ในวันที่ 24 ซึ่งเป็นอาทิตย์สุดท้ายของเดือน ฝ่ายบุคคลเรียกฉันให้ไปพบผู้บริหาร ฉันตอบรับด้วยน้ำเสียงสดใสและหัวใจที่เปี่ยมด้วยความหวัง เพราะคิดว่าคงเป็นการเรียกเข้าไปประชุมเรื่องงานทั่วไป จึงรีบหยิบสมุดและปากกาติดมือไปด้วย เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง ภาพที่เห็นคือผู้บริหารสองท่าน พร้อมด้วยน้องฝ่ายบุคคลที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ฉันกล่าวทักทายสวัสดีๅๆอย่างเป็นมิตร ก่อนจะเลือกนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุด พลางเปิดสมุดเตรียมจดบันทึกด้วยความตั้งใจ ทว่า บรรยากาศรอบตัวกลับเริ่มเปลี่ยนไป ผู้บริหารท่านหนึ่งก้มหน้าลง และเริ่มพูดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เนื่องจากเดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายสำหรับการทดลองงานของคุณ ผมอยากจะแจ้งให้ทราบว่า... ผมคงไม่ให้คุณไปต่อ เพราะสถานการณ์ทางการเงินของบริษัทตอนนี้ไม่มีรายได้เข้ามาเลย จากที่คุณเข้ามาช่วยวางระบบทางการเงินและระบบสถิติต่างๆ ให้กับเรา คุณเองก็คงเห็นอยู่แล้วว่าตัวเลขมันติดลบ ทางบริษัทจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างภายในทุกส่วนเพื่อให้ผ่านวิกฤตตรงนี้ไปได้ หวังว่าคุณจะเข้าใจนะ...” หัวใจของฉันเหมือนหยุดเต้นไปตั้งแต่วินาทีที่ได้ยินคำว่า “ไม่ให้คุณไปต่อ” ในหัวสมองประมวลผลอย่างหนักจนชาหนึบ ความคิดต่างๆ ตีกันวุ่นวายจนแทบตั้งรับไม่ทัน ฉันกำลังจะตกงาน... แล้วฉันจะทำอย่างไรต่อไปดี? เงินติดบัญชีตอนนี้เหลืออยู่แค่ 1,000 บาท ขณะที่เงินเดือนงวดสุดท้ายจะออกวันที่ 5 แล้วค่าใช้จ่ายกองโตหลังจากนั้นล่ะ? ค่าอาหารหมา ค่าอาหารแมว ค่าทรายแมวอีกล่ะ? คำถามมากมายพรั่งพรูเข้ามาพร้อมกับความอัดอั้นในใจ... ทำไมเขาถึงทำกับฉันแบบนี้ ทั้งที่ฉันทุ่มเทวางระบบทุกอย่างให้บริษัทใหม่ทั้งหมด พอทำเสร็จแล้ว ฉันก็หมดประโยชน์เลยอย่างนั้นหรือ? ฉันพยายามเค้นเรี่ยวแรงฝืนยิ้มที่ขมขื่นที่สุด ส่งกลับไปพร้อมคำพูดสั้นๆ ว่า “เข้าใจค่ะ” ผู้บริหารอีกท่านพูดเสริมขึ้นมาเพื่อกล่าวขอบคุณสำหรับสิ่งต่างๆ ที่ฉันเคยทำให้บริษัท พร้อมบอกว่า “ผมให้คุณทำงานถึงวันที่ 31 นี้ แต่อยากแจ้งให้ทราบก่อน คุณจะได้มีเวลาเตรียมตัว...” แต่หลังจากนั้น หูของฉันก็ดับไปนานแล้ว ฉันเหม่อลอยและไม่มีสติที่จะรับฟังสิ่งใดอีก เพราะในหัวมีแต่ตัวเลขค่าใช้จ่ายลอยวนเต็มไปหมด ทั้งค่ารถ ค่าประกัน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเน็ต และค่าโทรศัพท์ ที่สำคัญที่สุดคือค่าใช้จ่ายของลูกๆ... เจ้าหมา 1 ตัว และแมวอีก 2 ตัว ทั้ง 3 ชีวิตน้อยๆ กำลังจะต้องมาลำบากเพราะฉันอีกแล้ว ไหนจะค่าอาหารเม็ด อาหารเปียก และทรายแมวในแต่ละเดือน การเงินที่เคยตึงอยู่แล้วกำลังจะสะดุดลงอย่างสิ้นเชิง ในวัย 37 ปี การหางานใหม่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่ไหนๆ ก็คงไม่อยากรับ ยิ่งสายงานอสังหาริมทรัพย์นี้ ฉันแทบไม่มีประสบการณ์มาก่อน เพราะที่ผ่านมาเดินบนสายงานบริษัททัวร์และโรงแรมมาโดยตลอด แต่เพราะความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีความสุขกับงานเดิม จึงตัดสินใจย้ายสายงานและได้รับโอกาสที่นี่... ความรู้สึกดีใจและเปี่ยมด้วยพลังในวันแรกที่มาทำงาน กับความรู้สึกในวันนี้ มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ฉันเดินออกมาจากห้องนั้นด้วยความสิ้นหวัง เลื่อนลอย ทั้งโกรธ ทั้งเสียใจจนอยากจะเก็บของกลับบ้านไปเสียให้รู้แล้วรู้รอดในนาทีนั้น แต่สุดท้าย คำว่า “ความรับผิดชอบ” มันก็ค้ำคออยู่ ฉันจึงกลืนก้อนความทุกข์ลงคอ พาตัวเองกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานตัวเดิม แล้วลงมือแก้ไขระบบงานที่ค้างอยู่ให้สมบูรณ์และดีที่สุด... ก่อนที่ฉันจะต้องจากที่นี่ไปจริง ๆ เมื่อถึงเวลาเลิกงาน ฉันรีบก้าวเท้าออกจากบริษัทตรงเวลาทันที เพราะใจไม่ได้อยากอยู่ตรงนั้นอีกแล้วแม้แต่วินาทีเดียว ตลอดทางกลับบ้าน คำว่า “จะทำยังไงต่อดี” ดังสะท้อนอยู่ในหัวซ้ำๆ คิดวนไปเวียนมาอย่างไร้คำตอบ แต่ทันทีที่ถึงบ้าน “ตังค์” เจ้าหมาน้อยของฉันก็นั่งรออยู่หน้าบ้านเหมือนเช่นทุกวัน พอเห็นฉันเดินเข้ามา มันก็ดีใจกระโดดโลดเต้นต้อนรับอย่างสุดชีวิต ความน่ารักอันไร้เดียงสานั้นเหมือนน้ำเย็นที่ชโลมใจ มันทำให้ฉันหลุดยิ้มออกมาได้ และลืมความทุกข์ความเครียดไปชั่วขณะ คืนนั้นเอง ฉันตัดสินใจเปิดโน้ตบุ๊กเพื่อเริ่มหางานใหม่ทันที และกดสมัครขับแกร็บทิ้งไว้เพื่อเป็นอาชีพสำรองในระหว่างที่ยังว่างงาน ควบคู่ไปกับการเริ่มศึกษาเรื่องการหารายได้ออนไลน์อย่างจริงจัง ทั้งการเขียนบทความ เขียนนิยาย การทำนายหน้าบ้านเช่า รวมถึงเตรียมลงประกาศขายเสื้อมือสองที่มีอยู่ ทั้งหมดนี้มันอาจจะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น... ฉันได้แต่หวังลึกๆ ว่าโลกใบนี้จะใจดีกับฉันบ้าง และภาวนาว่าขออย่าให้มีมรสุมลูกไหนซัดเข้ามาซ้ำเติมให้ต้องดิ่งตกลงไปมากกว่านี้เลย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร... สุดท้ายแล้วฉันก็เลือกที่จะลุกขึ้นสู้กับโชคชะตา หากปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้คือบททดสอบที่ชีวิตเหวี่ยงเข้ามา ฉันก็พร้อมที่จะเดินหน้าและฝ่ามันไปให้สุดทาง! รูปภาพทั้งหมดโดยผู้เขียน เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !