9 วิธีเพิ่มออกซิเจนละลายน้ำ (DO) ในระบบบำบัดแบบเลี้ยงตะกอน เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล ระบบบำบัดน้ำเสียแบบเลี้ยงตะกอนอาศัยจุลินทรีย์เป็นแรงงานหลักในการย่อยสลายสิ่งสกปรกในน้ำเสียค่ะ และสิ่งที่ทำให้จุลินทรีย์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพคือออกซิเจน การเติมอากาศจึงเปรียบเหมือนการเติมลมหายใจให้ระบบ หากออกซิเจนเพียงพอ จุลินทรีย์จะย่อยสลายของเสียได้ดี น้ำใสขึ้น กลิ่นลดลง และคุณภาพน้ำทิ้งคงที่ แต่ถ้าออกซิเจนไม่พอ ระบบจะเริ่มส่งสัญญาณเตือน เช่น มีกลิ่นเหม็น ตะกอนลอย หรือประสิทธิภาพลดลงอย่างรวดเร็วนะคะ โดยจุดที่หลายคนมักติด คือเข้าใจว่าปัญหาแก้ได้ด้วยการเพิ่มลมให้แรงขึ้นเพียงอย่างเดียว ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วระดับออกซิเจนเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยมากๆ เช่น ปริมาณของเสียที่เข้าระบบ จำนวนและอายุของตะกอนจุลินทรีย์ รวมถึงการไหลเวียนภายในบ่อ ถ้าหากมองแค่เครื่องเป่าลมโดยไม่ดูสมดุลภาพรวม นอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองพลังงานแล้ว ในบางกรณีถือเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุดนะคะ ดังนั้นการเข้าใจกลไกของทั้งระบบจึงเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการการเติมอากาศอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนค่ะ และต่อไปนี้คือ 9 วิธีเพิ่มออกซิเจนละลายน้ำในระบบบำบัดแบบเลี้ยงตะกอน 1. เพิ่มอัตราการเติมอากาศ การเพิ่มอัตราการเติมอากาศ คือการทำให้อากาศเข้าไปในถังบำบัดมากขึ้น เพื่อให้จุลินทรีย์มีออกซิเจนเพียงพอในการย่อยสลายสิ่งสกปรกค่ะ วิธีทำอาจเป็นการเพิ่มกำลังเครื่องเป่าลม เปิดเครื่องเพิ่ม หรือปรับวาล์วให้ลมกระจายทั่วถึงทั้งบ่อ ก่อนจะเพิ่มลม ควรตรวจดูว่าปริมาณตะกอนหรือสิ่งสกปรกไม่ได้มากเกินไปจนเป็นสาเหตุหลัก เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ลมอย่างเดียวค่ะ ซึ่งการปรับควรทำทีละน้อยและสังเกตการเปลี่ยนแปลงของระบบไปพร้อมกัน เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองพลังงานเกินความจำเป็นนะคะ หลังจากเพิ่มการเติมอากาศแล้ว ให้สังเกตว่าน้ำในบ่อมีฟองอากาศกระจายทั่วหรือไม่ กลิ่นเหม็นลดลงหรือเปล่า และตะกอนจุลินทรีย์ดูปกติ ไม่ลอยหรือจับตัวผิดปกติ น้ำที่ผ่านการบำบัดควรใสขึ้นและคุณภาพดีขึ้น หากระบบทำงานนิ่ง ไม่มีกลิ่น และตะกอนไม่มีปัญหา แสดงว่าอากาศเพียงพอแล้ว แต่ถ้าเติมลมมากเกินไปจะเห็นฟองเกิดเกินจำเป็นและสิ้นเปลืองไฟฟ้า ดังนั้นเป้าหมายคือเติมให้พอดีไม่มากหรือน้อยเกินไปค่ะ 2. ควบคุมความเข้มข้นของตะกอนจุลินทรีย์ การควบคุมความเข้มข้นของตะกอนจุลินทรีย์ คือ การรักษาปริมาณจุลินทรีย์ในถังเติมอากาศให้สมดุลกับปริมาณน้ำเสียที่ไหลเข้าระบบค่ะ ถ้าหากมีจุลินทรีย์มากเกินไป ระบบจะใช้ออกซิเจนสูงและทำให้ค่าออกซิเจนในน้ำลดลงนะคะ แต่ถ้ามีน้อยเกินไปก็จะย่อยสลายสิ่งสารอินทรีย์ในน้ำเสียได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นจึงต้องรักษาระดับตะกอนให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมกับการออกแบบของระบบค่ะ โดยแนวทางปฏิบัติทำได้โดยการปรับปริมาณตะกอนที่หมุนเวียนกลับเข้าถัง และการระบายตะกอนส่วนเกินออกจากระบบอย่างสม่ำเสมอ ควรตรวจสอบละติดตามลักษณะตะกอน เช่น การจับตัว ความหนาแน่น และความสามารถในการตกตะกอน หากตะกอนหนาแน่นพอดี ไม่ฟู ไม่ลอย และน้ำทิ้งมีคุณภาพดี แสดงว่าความเข้มข้นของจุลินทรีย์อยู่ในระดับเหมาะสม ซึ่งการควบคุมส่วนนี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ค่าออกซิเจนคงที่และระบบทำงานได้เสถียรขึ้นค่ะ 3. ลดภาระอินทรีย์ ลดภาระอินทรีย์ในที่นี้ผู้เขียนหมายถึงการลดปริมาณสารอินทรีย์ที่ไหลเข้าสู่ถังเติมอากาศค่ะ เพราะยิ่งมีสารอินทรีย์มาก จุลินทรีย์ก็ยิ่งต้องใช้ออกซิเจนมากในการย่อยสลาย จึงส่งผลให้ค่าออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว หากลดภาระตั้งแต่ต้นทางได้ ระบบจะทำงานเบาลง เสถียรขึ้น และไม่จำเป็นต้องเพิ่มการเติมอากาศมากเกินไปนะคะ ซึ่งแนวทางที่สามารถทำได้ คือ ควบคุมกระบวนการไม่ให้ปล่อยน้ำเสียเข้าระบบแบบกระชาก ลดการทิ้งของเสียเข้าท่อโดยตรง และใช้บ่อพักน้ำเสียเพื่อปรับความสม่ำเสมอก่อนเข้าสู่ถังเติมอากาศ รวมถึงแยกของเสียที่มีความเข้มข้นสูงออกจัดการเฉพาะส่วน หากน้ำที่เข้าสู่ระบบมีความสม่ำเสมอ ไม่เข้มข้นเป็นช่วงๆ และไม่มีกลิ่นรุนแรง แสดงว่าภาระอินทรีย์ถูกควบคุมได้ดี ซึ่งจะช่วยให้ค่าออกซิเจนคงที่และระบบเดินได้อย่างราบรื่นค่ะ 4. เพิ่มการกวนผสม เพิ่มการกวนผสมคือการทำให้น้ำและตะกอนจุลินทรีย์ในถังเติมอากาศเคลื่อนไหวและกระจายตัวอย่างทั่วถึง เพื่อไม่ให้เกิดจุดอับที่ออกซิเจนเข้าไม่ถึงค่ะ หากบางบริเวณนิ่งเกินไป จุลินทรีย์จะขาดออกซิเจนเฉพาะจุด แม้ว่าบริเวณอื่นจะมีอากาศเพียงพอแล้วก็ตาม การกวนที่ดีช่วยให้อากาศกระจายสม่ำเสมอและจุลินทรีย์สัมผัสกับสารอินทรีย์ได้ทั่วถึง โดยแนวทางปฏิบัติที่สามารถทำได้ เช่น ปรับตำแหน่งหัวจ่ายลม เพิ่มเครื่องกวนใต้น้ำ หรือจัดทิศทางการไหลของน้ำใหม่ให้หมุนเวียนดีขึ้น หลังปรับแล้วควรสังเกตว่าน้ำในบ่อเคลื่อนไหวทั่วถึง ไม่มีคราบตะกอนสะสมตามมุมบ่อ และไม่มีกลิ่นเฉพาะจุด หากตะกอนไม่ลอย ไม่จับตัวผิดปกติ และระบบทำงานนิ่งขึ้น แสดงว่าการกวนผสมมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการรักษาระดับออกซิเจนละลายในน้ำได้ดีนะคะ 5. เพิ่มความลึกของระดับน้ำในถังเติมอากาศ เพิ่มความลึกของระดับน้ำในถังเติมอากาศ คือ การทำให้อากาศที่ปล่อยจากก้นถังมีระยะทางลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำนานขึ้นค่ะ เพราะเมื่อฟองอากาศใช้เวลาลอยตัวนานขึ้น ออกซิเจนก็มีโอกาสละลายในน้ำมากขึ้นตามไปด้วย วิธีนี้จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายเทออกซิเจนโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณลมมากนัก และเป็นการปรับที่อาศัยหลักธรรมชาติของการสัมผัสระหว่างอากาศกับน้ำนะคะ ซึ่งแนวทางปฏิบัติที่ทำได้ในสถานการณ์จริง เช่น ปรับระดับน้ำในถังเติมอากาศให้สูงขึ้น หากโครงสร้างถังรองรับ หรือออกแบบถังให้มีความลึกมากขึ้นตั้งแต่ต้นในกรณีโครงการใหม่ ก่อนดำเนินการควรตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างและระบบระบายน้ำล้น หลังปรับแล้วควรสังเกตว่าฟองอากาศกระจายตัวสม่ำเสมอ น้ำไม่ล้นหรือไหลผิดปกติ และค่าออกซิเจนมีความเสถียรมากขึ้น หากระบบเดินนิ่งขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มกำลังเครื่องเป่าลมมาก แสดงว่าการเพิ่มความลึกช่วยได้อย่างเหมาะสมค่ะ 6. ปรับอัตราส่วนอาหารต่อจุลินทรีย์ การปรับอัตราส่วนอาหารต่อจุลินทรีย์ คือการรักษาสมดุลระหว่างปริมาณสิ่งสกปรกที่ไหลเข้าสู่ระบบกับจำนวนจุลินทรีย์ในถังเติมอากาศค่ะ ถ้าหากมีอาหารมากเกินไปเมื่อเทียบกับมวลจุลินทรีย์ จุลินทรีย์จะใช้ออกซิเจนอย่างรวดเร็วจนค่าออกซิเจนลดลงนะคะ แต่ถ้ามีจุลินทรีย์มากเกินไปเมื่อเทียบกับอาหาร ก็อาจสิ้นเปลืองออกซิเจนโดยไม่จำเป็น ดังนั้นการรักษาสัดส่วนให้พอดีจะช่วยให้ระบบทำงานสมดุลและเสถียรขึ้นได้ และแนวทางปฏิบัติจริงที่สามารถทำได้ คือ การควบคุมปริมาณน้ำเสียที่เข้าสู่ระบบให้สม่ำเสมอ เพิ่มหรือลดปริมาณตะกอนที่หมุนเวียนกลับเข้าถัง และระบายตะกอนส่วนเกินตามความเหมาะสม หลังปรับแล้วควรสังเกตว่าตะกอนมีลักษณะจับตัวดี ไม่ฟูหรือยุบตัวผิดปกติ น้ำไม่มีกลิ่น และค่าออกซิเจนในถังคงที่ หากระบบตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโหลดได้ดีและคุณภาพน้ำทิ้งสม่ำเสมอ แสดงว่าสัดส่วนอาหารต่อจุลินทรีย์อยู่ในระดับที่เหมาะสมค่ะ 7. ลดปริมาณของแข็งและไขมันก่อนเข้าสู่ถังเติมอากาศ การลดปริมาณของแข็งและไขมันก่อนเข้าสู่ถังเติมอากาศ คือ การกำจัดสิ่งสกปรกชิ้นใหญ่ ไขมัน และคราบน้ำมันออกจากน้ำเสียตั้งแต่ขั้นตอนต้นทาง เพื่อไม่ให้ภาระตกไปอยู่ที่ถังเติมอากาศโดยตรงค่ะ เพราะของแข็งและไขมันต้องใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายสูง และยังอาจเคลือบผิวตะกอนจุลินทรีย์ ที่จะทำให้การรับออกซิเจนลดลง หากลดสิ่งเหล่านี้ได้ก่อน ระบบจะทำงานเบาลงและรักษาระดับออกซิเจนได้ง่ายขึ้นนะคะ โดยแนวทางปฏิบัติที่หน้างาน เช่น ตรวจสอบตะแกรงดักขยะให้ทำงานดี แยกไขมันด้วยบ่อดักไขมันหรือระบบแยกเฉพาะทาง และดูแลถังตกตะกอนขั้นต้นให้มีประสิทธิภาพสม่ำเสมอ หลังปรับปรุงแล้วควรสังเกตว่าน้ำที่ไหลเข้าถังเติมอากาศใสขึ้น มีคราบไขมันลดลง และไม่มีกลิ่นแรงผิดปกติ หากตะกอนไม่ลอยเป็นแผ่นมันๆ และค่าออกซิเจนไม่ตกง่าย แสดงว่าการลดของแข็งและไขมันก่อนเข้าสู่ระบบช่วยได้อย่างชัดเจนค่ะ 8. ใช้เครื่องเติมอากาศแบบผิวน้ำ การใช้เครื่องเติมอากาศแบบผิวน้ำ คือ การติดตั้งอุปกรณ์ที่หมุนหรือพ่นน้ำขึ้นมาบนผิวน้ำ เพื่อให้น้ำสัมผัสกับอากาศโดยตรงและรับออกซิเจนกลับลงสู่บ่อค่ะ วิธีนี้ช่วยเพิ่มออกซิเจนได้รวดเร็ว เหมาะในกรณีที่ค่าออกซิเจนลดลงกะทันหัน หรือระบบต้องการเสริมอากาศเพิ่มเติมจากเดิม ซึ่งในระหว่างการทำงานเราจะเห็นน้ำกระจายและเกิดการไหลเวียนทั่วบ่อ ทำให้ชั้นน้ำไม่แยกตัวและลดจุดอับอากาศได้นะคะ โดยแนวทางปฏิบัตินั้นให้เลือกขนาดเครื่องให้เหมาะกับปริมาตรบ่อ ติดตั้งในตำแหน่งที่ช่วยให้การไหลเวียนครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด และตรวจสอบฐานยึดให้มั่นคงเพื่อลดแรงสั่นสะเทือน หลังติดตั้งแล้วควรสังเกตว่าน้ำหมุนเวียนทั่วถึง ไม่มีกลิ่นอับ และตะกอนไม่นอนก้นเป็นหย่อมๆ หากระบบกลับมาทำงานนิ่งและค่าออกซิเจนไม่ตกง่าย แสดงว่าเครื่องเติมอากาศแบบผิวน้ำช่วยเสริมได้อย่างเหมาะสม แต่ก็ควรใช้อย่างพอดีเพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองพลังงานเกินความจำเป็นค่ะ 9. รักษาอายุของตะกอนจุลินทรีย์ให้พอเหมาะ การรักษาอายุของตะกอนจุลินทรีย์ให้พอเหมาะ คือ การควบคุมระยะเวลาที่ตะกอนจุลินทรีย์หมุนเวียนอยู่ในระบบค่ะ ที่ไม่ให้สั้นหรือนานเกินไป เพราะถ้าหากตะกอนอายุน้อยเกินไป จุลินทรีย์อาจยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ย่อยสลายสิ่งสกปรกได้ไม่ดี แต่ถ้าเก็บไว้นานเกินไป จุลินทรีย์จะเริ่มใช้ออกซิเจนเพื่อการดำรงชีวิตมากกว่าการบำบัดน้ำเสีย แม้มีอาหารเหลือน้อย ก็ส่งผลให้ค่าออกซิเจนลดลงโดยไม่จำเป็นค่ะ ซึ่งแนวทางปฏิบัติคือปรับการระบายตะกอนส่วนเกินอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมปริมาณตะกอนที่หมุนเวียนกลับเข้าสู่ถังเติมอากาศให้สมดุล ควรติดตามลักษณะตะกอน เช่น การจับตัว ความหนาแน่น และความสามารถในการตกตะกอน หากตะกอนดูปกติ ไม่ลอยหรือแตกตัวง่าย น้ำไม่มีกลิ่นผิดปกติ และระบบตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของน้ำเสียได้ดี แสดงว่าอายุของตะกอนอยู่ในช่วงที่เหมาะสมและช่วยให้การใช้ออกซิเจนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนะคะ ที่โดยสรุปแล้วการเพิ่มออกซิเจนในระบบบำบัดแบบเลี้ยงตะกอน ไม่ได้หมายถึงการเพิ่มลมเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่คือการจัดสมดุลทั้งระบบ ตั้งแต่การควบคุมปริมาณตะกอนจุลินทรีย์ การรักษาอายุของตะกอน การปรับสัดส่วนอาหารให้เหมาะสม ไปจนถึงการลดภาระสิ่งสกปรกตั้งแต่ต้นทาง เพราะเมื่อภาระอินทรีย์ไม่มากเกินไปและมวลจุลินทรีย์อยู่ในระดับพอดี ความต้องการใช้ออกซิเจนก็จะไม่พุ่งสูงจนควบคุมไม่ได้ ทำให้ระบบเดินนิ่งและมีเสถียรภาพมากขึ้นค่ะ และหัวใจสำคัญคือการสังเกตและปรับอย่างต่อเนื่อง เติมอากาศให้พอดีกับความต้องการจริง ไม่มากจนสิ้นเปลืองพลังงาน และไม่น้อยจนเกิดกลิ่นหรือคุณภาพน้ำลดลง หากน้ำไม่มีกลิ่น ตะกอนจับตัวดี และน้ำทิ้งมีคุณภาพสม่ำเสมอ นั่นสะท้อนว่าระดับออกซิเจนและสมดุลของระบบอยู่ในจุดที่เหมาะสมแล้ว ดังนั้นการมองภาพรวมทั้งกระบวนการจึงเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่าการแก้ไขเฉพาะจุดเพียงด้านใดด้านหนึ่งนะคะ สำหรับผู้เขียนเป็นคนที่มีประสบการณ์เรื่องนี้ และได้ไปแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสียแบบเลี้ยงตะกอนมาหลายแห่ง ที่ส่วนใหญ่เป็นของโรงพยาบาล โดยคำว่า “เลี้ยงตะกอน” นั้น เป็นคำกว้างๆ ที่ใช้เรียกหลักการการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียนะคะ ได้หมดทั้งเอสบีอาร์ คลองวนเวียนหรือระบบที่เรียกว่าเลี้ยงตะกอนโดยตรงก็ได้ ซึ่งทุกระบบที่กล่าวมามีหลักการทำงานเหมือนกัน เพียงแต่ถังปฏิกิริยา เครื่องเติมอากาศ และส่วนตกตะกอนหน้าตาแตกต่างกันเท่านั้น โดยคนที่รู้เรื่องระบบบำบัดน้ำเสียแบบเลี้ยงตะกอนเชิงลึก ส่วนมากจะโฟกัสไปที่กระบวนการบำบัดค่ะ เพราะอย่างอื่นไม่ได้มีอะไรซับซ้อน โดยปัญหาออกซิเจนต่ำเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยๆ ในการควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียแบบนี้ โดยทั้ง 9 ข้อที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้นั้น ผู้เขียนได้มีประสบการณ์มาหมดแล้วค่ะ ซึ่งบางแห่งต้องเพิ่มถังบำบัดขั้นต้นต่อจากบ่อสูบน้ำเสีย บางสถานการณ์ต้องเพิ่มเครื่องเติมอากาศผิวน้ำ บางโรงพยาบาลต้องนั่งเฝ้าตะกอนทั้งคืน เพื่อหาจุดที่สมดุลก่อนส่งต่อการดูแลให้กับผู้ดูแลระบบค่ะ หลากหลายมากค่ะ แล้วแต่สถานการณ์ว่าตอนนั้นเราเจออะไร โดยข้อมูลที่เราเจอจะถูกนำมาประเมินและเชื่อมโยงเพื่อหาแนวทางการแก้ไขตามที่ได้เสนอไว้ข้างต้นในบทความนี้ค่ะ #ออกซิเจนละลายน้ำ #DO #การดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย #ระบบเลี้ยงตะกอน #การบำบัดน้ำเสีย เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก AI Generated และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา: ภาพที่ 1, ภาพที่ 2, ภาพที่ 3 และภาพที่ 4 AI Generated โดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 10 ปัญหาที่พบได้บ่อย ในระบบบำบัดน้ำเสียคลองวนเวียนโรงพยาบาล ระบบบำบัดน้ำเสียแบบเอสบีอาร์ (Sequencing Batch Reactor; SBR) การย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ด้วยจุลินทรีย์แบบใช้อากาศ