ภาพปกจาก qimono / pixabay สวัสดีค่ะ 😊 ก่อนอื่น ขอแนะนำตัวเองนิดนะคะ Pamorama หรือในชื่อเรียกขานกันทั่วไปว่า ครูแพ ม อาจารย์แพ ม ออแพม หรือ ป้าแพ ม เนี่ยะ ทำงาน อยู่ที่มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่มาเกือบ 20 ปีแล้วคะ สถานที่นี้เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกของไทย ของภาคเหนือ และออแพมเป็นมุสลิมไม่กี่หน่วยในมหาวิทยาลัยคริสเตียนแห่งนี้ ก็เหมือนกับที่มักจะเป็นมุสลิมไม่กี่หน่วยในทุกที่ที่เคยได้เรียน ได้ทำงานมาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะตอนที่เรียนอัสสัมฯ คอนแวนต์ ตอนอยู่ธรรมศาสตร์ ตอนไปต่อที่ WMU ตอนที่เป็นนักข่าวต่างประเทศช่อง 5 หรือตอนเป็นนักการทูตที่กระทรวงต่างประเทศ จนมาอยู่มอพายัพ (เป็นมุสลิมหนึ่งเดียวโด่เด่เรื่อยมา 555) จริงๆ แล้ว ไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะมาเขียนบทคงบทความอะไรกับเขาหรอกค่ะ ยิ่งเขียนผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ยิ่งแล้วเลยค่ะ เพราะเป็นมนุษย์โล-เทคสุดๆ ถึงขั้นที่คนรู้จัก Pamorama ตัวเป็นๆ ขนานนามให้เลยว่า "ไดโนแพม" แต่ที่ลุกขึ้นมาพยายามอย่างมากมายนี่ ก็เพราะมันมีเรื่องบีบรัดหัวใจค่ะ อยากระบายออกไปให้ใครๆ ได้รับรู้ รับฟังด้วยเลยเกิดเป็นแรงฮึดให้ต่อสายตรงกับ ดร. กู ขอวิธีสื่อสารกับคนส่วนมากแบบไม่ต้องตัดต่ออะไรให้วุ่นวาย จะได้ทำได้นานๆ (ว่าแล้วก็ขอเล่าเรื่องลูกบ้ารอบแรก...เคยฮึดอยากสอนภาษาอังกฤษทาง YouTube ศึกษาเองจนเป็น Youtuber (กำมะลอ) ได้สิบตอน มีอีเมลเขียนมายินดี "ยอดผู้ติดตามถึงร้อยแล้ว" ก็หมดแรงเสียก่อน ถอยค่ะ เพราะการตัดต่อวิดีโอมิใช่เรื่องง่ายสำหรับ 'ไดโนแพม' ใครอยากซ้ำเติม ไปหาดูได้ค่ะที่ยูทูป Kru Pam, Light of the World (มีแอบโฆษณา) ดร. กู แกแนะนำให้เป็นบล๊อกเกอร์ค่ะ เออ..ดูแล้วอนาคตน่าจะดีและยาวกว่าเป็นยูทูปเบอร์ ว่าแล้วก็จะใช้ช่องทางนี้แหละ บอกเล่าตัวตน ทำความรู้จักกับพี่น้องร่วมชาติ และร่วมโลก (ขอให้มีคนเข้ามาอ่าน เพี้ยง!) ก็แว๊บไปเป็นบล๊อกเกอร์มาแพ๊บนึง ก็มีคนที่อ่านแนะนำเข้ามาว่า "ไม่ลองไปเขียนที่ทรูดูละครับ ได้ตังค์จริง ไม่ยุ่งยากซับซ้อนกว่าจะได้ด้วย" หา...จริงเหรอนั่น หูผึ่งสิค่ะ เพราะช่วงนี้ยอมรับเลยว่าโควิดทำให้ลำบากเชียว รายได้ชะงักไปหลายทาง เลยลองศึกษาช่องทางทรูดู เอ..เข้าท่าแฮะ เท่าที่ดู ไม่เอาเปรียบ ไม่ต้องดิ้นรนมาก มีกองบรรณฯ คอยแนะนำ น่าจะพอเป็นช่องทางให้ได้ทำในสิ่งที่รักที่ฝัน และเป็นหนทางเพิ่มรายได้ไปด้วยในตัว (ถ้าจริงดังว่า ก็ขอให้ทรูมีแต่ความเจริญละค่ะ) ว่าแล้วก็ย้ายวิกมาคะ (ส่วนจะได้จริงหรือไม่ เอาไว้จะมารายงานความคืบหน้าต่อไปค่ะพี่น้อง 👌)ม๊ะ! เข้าเรื่องกันเลยค่ะ เมื่อวันก่อนมีการประชุมสัมมนาที่มหาลัย ช่วงพักทานของว่าง เพื่อนอาจารย์หลายท่านกรูมาถามหน้าตาตื่นว่า "อาจารย์แพม เวลาคนอิสลามเสียชีวิต เราควรทำไงคะ" "เผาไหม" "ต้องแต่งดำไหม" "ใส่ซองเท่าไหร่" "เก็บไว้กี่วัน" "เชิงตะกอนอยู่ที่ไหน" (อันนี้ปรากฏว่าครูแพมต้องขอความหมายจากผู้ถาม ถึงได้รู้ว่าแปลว่าที่เผา) ปิดท้ายด้วยไปส่งที่ป่าช้าได้ไหมภาพจากผู้เขียนเลยทำให้ฉุกคิดขึ้นมาว่า เออนะ เราอยู่ทำงานกับเพื่อนๆ เรามากี่ปีเข้าไปแล้ว เพื่อนของเรารู้เรื่องเกี่ยวกับเราน้อยขนาดนี้เชียวหรือ และอดไม่ได้ที่จะมองให้กว้างไปกว่านั้นว่า ตั้งแต่เราเกิดและโตมาบนแผ่นดินไทย (เกินครึ่งศตวรรษแล้วเนี่ยะ...อุ๊ย! ตกใจตัวเอง) อย่าว่าแต่เพื่อนที่ทำงานเลย เอาว่าเพื่อนร่วมชาติเลยก็ว่าได้ 'เขารู้เรา เรารู้เขาขนาดไหนกัน' จะว่าไปตลอดชีวิต (รวมตั้งแต่ชีวิตปู่ย่าตายาย พ่อแม่ เราเอง และ ลูกๆ เราเลยนะ) สรุปคำตอบในใจได้ว่า 'ไม่รู้กันเท่าไหร่หรอก' 'คุณก็อยู่ของคุณ' 'ฉันก็อยู่ส่วนฉัน' อย่างดีก็พอรู้กันว่า "อ๋อ..พวกนี้เขาไม่กินหมู" หรืออีกฝ่ายก็ "เห็นพระสงฆ์ หนูอย่าไปเดินใกล้ๆ นะลูก" เอาเป็นว่าเมื่อก่อนคนไทยเราอยู่กันไปแบบ ไม่รู้ก็อยู่ได้ และสุขดี แต่เดี๋ยวนี้ยากเสียแล้ว สื่อและผู้มีอำนาจใหญ่ๆ ของโลกพากันกระพือโหมหาเป้าใหม่ แจคพอตมาออกที่อิสลาม และ มุสลิม โรค Islamophobia (ความกลัวอิสลาม) จึงเกิดขึ้นมา แม้แต่ในประเทศที่ใจกว้างยิ่งอย่างไทยเรา ก็ยังมีข่าวร้ายๆ เกิดเป็นความกินแหนงกันในระยะหลัง ชนิดมุสลิมที่เกิดและโตที่นี่อย่างครูแพม ไม่เคยรู้สึก ก็ได้รู้สึก จึงอยากจะใช้เวทีนี้ยื่นมือออกไปหาพี่น้องร่วมแผ่นดิน ขอเป็นทางหนึ่งเพื่อช่วยประสาน สร้างความเข้าใจ เมื่อรู้เขารู้เรา ความเคารพกันจะมีมากขึ้น ลูกหลานเราจะได้อยู่กันได้ อยู่กันต่ออย่างมีสุข อย่างแข็งแรงบนความแตกต่าง ภาพจาก johnhain / pixabayต่อไปขอเข้าประเด็นคำถามของเพื่อนๆ อาจารย์ตามที่เล่าไว้เลยนะคะ คำถาม 1 เมื่อได้ข่าวเพื่อนที่เป็นมุสลิม (ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม) เสียชีวิต ควรทำอย่างไรคำตอบ - แสดงความเสียใจกับญาติพี่น้องของเขา (ส่งข้อความก็ได้ สนิทหน่อยก็ถืออะไรติดไม้ติดมือ (ผลไม้ดีสุดค่ะ) ไปเยี่ยมที่บ้านผู้เสียชีวิต เมื่อมีการพลัดพราก มุสลิมมักเตือนสติกันว่า "เราเป็นของพระผู้เป็นเจ้า และต้องกลับคืนสู่พระองค์" เพื่อนๆ จะใช้คำนี้กล่าวกับญาติพี่น้องผู้จากไปก็ได้ คำถาม 2 คนมุสลิมตายแล้วฝัง หรือ เผาคำตอบ - ศาสนาอิสลามบัญญัติให้ฝังศพ และ ห้ามเผาค่ะ ภาพจาก Michelleraponi / pixabayคำถาม 3 ต้องแต่งดำ ขาว ไปงานศพไหมคำตอบ - อิสลามไม่มีการไว้ทุกข์ด้วยการนุ่งขาว หรือ ดำ เพื่อนๆ ไปร่วมงานศพได้ด้วยชุดและสีที่สุภาพทั่วไปค่ะ คำถาม 4 มีใส่ซองร่วมทำบุญศพไหมคำตอบ - ไม่มีการใส่ซองร่วมทำบุญในพิธีศพของมุสลิมค่ะ ส่วนใหญ่ถ้ารู้ว่าผู้อยู่หลังมีความลำบาก มุสลิมจะติดต่อกันเป็นส่วนตัว หรือลงขันช่วยเหลือโดยมอบให้กับครอบครัวผู้ตายในภายหลังคำถาม 5 เก็บศพไว้กี่วันคำตอบ - อิสลามบัญญัติให้ทำการฝังศพทุกศพโดยไม่แบ่งชนชั้นวรรณะภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากการเสียชีวิต จึงไม่มีการเก็บศพไว้ทำบุญก่อนหรือหลังแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม มีการอนุโลมสำหรับกรณีที่มีความจำเป็นต้องเก็บไว้เกิน 24 ชั่วโมง เช่นต้องมีการพิสูจน์ศพ เป็นต้นคำถาม 6 เชิงตะกอนอยู่ที่ไหนคำตอบ - เนื่องจากมุสลิมใช้วิธีฝังศพ จึงไม่มีเชิงตะกอน คำเรียกที่ฝังศพของมุสลิม ไม่เรียกป่าช้า แต่เรียกกันติดปากเป็นภาษาอาหรับว่า "กุโบร์" หรือภาษาไทยว่า "สุสาน" มักพบในบริเวณที่มีสุเหร่า หรือ มัสยิดอยู่ (ศาสนสถานของมุสลิม) แต่บางครั้งหากมัสยิดมีพื้นที่น้อย ก็จะจัดสุสานอยู่ในที่อื่นต่างหาก โดยจะเป็นที่รู้กันในหมู่มุสลิมว่าสุสานไหนของมัสยิดใด ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ ขอเวลาผู้อ่านอีกนิดนะคะ ในทางกลับกันถ้ามีใครอยากเชิญเพื่อนมุสลิมไปงานศพ (จะด้วยความสนิทสนม หรือเหตุใดก็ตาม) สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ คือ เมื่อเพื่อนชาวมุสลิมมาแล้ว เขาจะแสดงความเสียใจกับเจ้าภาพ ครอบครัว และเพื่อนพ้องของผู้ตายเท่านั้น เพื่อนๆ มุสลิมของท่านจะไม่สามารถเคารพรูปผู้ตาย ไม่กราบไหว้จุดธูปเทียนให้รูปเคารพ งานปั้นบูชาใดๆ เนื่องจาก อิสลามเป็นศาสนาที่เน้นการเคารพกราบไหว้ต่อพระเจ้าหนึ่งเดียวเท่านั้น (อันนี้ย้ำว่า "เน้นเลยค่ะ") ตลอดจนเพื่อนมุสลิมจะไม่สามารถร่วมวางดอกไม้จันทน์ในพิธีเผาศพ และไม่ร่วมใส่ซองทำศพ (เคยได้ยินเพื่อนต่างศาสนิกที่นำซองเรี่ยไรเพื่องานฌาปนกิจบ่นเข้าหูว่า 'พวกมุสลิมมันเห็นแก่ตัว ไม่ช่วยใคร') เอี๊ยดดดด....ช้าก่อนเจ้า อย่าเพิ่งฟันธงเยี่ยงนั้น อันนี้ต้องขออธิบาย (เข้าใจว่าไม่มีศาสนาไหนเลยในโลกห้ามการช่วยเหลือกันและกัน และระหว่างกัน ไม่เช่นนั้นคงหาคนนับถือยากนะฮะ) อิสลามก็เป็นหนึ่งในศาสนาที่เน้นเรื่องความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และระหว่างกันไม่น้อยไปกว่าใคร ในแบบและวิธีของเรา ... กล่าวคือ ถ้าครอบครัวของผู้ตาย ไม่ว่าจะศาสนาใด มีฐานะลำบาก ต้องการความช่วยเหลือ เพื่อนมุสลิมจะลงขันกัน และนำความช่วยเหลือนั้นไปให้กับครอบครัวผู้ตายภายหลังงานศพ เพื่อให้เขาได้ใช้ในการดำรงชีวิต และเพื่อให้แน่ใจว่าเงินนั้นไม่ได้ถูกใช้ไปในทางที่ขัดกับหลักการของอิสลาม เช่น เพื่อทำรูปเคารพ หรือ เพื่อซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการเผา เอาละคะ รบกวนเวลาของผู้อ่านมาพอควรแล้ว อยากขอความกรุณาท่านที่เข้ามาอ่าน ผ่านมาเห็น ให้คำแนะนำติชมได้เต็มที่ ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์บ้าง ติดตาม ให้กำลังใจ ถามไถ่ข้อข้องใจเข้ามาได้นะคะ "ขอให้เรายื่นมือมาเกาะเกี่ยวกันไว้ เดินไปด้วยกันอย่างเข้าใจ และมั่นคง ความแตกต่างเป็นความสวยงามค่ะ" ลาไปก่อนค่ะ สวัสดี และ ขอความสันติสุขจงมีแด่เรา บ๊าย บาย 🤗ป.ล. - บทความนี้เขียนโดย Pamorama ซึ่งอาจมีความคล้ายคลึงกับบทความที่ได้ upload บน platform Blogger (ลงแบบ bi-lingual) และ Blockdit (ไทย) การอัพโหลดหลายแพลตฟอร์มเพราะหวังใจว่าผู้อ่านจะเป็นคนละกลุ่มกัน อันจะช่วยเผยแผ่ความเข้าใจนี้ออกไปได้อย่างกว้างขวาง ขอบคุณค่ะ ❤❤ เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !