The best way to cheer yourself is to cheer somebody else up. : วิธีที่ดีที่สุดในการให้กำลังใจตัวเองคือการทำให้คนอื่นมีกำลังใจขึ้นมา ในการเชียร์กีฬา การให้กำลังใจนักกีฬาขณะแข่งขันก็คือการให้กำลังใจตนเองด้วย สำหรับการทำงานเป็นทีม ผู้นำที่สามารถให้กำลังใจผู้ร่วมงานได้ก็เท่ากับให้กำลังใจตนเอง พ่อแม่ที่รู้จักให้กำลังใจลูก ปฏิกิริยาความเชื่อมั่นของลูกที่แสดงออกมาจะสะท้อนกลับ ทำให้พ่อแม่มีกำลังใจ ด้วยเหตุนี้ชีวิตคู่ที่รู้จักให้กำลังใจซึ่งกันและกันจะประสบความสำเร็จและฝ่าฟันอุปสรรคได้ดีกว่าชีวิตเดี่ยว การให้กำลังใจมีคุณสมบัติคล้ายกับการให้ความรู้ นั่นคือ ยิ่งให้ ตัวเองยิ่งได้ นอกจากนั้น คนที่รู้จักให้กำลังใจผู้อื่นจะมีทักษะในการให้กําลังใจตนเองด้วย ทักษะการให้กำลังใจจึงเป็นสิ่งที่ควรฝึกตั้งแต่เด็ก ในการเรียนลูกเสือมีการปฏิบัติที่สำคัญเรื่องหนึ่งคือการเยล โดยให้เพื่อนที่ทำความดีมายืนตรงหน้า แล้วลูกเสือที่เหลืออยู่ก็เปล่งเสียงชื่นชมพร้อมๆ กัน ลูกเสือทั้งฝ่ายเยลและถูกเยลจะรู้ว่ามันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก วิธีนี้จะทำให้ความอิจฉาริษยาความสําเร็จผู้อื่นน้อยลงไป และเกิดความศรัทธาเข้ามาแทนที่....การทำให้คนอื่นมีกำลังใจต้องมาจากจิตที่มีมุทิตา เป็นความยินดีในความสำเร็จของผู้อื่น ซึ่งความรู้สึกนี้จะเหนี่ยวนำจิตใต้สำนึก ทำให้สามารถประสบความสําเร็จแบบนั้นบ้าง เช่นเราให้กำลังใจเพื่อนขอให้สอบเข้าได้ จิตจะเข้ามารับอารมณ์ และเมื่อถึงเวลาที่เราจะสอบเข้า ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อันเกิดจากพลังจิตจะผุดขึ้นมาช่วยให้เราประสบความสำเร็จด้วยเช่นกัน ในประเทศสหรัฐอเมริกา การให้กำลังใจคนเก่งคือสิ่งที่ชาวอเมริกันทำกันอยู่เสมอ ไม่ว่าในวงการวิทยาศาสตร์ กีฬา การเมือง ธุรกิจ ภาพยนตร์ฯลฯ ทำให้ทุกวงการมีคนเก่งระดับโลกอยู่อย่างมากมาย ไม่ใช่เพราะคุณภาพสมองของชาวอเมริกันสูงกว่าประเทศอื่น แต่เพราะสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่เปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่ ไม่มีการอิจฉาริษยา Strive not to be a success. but rather to be of value. : อย่ามุ่งพยายามเพื่อความสำเร็จ แต่เพื่อคุณค่ามากกว่า ถ้าเป็นพนักงานขายเครื่องกรองน้ำ จุดประสงค์ของการขายก็เพื่อให้ลูกค้ามีน้ำสะอาดไว้ดื่มใช้ ไม่ใช่เพื่อทำยอดขายให้ได้ตามเป้า ถ้าเป็นพนักงานขายประกันชีวิต จุดประสงค์ของการขายก็เพื่อให้ครอบครัวผู้ซื้อมีหลักประกันยามเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเสียชีวิต ไม่ใช่หวังเบี้ยประกัน ถ้าเป็นตำรวจ จุดประสงค์ก็คือต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข ไม่ใช่ยศถาบรรดาศักดิ์ ถ้าทำได้เช่นนี้คือคนที่มีคุณค่า และแน่นอนว่าในที่สุดความสำเร็จจะตามมาเอง การทํางานโดยมุ่งที่คุณค่าจะทำให้เรามีความสุข เช่น พนักงานกวาดขยะมีหน้าที่ต้องกวาดถนนในหมู่บ้านจํานวน 200 หลังคาเรือน ความสำเร็จคือการกวาดครบทุกบ้าน แต่คุณค่าคือความสะอาดของถนน ขณะที่กวาดแล้วได้เห็นความสะอาดของถนนหน้าบ้านแต่ละหลังก็เกิดความสุขแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าเราทำงานอย่างมีคุณค่าแต่คนอื่นไม่เห็นคุณค่า เราก็ควรหาทางออกจากจุดนั้น เพื่อไปสู่สังคมใหม่ เพราะคุณค่าเหมาะแก่คนที่คู่ควร นักศึกษาที่เรียนเพื่อใบปริญญาจะมีความสุขวันเดียวคือวันที่จบการศึกษา แต่นักศึกษาที่เรียนเพราะเห็นคุณค่าของวิชาชีพจะมีความสุขระหว่างเรียนทุกวัน ผู้เข้าประกวดเดอะสตาร์ที่มุ่งเป้าเพื่อความสำเร็จจะไม่มีความสุขตราบใดที่ยังไม่ชนะเลิศ แต่ถ้าประกวดเพราะเห็นคุณค่า ผู้เข้าประกวดจะรู้สึกสนุกอยู่ตลอดเวลาในช่วงที่ทำกิจกรรม และในภายหลังหลายคนประสบความสำเร็จยิ่งกว่าผู้ที่ได้ตำแหน่งเดอะสตาร์อีกด้วย การมุ่งที่คุณค่าทำให้มีชีวิตอยู่ที่ปัจจุบันขณะ สามารถใช้กำลังสติได้สูงสุดจนเกิดปัญญาตามมา เมื่อปัญญารวมกับกำลังสติ กลายเป็นสัมปชัญญะ ทำให้มองเห็นเหตุปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จอย่างชัดเจน เหตุปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคตอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง Student is not a container you have to fill but a torch you have to light up. : นักเรียนไม่ใช่ภาชนะที่มาให้คุณเติมเต็ม แต่เป็นไฟฉายที่คุณต้องเปิดมันขึ้นมา ปัจจุบันจำนวนข้อมูลในกูเกิลและยูทูบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับการที่ครูพยายามใส่ข้อมูลเข้าไปในสมองนักเรียน อย่างไรก็ไม่มีทางถึงหนึ่งในล้านของข้อมูลทั้งหมดบนโลกนี้ ดังนั้นสิ่งที่ครูควรสอนนักเรียนคือ ทักษะในการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องในสิ่งที่ตนสนใจ ไม่ใช่สอนแบบครอบจักรวาลและค่อยให้ทิ้งสิ่งที่ไม่ได้ใช้ เมื่อนักศึกษามีไฟฉาย เขาจะเดินไปตามทางของเขา และมองหารายละเอียดในสิ่งนั้นเอง วิธีการเปิดไฟฉายก็คือการสร้างแรงบันดาลใจนั่นเอง เช่น การการเชิญบุคคลที่ประสบความสําเร็จในอาชีพต่างๆ มาบรรยายทัศนศึกษาในโรงเรียน การค้นหาความถนัดของนักเรียน การโต้วาที อภิปราย การทำกิจกรรม การแสดงให้เห็นถึงความสุข ความมั่นคงเมื่อบรรลุเป้าหมายทางวิชาชีพ ฯลฯ นักเรียนแต่ละคนมีบุคลิกภาพ ความชอบ ความถนัดไม่เหมือนกัน เป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องมองเห็นให้ได้ และแนะแนววิธีการที่จะเดินไปตามเส้นทางที่เหมาะสมของนักเรียนแต่ละคน ดังนั้นการสอนนักเรียนห้องหนึ่งสี่สิบคน เป็นไปไม่ได้เลยที่ครูจะสอนวิชาการหน้าห้องได้เหมาะสมกับเด็กทุกคน...วิธีที่ดีที่สุดคือเปิดไฟฉายสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขา แล้วให้พวกเขาไปขวนขวายหาความรู้ตามที่แต่ละคนสนใจ โดยครูทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษามากกว่าที่จะเป็นผู้ป้อนความรู้ไม่ใช่เฉพาะครู ผู้บริหารก็ต้องรู้จักการเปิดไฟที่ฉายอยู่ในตัวพนักงานแต่ละคน การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด ทางบริษัทและองค์กรจึงต้องมีการอบรมศึกษา ดูงาน อยู่ตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือ ก่อนเริ่มเรียนรู้ ต้องจุดไฟในตัวของพนักงานให้ลุกโชนก่อน ซึ่งบางคนก็จุดติดง่าย บางคนจุดเท่าไรก็ไม่ติด แต่บริษัทไม่เหมือนโรงเรียนที่ต้องช่วยเด็กทุกๆคน ดังนั้นถ้าพนักงานคนไหนจุดไฟไม่ติดก็เพียงแต่ให้เขาพิจารณาตัวเอง เครดิตภาพ ภาพปก โดย jason hu จาก pexels.com ภาพที่ 1 2 3 4 โดย AI เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !