9 แนวทางได้ธาตุอาหารพืช จากของเสียในบ้าน กลับไปสู่ระบบดินคืน เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล ของเสียจากครัวเรือนและกิจกรรมในชีวิตประจำวัน กำลังกลายเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญในหลายพื้นที่ เพราะเมื่อของเสียอินทรีย์ เช่น เศษอาหาร เศษพืช หรือของเหลวจากการประกอบอาหาร ถูกทิ้งรวมกับขยะทั่วไปและนำไปฝังกลบหรือปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ กระบวนการย่อยสลายจะก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก กลิ่นรบกวน และมลพิษทางน้ำและดิน นอกจากจะเพิ่มภาระให้กับระบบจัดการขยะของเมืองแล้ว ยังทำให้ทรัพยากรที่มีคุณค่าในของเสียเหล่านี้สูญหายไปโดยไม่ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามของเสียอินทรีย์จำนวนมากยังคงมีธาตุอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งเดิมล้วนมาจากดินและระบบการผลิตอาหาร หากมีการจัดการอย่างเหมาะสม ธาตุอาหารเหล่านี้สามารถถูกกู้คืนและหมุนเวียนกลับสู่ดินได้อีกครั้ง ผ่านวิธีการต่างๆ ค่ะ โดยแนวคิดการกู้คืนธาตุอาหารจากของเสียเป็นแนวทางสำคัญในการเปลี่ยน “ขยะ” ให้กลับมาเป็น “ทรัพยากร” และช่วยสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างหมุนเวียนและยั่งยืนในระบบนิเวศดินค่ะ โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้ 1. การใช้ของเหลวอินทรีย์ที่เสียเป็นปุ๋ย การใช้ของเหลวอินทรีย์ที่เสีย เช่น นมบูด เครื่องดื่มนม โยเกิร์ตเหลว หรือน้ำจากอาหารเหลือ เป็นอีกวิธีหนึ่งในการกู้คืนธาตุอาหารพืชจากของเสียในครัวเรือนได้ค่ะ เพราะของเหลวเหล่านี้ยังมีสารอาหารจำนวนมาก และสารอินทรีย์ที่มาจากวัตถุดิบทางการเกษตร เมื่อถูกนำกลับไปสู่ดินจุลินทรีย์ในดินจะช่วยย่อยสลายสารเหล่านี้ให้กลายเป็นธาตุอาหารที่พืชสามารถดูดใช้ได้ ด้วยกระบวนการนี้จึงช่วยเปลี่ยนของเสียจากอาหารให้กลับมาเป็นทรัพยากรสำหรับดิน พร้อมทั้งลดปริมาณขยะอินทรีย์ที่ต้องถูกทิ้งนะคะ โดยหลักการทำอย่างง่าย คือ การนำของเหลวอาหารที่เสียแล้วมาเจือจางกับน้ำก่อนใช้งาน เพื่อลดความเข้มข้นและป้องกันกลิ่นหรือการสะสมของสารบางชนิดในดิน จากนั้นรดลงบริเวณโคนต้นหรือผสมลงในกองปุ๋ยหมักเพื่อให้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายและปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างค่อยเป็นค่อยไป การใช้ในปริมาณพอเหมาะและไม่บ่อยเกินไป จะช่วยให้ดินได้รับอินทรียวัตถุและธาตุอาหารเพิ่มเติมโดยไม่รบกวนสมดุลของดิน วิธีนี้จึงเป็นแนวทางง่ายๆ ในการหมุนเวียนธาตุอาหารจากครัวเรือนกลับสู่ระบบนิเวศดินค่ะ 2. การทำน้ำหมักชีวภาพ การทำน้ำหมักชีวภาพเป็นวิธีหนึ่งในการกู้คืนธาตุอาหารพืชจากของเสียอินทรีย์ เช่น เศษผัก ผลไม้ เศษพืช หรือเศษอาหารจากครัวเรือน เพราะวัสดุเหล่านี้ยังมีสารอาหารที่พืชต้องการ รวมถึงน้ำตาล กรดอินทรีย์ และจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ โดยเมื่อผ่านกระบวนการหมักจุลินทรีย์จะช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ให้กลายเป็นสารอาหารในรูปที่ละลายน้ำได้และพืชดูดซึมได้ง่าย ของเสียจากครัวจึงถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นแหล่งธาตุอาหารสำหรับพืช ช่วยหมุนเวียนสารอาหารจากอาหารที่บริโภคแล้วกลับคืนสู่ดินและระบบนิเวศการผลิตอาหารค่ะ หากเราต้องการใช้วิธีนี้มีหลักการทำอย่างง่าย คือ ให้นำเศษผัก ผลไม้ หรือเศษพืชใส่ลงในภาชนะ จากนั้นเติมน้ำตาลหรือกากน้ำตาลเพื่อเป็นแหล่งพลังงานให้จุลินทรีย์ แล้วเติมน้ำและปิดฝาหมักไว้ในที่ร่มเป็นระยะเวลาประมาณ 1–2 สัปดาห์ โดยจุลินทรีย์จะค่อยๆ ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์จนกลายเป็นของเหลวสีน้ำตาลที่มีกลิ่นเปรี้ยว เมื่อเป็นแล้วสามารถนำน้ำหมักไปเจือจางกับน้ำก่อนนำไปรดดินหรือฉีดพ่นพืชได้ วิธีนี้ช่วยลดขยะอินทรีย์ในครัวเรือน พร้อมทั้งเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นปุ๋ยชีวภาพที่ช่วยบำรุงดินและพืชได้อย่างยั่งยืนนะคะ 3. การทำปุ๋ยหมัก การทำปุ๋ยหมักเป็นวิธีสำคัญในการกู้คืนธาตุอาหารพืชจากของเสียอินทรีย์ค่ะ เพราะเศษอาหาร ใบไม้ และเศษพืชต่างๆ ยังมีธาตุอาหารที่เดิมมาจากดิน โดยเมื่อวัสดุเหล่านี้ถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ธาตุอาหารจะค่อยๆ ถูกเปลี่ยนเป็นรูปแบบที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ พร้อมกับเกิดอินทรียวัตถุที่เรียกว่า “ฮิวมัส” ซึ่งช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินได้ เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำ และสนับสนุนความหลากหลายของจุลินทรีย์ในดิน กระบวนการนี้จึงช่วยเปลี่ยนของเสียอินทรีย์ที่อาจกลายเป็นขยะ ให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่ช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อีกครั้งนะคะ โดยหลักการทำปุ๋ยหมักอย่างง่าย คือ การรวบรวมวัสดุอินทรีย์หลายชนิดมาผสมกันให้สมดุล เช่น เศษอาหารหรือเศษผัก และใบไม้แห้งหรือกิ่งไม้ จากนั้นกองรวมกันในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทและรักษาความชื้นให้เหมาะสม พร้อมกับพลิกกองเป็นระยะเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่กระบวนการย่อยสลาย เมื่อเวลาผ่านไปจุลินทรีย์จะย่อยวัสดุเหล่านี้จนกลายเป็นปุ๋ยหมักที่มีลักษณะร่วน สีเข้ม และมีกลิ่นคล้ายดิน ซึ่งสามารถนำไปใช้ปรับปรุงดินหรือบำรุงพืชได้ต่อไป 4. การย่อยแบบไม่ใช้ออกซิเจน การย่อยแบบไม่ใช้ออกซิเจนเป็นวิธีการกู้คืนธาตุอาหารพืชจากของเสียอินทรีย์ เช่น มูลสัตว์ เศษอาหาร หรือเศษพืช โดยอาศัยการทำงานของจุลินทรีย์ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีออกซิเจน จุลินทรีย์จะย่อยสลายสารอินทรีย์ให้กลายเป็นก๊าซชีวภาพและของเหลวหรือกาก ซึ่งยังคงมีธาตุอาหารสำคัญของพืชอยู่จำนวนมาก ธาตุอาหารเหล่านี้สามารถนำกลับไปใช้ปรับปรุงดินหรือเป็นปุ๋ยสำหรับพืชได้ ทำให้ของเสียอินทรีย์ที่อาจก่อให้เกิดมลพิษถูกเปลี่ยนให้เป็นทรัพยากรที่ช่วยหมุนเวียนธาตุอาหารกลับสู่ระบบนิเวศดินได้ค่ะ ซึ่งหลักการทำอย่างง่ายคือการนำของเสียอินทรีย์ เช่น เศษอาหารหรือมูลสัตว์ ใส่ลงในภาชนะหรือถังที่ปิดสนิทเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่มีออกซิเจน จากนั้นภายในถังจุลินทรีย์จะค่อยๆ ย่อยสลายสารอินทรีย์ ทำให้เกิดก๊าซชีวภาพและของเหลวที่อุดมด้วยธาตุอาหาร เมื่อกระบวนการย่อยสลายดำเนินไป ของเหลวหรือกากที่ได้สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ในดินหรือเจือจางแล้วรดพืชได้ วิธีนี้จึงช่วยลดปริมาณของเสียอินทรีย์ พร้อมทั้งเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นทั้งพลังงานและแหล่งธาตุอาหารสำหรับการเพาะปลูกนะคะ 5. การผลิตไบโอชาร์จากชีวมวล หลายคนยังไม่รู้ว่า การผลิตไบโอชาร์จากชีวมวลเป็นวิธีหนึ่งในการกู้คืน และรักษาธาตุอาหารพืชจากเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว กิ่งไม้ เปลือกไม้ หรือเศษพืช โดยนำวัสดุเหล่านี้มาเผาในสภาวะที่มีออกซิเจนต่ำ กระบวนการนี้ทำให้โครงสร้างคาร์บอนของชีวมวลเปลี่ยนเป็นถ่านที่มีรูพรุนจำนวนมาก ซึ่งมีความสามารถดูดซับและกักเก็บธาตุอาหารไว้ในดินได้ดี เมื่อถ่านชีวภาพถูกผสมลงในดิน รูพรุนเหล่านี้จะช่วยเก็บน้ำและธาตุอาหาร ลดการชะล้างของธาตุอาหาร และสร้างที่อยู่อาศัยให้กับจุลินทรีย์ในดิน จึงช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินในระยะยาวค่ะ และหลักการทำอย่างง่ายก็คือการนำเศษชีวมวลแห้ง เช่น กิ่งไม้ ฟาง หรือเศษพืช มาเผาในภาชนะหรือเตาที่จำกัดปริมาณอากาศ เพื่อให้เกิดการเผาไหม้แบบไม่สมบูรณ์และเปลี่ยนวัสดุให้กลายเป็นถ่านคาร์บอน จากนั้นปล่อยให้เย็นและนำมาบดหรือแตกให้มีขนาดเล็กก่อนนำไปผสมกับดิน หรือผสมกับปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บธาตุอาหาร วิธีนี้ช่วยเปลี่ยนเศษชีวมวลที่อาจถูกเผาทิ้งหรือกลายเป็นของเสีย ให้กลายเป็นวัสดุปรับปรุงดินที่ช่วยหมุนเวียนธาตุอาหารกลับสู่ระบบนิเวศดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ 6. การใช้ตะกอนน้ำเสียที่ผ่านการบำบัด การใช้ตะกอนน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดเป็นอีกแนวทางหนึ่ง ในการกู้คืนธาตุอาหารพืชจากของเสียในระบบชุมชนค่ะ เพราะน้ำเสียจากบ้านเรือนหรือกิจกรรมต่างๆ มักมีสารอินทรีย์และธาตุอาหารที่หลุดออกมาจากอาหารและของเสียในชีวิตประจำวัน เมื่อผ่านกระบวนการบำบัดในระบบบำบัดน้ำเสีย สารเหล่านี้จะรวมตัวกันเป็นตะกอนที่ยังคงมีธาตุอาหารสำคัญสำหรับพืชอยู่จำนวนมาก เมื่อนำกลับไปใช้ในดิน ตะกอนดังกล่าวสามารถช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุ ปรับปรุงโครงสร้างดิน และเติมธาตุอาหารให้กับพืชได้ จึงถือเป็นอีกทางแนวทางในการนำธาตุอาหารจากระบบเมืองกลับคืนสู่ระบบนิเวศดินอีกครั้งค่ะ โดยหลักการสำคัญของวิธีนี้คือการนำตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียไปผ่านกระบวนการเพิ่มเติมก่อนนะคะ เช่น การย่อยสลาย การหมัก หรือการทำให้แห้ง เพื่อฆ่าเชื้อและลดความเสี่ยงจากสารปนเปื้อน เมื่อผ่านมาตรฐานความปลอดภัยแล้ว ตะกอนที่ได้สามารถนำไปใช้เป็นวัสดุปรับปรุงดินหรือปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่เกษตร พื้นที่ปลูกต้นไม้ หรือการฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมได้ วิธีนี้ช่วยลดปริมาณของเสียจากระบบบำบัดน้ำเสีย พร้อมทั้งหมุนเวียนธาตุอาหารจากกิจกรรมของมนุษย์กลับไปสนับสนุนการเจริญเติบโตของพืชในธรรมชาติค่ะ 7. การปลูกพืชดูดซับธาตุอาหารจากน้ำเสีย การปลูกพืชเพื่อดูดซับธาตุอาหารจากน้ำเสียเป็นแนวทางธรรมชาติ ในการกู้คืนสารอาหารที่ปะปนอยู่ในน้ำเสียจากครัวเรือนหรือชุมชน เนื่องจากน้ำเสียมักมีสารอาหารที่หลุดออกมาจากเศษอาหาร สิ่งขับถ่าย และสารอินทรีย์ต่างๆ หากปล่อยลงสู่แหล่งน้ำโดยตรงอาจทำให้เกิดปัญหามลพิษทางน้ำได้ แต่เมื่อปลูกพืชน้ำหรือพืชพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น กก ธูปฤาษี หรือพืชน้ำชนิดอื่น พืชเหล่านี้สามารถดูดซับธาตุอาหารจากน้ำมาใช้ในการเจริญเติบโตได้ พร้อมทั้งช่วยให้จุลินทรีย์บริเวณรากพืชช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ ทำให้ธาตุอาหารที่อยู่ในน้ำเสียถูกดึงกลับมาอยู่ในชีวมวลของพืชแทนที่จะสูญเสียไปกับน้ำนะคะ โดยหลักการทำอย่างง่าย คือ การสร้างพื้นที่บำบัดน้ำเสียแบบธรรมชาติ เช่น บ่อพืชน้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม แล้วปล่อยให้น้ำเสียไหลผ่านบริเวณที่ปลูกพืชที่สามารถดูดซับสารอาหารได้ดี เมื่อเวลาผ่านไปพืชจะสะสมธาตุอาหารไว้ในลำต้น ใบ และราก จากนั้นสามารถตัดเก็บชีวมวลของพืชเหล่านี้เพื่อนำไปทำปุ๋ยหมักหรือใช้เป็นวัสดุอินทรีย์สำหรับดินต่อไป วิธีนี้จึงช่วยลดมลพิษในน้ำ พร้อมทั้งหมุนเวียนธาตุอาหารจากน้ำเสียกลับสู่ระบบนิเวศดินได้อย่างเป็นธรรมชาติได้ค่ะ 8. การย่อยสลายของเสียอินทรีย์ด้วยสัตว์ดิน การย่อยสลายของเสียอินทรีย์ด้วยสัตว์ดิน เป็นกระบวนการที่ใช้สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศดิน เช่น ไส้เดือนดิน หนอนแมลง หรือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก มาช่วยย่อยเศษอาหาร เศษพืช และอินทรียวัตถุต่างๆ ให้กลายเป็นวัสดุที่มีขนาดเล็กลงและย่อยสลายได้ง่ายขึ้น โดยสัตว์ดินจะกินอินทรียวัตถุเหล่านี้เป็นอาหาร และผ่านกระบวนการย่อยในระบบทางเดินอาหาร จนกลายเป็นมูลที่มีลักษณะร่วนคล้ายดิน ซึ่งอุดมไปด้วยธาตุอาหารพืช รวมถึงจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อดิน กระบวนการนี้ช่วยเปลี่ยนของเสียอินทรีย์ให้กลับมาเป็นทรัพยากรสำหรับการปรับปรุงดินและการเจริญเติบโตของพืชได้นะคะ ซึ่งหลักการทำอย่างง่ายคือการจัดพื้นที่หรือภาชนะสำหรับให้สัตว์ดินอาศัย เช่น กล่องเลี้ยงไส้เดือนหรือภาชนะที่มีวัสดุรองพื้นอย่างใบไม้แห้ง กาบมะพร้าว หรือดินร่วน จากนั้นเติมเศษอาหารหรือเศษพืชลงไปเป็นระยะ สัตว์ดินจะค่อยๆ กินและย่อยสลายอินทรียวัตถุเหล่านี้จนกลายเป็นมูลที่มีลักษณะร่วนและมีสีเข้ม เมื่อเวลาผ่านไปสามารถเก็บวัสดุที่ย่อยแล้วไปใช้เป็นปุ๋ยหรือวัสดุปรับปรุงดินได้ วิธีนี้จึงช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์จากครัวเรือน พร้อมทั้งหมุนเวียนธาตุอาหารกลับสู่ดินอย่างเป็นธรรมชาติค่ะทุกคน 9. การปลูกพืชหมุนเวียนและพืชคลุมดิน การปลูกพืชหมุนเวียนและพืชคลุมดินเป็นแนวทางสำคัญในการฟื้นฟูและหมุนเวียนธาตุอาหารในดินค่ะ โดยเราอาศัยพืชบางชนิดที่สามารถดึงธาตุอาหารจากชั้นดินลึกหรือช่วยเพิ่มธาตุอาหารใหม่ให้กับดินได้ เช่น พืชตระกูลถั่วที่มีความสามารถในการตรึงธาตุอาหารจากอากาศผ่านจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่บริเวณปมราก เมื่อพืชเหล่านี้เจริญเติบโตและถูกไถกลบลงในดิน อินทรียวัตถุและธาตุอาหารที่สะสมอยู่ในลำต้น ใบ และรากจะค่อยๆ ถูกย่อยสลาย กลายเป็นแหล่งธาตุอาหารให้กับพืชรุ่นต่อไป กระบวนการนี้ช่วยลดการสูญเสียธาตุอาหารจากดิน เพิ่มอินทรียวัตถุ และรักษาความสมดุลของระบบนิเวศดินนะคะ แบะหลักการทำอย่างง่ายของแนวทางนี้คือ ให้ปลูกพืชที่มีบทบาทในการฟื้นฟูดินสลับกับพืชหลัก หรือปลูกคลุมพื้นที่ดินในช่วงที่ไม่ได้เพาะปลูก เช่น การปลูกพืชตระกูลถั่ว ปอเทือง หรือพืชคลุมดินชนิดอื่นเพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดินและสะสมอินทรียวัตถุ เมื่อพืชเหล่านี้เติบโตเต็มที่สามารถตัดหรือไถกลบลงในดิน เพื่อให้เกิดการย่อยสลายและปลดปล่อยธาตุอาหารกลับสู่ดิน วิธีนี้ช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น และเป็นการหมุนเวียนธาตุอาหารในระบบการเกษตรอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ ที่โดยสรุปแล้วจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการนำแนวทางกู้คืนธาตุอาหารพืชจากของเสียในบ้านสู่ระบบดิน คือการมองของเสียอินทรีย์ในชีวิตประจำวันให้เป็น “ทรัพยากร” มากกว่าขยะค่ะ เพราะของเสียจำนวนมาก เช่น เศษอาหาร เปลือกผักผลไม้ น้ำล้างข้าว หรือเศษพืชจากสวน ล้วนยังมีธาตุอาหารที่สามารถกลับไปเป็นประโยชน์ต่อดินได้ การเริ่มต้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่สามารถเริ่มจากการคัดแยกของเสียอินทรีย์ออกจากขยะทั่วไป แล้วเลือกวิธีจัดการที่เหมาะสมกับพื้นที่และวิถีชีวิตของตัวเองเช่น การทำปุ๋ยหมัก การทำน้ำหมักชีวภาพ หรือการเลี้ยงสัตว์ดินย่อยเศษอาหาร วิธีเหล่านี้ช่วยให้ธาตุอาหารที่เดิมมาจากดินผ่านอาหารของมนุษย์ สามารถหมุนเวียนกลับคืนสู่ระบบนิเวศดินได้อีกครั้งค่ะ ถ้าจะให้ตัวอย่างในชีวิตจริง เช่น ครัวเรือนที่มีเศษผักและผลไม้จากการทำอาหาร สามารถนำไปทำปุ๋ยหมักหรือน้ำหมักชีวภาพ เพื่อนำไปใช้กับต้นไม้ในบ้านหรือสวนครัว หรือบ้านที่มีพื้นที่เล็กน้อยอาจเลี้ยงไส้เดือนเพื่อย่อยเศษอาหารและนำมูลไส้เดือนไปใช้ปรับปรุงดิน ขณะเดียวกันในระดับชุมชนอาจรวบรวมเศษอาหารจากหลายครัวเรือนเพื่อทำปุ๋ยหมักหรือระบบย่อยสลายอื่นๆ เพื่อใช้กับพื้นที่สีเขียวหรือแปลงปลูกพืชของชุมชน แนวทางเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการจัดการของเสียอย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดปริมาณขยะ พร้อมทั้งคืนธาตุอาหารกลับสู่ดินและสนับสนุนระบบอาหารที่ยั่งยืนได้ค่ะ สำหรับผู้เขียนนั้นต่อให้ไม่ได้เขียนบทความหรือทำคลิป ผู้เขียนก็ทำอยู่แล้วค่ะ อย่างน้อยก็จัดการขยะ น้ำเสีย สิ่งปฏิกูลและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในที่อยู่อาศัยของตัวเอง เพราะไม่ชอบแบบรกๆ อะไรไม่สวยไม่งาม จะเหม็นจะมีแมลงรบกวนและดูสกปรก แบบนี้ผู้เขียนอยู่นิ่งไม่ได้ค่ะ คือต้องทำอะไรสักอย่าง ส่วนจะทำอะไรนั้นจะดูจากความเป็นไปได้เป็นหลัก เช่น ตอนนี้ทำไบโอชาร์จากเศษวัสดุต่างๆ รอบตัว ไม่ซื้อไม้มาทำ ไม่ไปหาเก็บรอบอำเภอมาทำค่ะ ทำตอนมีเศษวัสดุ ไม่มีก็ปิดเตาไปทำอย่างอื่น มีค่อยทำไม่มีก็ผ่านกดข้ามวิธีนี้ไป โดยตอนนี้เศษอาหารผู้เขียนนำมาหมักปุ๋ยเป็นหมักย่อยง่ายๆ ด้วยดิน น้ำหมักชีวภาพไม่ชอบทำค่ะ แต่ขยายจุลินทรีย์แบบน้ำง่ายๆ ใช้น้ำซาวข้าวมาช่วย ไม่มีหรือลืมเก็บไว้ก็ใช้น้ำเปล่าค่ะ ผักก็ปลูกค่ะ ตอนนี้ปลูกผักหลายชนิด ปลูกดอกไม้ด้วย ปลูกเพื่อนำของเสียที่จัดการได้มาต่อยอด ไม่ได้ทำการเกษตรนะคะ แค่ใช้พื้นที่ที่ปลูกอะไรรอบตัวเป็นเหมือนหน่วยทดลองให้ครบวงจร มีผักเก็บก็เก็บ ผักตายไปก็เอากลับมาหมักปุ๋ย วนอยู่ในวงจรเรื่องการเอาธาตุอาหารกลับลงดินค่ะ ไม่ได้คิดเยอะเรื่องทุนกำไรค่ะ เพราะไม่ได้ปลูกผักเพราะต้องการทำเกษตร นมเปรี้ยวหมดอายุ นมบูด น้ำชาเขียวเหลือ แบบนี้ผู้เขียนนำไปรดต้นไม้หมด แต่เจือจางก่อนใช้ เปลือกเมล็ดทานตะวัน เปลือกเมล็ดฟักทอง เปลือกถั่วลิสง สิ่งเหล่านี้จับโยนใส่แปลงผักเลยค่ะ ไม่เตรียมเพราะให้ไปย่อยในแปลงเอง ที่เราจะได้ในเรื่องของการที่ดินมีช่องอากาศด้วย โดยสุดท้ายแล้วก็ย่อยไปเหมือนกัน ไม่รีบค่ะ เน้นจัดการของเสียในครัวเรือน ไม่ได้เร่งให้พืชโตแบบทันใจตามที่ต้องการ ค่อยๆ เรียนรู้ไปพร้อมผักและการจัดการของเสียค่ะ จริงๆ ผู้เขียนอยากเชิญชวนคนไทยหันมาเรียนรู้เรื่องการเอาธาตุอาหารกลับคืนจากแนวทางต่างๆ เพราะเราจะต่อยอดได้ง่าย ไม่มีทางว่าจะหยุดปลูกผักค่ะ ทำให้ง่าย ใช้ผักสวนครัว สมุนไพรไทย ตะไคร้ กะเพราพอ ไม่ต้องไปซื้อผักราคา 1500 มาปลูกนะคะ ปลูกแล้วเรียนรู้การเก็บเมล็ดพันธุ์ ว่างๆ ก็เรียนรู้เรื่องการเก็บเกี่ยว การดูแลระหว่างเติบโตจนจบวงจรอายุ พอถอนทิ้งก็ปลูกใหม่อีก วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ค่ะ ได้ผลผลิตแค่ไหนแค่นั้น หมดอายุก็จบ เริ่มใหม่อีกรอบ ทำแบบนี้ไปตลอดค่ะ ซึ่งจะต่างอย่างมากถ้าเรากระโดดไปปลูกผักเลยอย่างเดียว แล้วไม่ได้รู้ว่ามีหลายแนวทางได้ธาตุอาหารให้พืชได้ พอเจอปุ๋ยแพง ยาฆ่าแมลงแพง ต้องทำตามสูตร 1 2 3 4 เราจะหยุดปลูกผัก เพราะไม่มีอะไรมาสนับสนุนการเจริญเติบโตของพืช และรู้สึกว่าอะไรก็ยากไปหมด แต่แนวทางในบทความนี้คือทางออก และตอนนี้ผู้เขียนมีผักหลายอย่างมาก บางอย่างยังอยู่รอดปลอดภัยอยู่เลยค่ะ ทั้งๆ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว ไม่ได้ซื้อปุ๋ยเคมีเลยค่ะ ยาฆ่าแมลงยิ่งไม่เคยเสียเงินเลย แต่มีผักกินยาวๆ ต้นไม้โตดี ดอกไม้สวยงม และสิ่งแวดล้อมก็ดีด้วยอีกต่างหาก #ลดขยะ #ทรัพยากรหมุนเวียน #เศรษฐกิจหมุนเวียน #การจัดการของเสีย #ลดการปล่อยคาร์บอน เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก AI Generated และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหาถ่ายภาพโดยผู้เขียน ภาพที่ 3 จาก Pixabay เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 ของเสียในบ้าน ที่คนไทยมักทิ้งเป็นขยะ แต่ยังใช้ประโยชน์ได้ 9 ประโยชน์ของการใช้ไบโอชาร์ หรือถ่านชีวภาพ ในด้านสิ่งแวดล้อม 9 ข้อได้เปรียบ การสร้างระบบอาหารขนาดเล็กในบ้าน มีอะไรบ้าง เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !