาก ๆ นั่นคือการพัฒนาศักยภาพคน เราพัฒนาคนที่มีความสามารถทางด้านเทคโนโลยีและ AI ก็เป็นอะไรที่สามารถที่จะต่อยอดและก็เอาไปปรับปรุงได้อีกหลายกระบวนการมาก ผมก็รู้สึกว่านี่คือจุดแข็งของเรา” สมพงศ์ กล่าว 

ฟาร์มสุกรยุคดิจิทัล "หมูดี" และ "ไอดูหมู"


ด้าน น.สพ. วิทยา ทะสุยะ จาก CPF Pig Farm เผยถึงโจทย์สำคัญที่ได้รับจากผู้บริหารเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ในการเปลี่ยนผ่านงานสัตวแพทย์จากอนาล็อกสู่ดิจิทัล ด้วยการส่งสัตวแพทย์ไปเรียนรู้ทักษะใหม่ทางด้านวิศวกรรมและ Big Data นำมาผสานกับองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่มีอยู่ พร้อมพัฒนาเครื่องมือที่ตอบสนองต่อจำนวน


ผลลัพธ์ที่ได้คือการพัฒนาเครื่องมืออัจฉริยะ 2 ตัวหลัก:

  • "หมูดี": แชทบอทอัจฉริยะที่พัฒนามาจากโครงสร้างสมองของ ChatGPT แต่ถูกสอนด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ป้องกันโรคของ CPF ยาวนานเกือบ 20 ปี ทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมตอบคำถามทุกข้อสงสัย

  • "ไอดูหมู": ระบบเฝ้าระวังที่ช่วยตรวจจับความผิดปกติและส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า ก่อนที่หมูจะแสดงอาการป่วย เพื่อให้สามารถจัดการและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วภายใต้แนวคิด "รู้เร็ว จัดการเร็ว จบเร็ว" ซึ่งช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะและลดสารตกค้างสู่ผู้บริโภคโดยอัตโนมัติ


“ผมมองว่าการนำ AI มาใช้ช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้น จากเดิมที่รอให้สุกรป่วยแล้วค่อยรักษา ก็เปลี่ยนเป็นการป้องกันและจัดการตั้งแต่ก่อนเกิดโรค การใช้ยาและทรัพยากรทุกอย่างลดลง ประสิทธิภาพก็สูงขึ้น ความเสียหายลดลง รวมถึงสารตกค้างที่อาจส่งต่อไปถึงผู้บริโภคก็น้อยลงด้วย ผมจึงมองว่านี่คือการสร้างความยั่งยืนโดยอัตโนมัติ”


“อีกเรื่องที่อยากฝากคือ ผมเชื่อว่าทุกคนในห้องนี้ใช้ AI อยู่แล้ว แต่สำหรับผม สิ่งสำคัญมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ตัวผู้ใช้ต้องมีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และข้อมูลที่มีคุณภาพ ยิ่งมากเท่าไหร่ อันนี้จะเป็นวัตถุดิบที่ดีในการเอาไปใช้” 


“ส่วนที่ 2 ตัวเครื่องมือ AI ผมมองว่า เป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยต่อยอด ผมมองว่าความสามารถของผู้ใช้มีความสำคัญ 70% ส่วนเครื่องมือ AI อยู่ที่ 30% เพราะ AI จะพัฒนาไปเรื่อย ๆ และเครื่องมือแต่ละตัวก็จะมีความสามารถใกล้เคียงกันมากขึ้น” 


“เมื่อเรามีความรู้ของจริง ผสมเข้ากับ AI มันก็จะเป็นตัวคูณขยายความสามารถ หรือ องค์ความรู้ของเราให้ออกมาได้อย่างเต็มที่” น.สพ. วิทยา กล่าว 

ฟาร์มสัตว์น้ำอัจฉริยะ กล้องใต้น้ำ AI และแพลตฟอร์ม Aqua Pro


การเลี้ยงกุ้งมีความท้าทายสูงเพราะสัตว์น้ำอาศัยอยู่ใต้ผิวน้ำ ทำให้ตรวจสอบการเจริญเติบโตและปริมาณอาหารได้ยาก อีกทั้งน้ำยังมีความขุ่นสูงจากจุลินทรีย์บำบัดน้ำ


เนรมิต หว้ามุข จาก CPF Aqua Farm กล่าวว่า ทีมงานจึงได้พัฒนา “กล้องใต้น้ำอัจฉริยะ” ที่สามารถจัดการกับความมืดและความขุ่นของน้ำ ถ่ายภาพกุ้งในบ่อเลี้ยงได้อย่างคมชัดเห็นหนวดและลำไส้ชัดเจน จากนั้นให้ AI ประมวลผลแปลงเป็นน้ำหนัก ประเมินผลผลิตรวม และช่วยควบคุมการให้อาหารได้อย่างแม่นยำ ไม่ให้อาหารเหลือจนน้ำเน่าเสีย ซึ่งช่วยลดการสิ้นเปลืองอาหารได้ถึง 9% ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายได้นับแสนบาทต่อปีและคืนทุนภายใน 1 ปี


ข้อมูลมหาศาลจากกล้องใต้น้ำเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังแพลตฟอร์ม Aqua Pro ของ Axons ซึ่งทำหน้าที่เป็น Super App รวบรวมข้อมูลการเลี้ยงทั้งหมดมาไว้ในที่เดียว (Single Platform) ช่วยเปลี่ยนข้อมูลกระจัดกระจายให้เป็น Digital Transformation และนำมาเทรน Machine Learning เพื่อทำนายผลลัพธ์ต่างๆ ช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-driven decision) แทนการคาดเดาในอดีต


มุมมองอนาคต AI ไม่ได้มาแย่งงาน แต่คือเครื่องมือแห่งความยั่งยืน


ในช่วงท้ายของการเสวนา บรรดาผู้บริหารได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับบทบาทของ AI ในอนาคต:


  • ความยั่งยืนทางอาหาร (Food Security): AI ช่วยเพิ่ม Productivity และยกระดับ Food Safety ทำให้ต้นทุนต่ำลง คุณภาพดีขึ้น ส่งผลให้ทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

  • การเตรียมความพร้อมของคน: ความรู้และ Know-how ของมนุษย์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ (สัดส่วน 70%) ส่วน AI เป็นเพียงเครื่องมือขยายขีดความสามารถ (30%) เปรียบเสมือนการมาของเครื่องจักรหรือโปรแกรม Excel ในอดีต

  • ข้อคิดสำหรับคนทำงาน: พนักงานจะไม่ตกงานเพราะ AI แต่จะตกงานเพราะความสามารถในการแข่งขันที่สูงในปัจจุบัน ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการเปิดใจยอมรับ เรียนรู้ และใช้ AI ให้เป็น "พาร์ทเนอร์" ในการทำงานเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

จตุรภัทร ธนาวุฒิ Manager - Product Owner บริษัท Axons กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่เขามักได้รับคำถามจากเด็กรุ่นใหม่ที่กังวลว่า AI จะทำให้พวกเขาตกงานหรือไม่ เขาชี้ให้เห็นถึงอดีตว่า โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และ AI ไม่ใช่ครั้งแรกที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนโลก แต่มีมาตั้งแต่ยุคเครื่องจักรไอน้ำที่ผู้คนกังวลว่าจะทำให้แรงงานตกงาน แต่สุดท้ายการจ้างงานกลับเพิ่มขึ้น


“ยุคถัดมาจากเครื่องจักรก็เป็นเครื่องมือคอมพิวเตอร์ Excel เข้ามา นักบัญชีก็กังวลว่าจะตกงาน เพราะทุกอย่างสามารถคำนวณได้หมด แต่สุดท้าย งานบัญชีกลับพัฒนาไปสู่การวิเคราะห์ที่ซับซ้อนขึ้น ทั้ง EBITDA การเงิน และเศรษฐศาสตร์มหภาคและจุลภาค ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น เราก็ยิ่งต้องพัฒนาความสามารถของตัวเองให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย”


“เพราะฉะนั้นผมจึงมองว่าน้อง ๆ ไม่ต้องกลัว AI เพราะผมเชื่อว่า AI เป็นเครื่องมือ เหมือนเครื่องจักรไอน้ำหรือคอมพิวเตอร์และ Excel ที่เข้ามาช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น”


“ผมมองว่า ถ้าวันนี้คุณจะตกงาน คุณอาจไม่ได้ตกงานเพราะ AI แต่เพราะการแข่งขันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เมื่อต้นทุนลดลง ธุรกิจก็มีโอกาสแข่งขันและเอาชนะคู่แข่งได้มากขึ้น” 


“ไม่มีธุรกิจไหนที่มีกำไรแล้วไม่ขยายตัว คุณต้องกลับมาถามตัวเองว่า ทุกสิ่งที่คุณเจอ คุณได้ใช้เป็นเครื่องมือหรือยัง ถ้าคุณได้ใช้ทุกอย่าง เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ต้นทุนต่ำ ไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่อยู่ด้วยกัน เปิดใจยอมรับและใช้มันแล้วทุกอย่างจะไปด้วยกันได้” จตุรภัทร กล่าว 


หมายเหตุ: บทความนี้ใช้เครื่องมือ AI ช่วยถอดเทปและเรียบเรียงเนื้อหา โดยมีการตรวจทานและปรับแก้ก่อนเผยแพร่

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง