ข่าวเด็กเสียชีวิตจากกลืนแบตเตอรี่แบบเม็ดกระดุม พบได้ทุกปีทั่วโลก และดูเหมือนว่ายังไม่มีท่าทีลดลง ขึ้นชื่อว่าอุบัติเหตุ คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ยิ่งหากเหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นกับเด็กน้อย ที่ยังไม่รู้เรื่องราวอะไร ยิ่งทำให้คนเป็นพ่อแม่ ปวดใจและทุกข์ใจไม่น้อยทีเดียว สำหรับสหรัฐอเมริกา พบว่ามีเด็กเกิดอุบัติเหตุกลืนแบตเตอรี่แบบเม็ดกระดุมมากกว่า 3,500 รายต่อปี ส่วนประเทศอังกฤษ พบว่ามีเด็กที่เสียชีวิตจากการกลืนแบตเตอรี่แบบเม็ดกระดุม 2 รายต่อปี ถึงแม้ว่าจะดูไม่มาก แต่ถ้าเกิดขึ้นกับครอบครัวใดแล้ว ก็สร้างความเสียใจให้กับคนเป็นพ่อแม่มากที่สุดเลยค่ะ ถ่านแบตเตอรี่แบบเม็ดกระดุม เป็นถ่านที่มักใช้กับของเล่นเด็กที่มีเสียง เช่น ตุ๊กตา, ของเล่นหุ่นยนต์, หนังสือเสียง, นาฬิกาข้อมือ หรือเกม ปกติแล้วเด็กจะไม่ค่อยได้เห็นถ่านเม็ดกระดุมแบบนี้ แต่ถ้าวันไหนของเล่นแบตเตอรี่หมด แล้วถึงเวลาต้องเปลี่ยน พ่อแม่ผู้ปกครองจัดการเปลี่ยนให้แล้วลืมทิ้งแบตเตอรี่เก่าไว้ในห้อง เมื่อ เด็กไปเห็น อาจจะนึกว่าขนม หยิบเข้าปากไป ก็อาจจะเป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุด เหมือนตัวอย่างเด็กจากประเทศอังกฤษ Sophie Skill เด็กหญิงอายุสองปี ถูกนำส่งโรงพยาบาลทันที หลังจากที่แม่รู้ว่าเธอกลืนอะไรบางอย่างลงไป และเริ่มร้องไห้ผิดปกติ แพทย์ทำการเอ็กซเรย์ทันที และพบว่าแบตเตอรี่ได้ทำลายหลอดอาหารของเธอ เกิดการไหม้ บวมและติดเชื้อในเวลาต่อมา เธอต้องได้รับการผ่าตัดหลายครั้ง และรักษาตัวอีกหลายเดือน แต่ในเคสของเธอยังรอดชีวิตมาได้ เรื่องนี้จึงสามารถเป็นอุทธาหรณ์ สำหรับ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู หรือพี่เลี้ยง ที่เป็นผู้ดูแลเด็ก ว่าอย่าประมาทวางแบตเตอรี่แบบเม็ดกระดุมไว้ใกล้เด็ก ถ้าต้องการมีไว้ติดบ้านสำหรับไว้สำรอง ก็ควรเก็บใส่บรรจุภัณฑ์ให้ดี พ้นมือเด็กมากที่สุด เพราะเราจะได้ไม่เสียใจทีหลัง มีข้อแนะนำดังนี้ 1.ตรวจเช็คสิ่งของต่างๆ ที่ต้องใช้แบตเตอรี่แบบเม็ดกระดุม ว่าขันน๊อตแน่นหนาแล้ว และอยู่ในสภาพใช้งานได้ 2.ต้องแน่ใจว่าแบตเตอรี่สำรองที่เราซื้อมา อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท ไม่ขาดหรือหลุดออกมา 3.เมื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่แล้ว ควรทิ้งให้ห่างจากมือเด็ก หรือใส่ถุงแยกทิ้งต่างหาก 4.ถ้าคุณเห็นว่าเด็กแสดงอาการแปลกๆ คือรู้สึกเหมือนอะไรติดคอ พยายามไอ หรือร้องไห้ผิดปกติ ให้รีบสังเกตและนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพราะถ้าแบตเตอรี่เม็ดกระดุมติดอยู่ที่หลอดอาหาร ก็จะทำให้เกิดอันตรายและเสียชีวิตได้ รูปภาพทั้งหมดโดย Lek-Farmfunbook ขอบคุณแหล่งอ้างอิง www.dailymail.co.uk