เรื่องความสำเร็จของคนเราเกิดได้หลายปัจจัย หนังสือเล่มนี้จะพูดถึงเรื่องของสมอง จิตใต้สำนึก สติและการเจริญภาวนาในแบบพุทธ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของวิบากกรรมที่ฝืนเอาชนะด้วยความเพียรไม่ได้ เช่น ส่วนสูงไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ตาบอดสี ฯลฯ เราจึงต้องหาความสำเร็จด้านอื่นแทน ทันตแพทย์สม สุจีรา จึงถ่ายทอดประเด็นเหล่านี้ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และทางธรรมะว่าความสำเร็จเหล่านี้ต้องมีกำลังสติเป็นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานประจำ การเงิน ความรัก สุขภาพ ก็เกี่ยวข้องกับสติทั้งสิ้น ความชื่นชอบและประทับใจของครีเอเตอร์ 1.หัวใจสําคัญของการกําหนดสติอยู่ที่ความต่อเนื่อง เมื่อ มองความรู้สึกอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากการต่อต้านกลับจะทําให้สามารถควบคุมมันได้ “การตั้งสติตามดูจิตอย่างจดจ่อจริงๆ โดยไม่คิดไปเปลี่ยนแปลงแก้ไข ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นก็คือ ความรู้สึกนั้นๆ จะค่อยๆ เลือนหายไปเอง เคล็ดลับก็คือ อย่าอยากให้มันหาย เพราะถ้ายิ่งอยากมันจะยิ่งไม่หาย แต่ความรู้สึก เหล่านี้มันขี้อาย พอรู้ว่าเราจ้องอยู่ มันจะหลบไปทันที แล้ว ค่อยๆผลุบๆ โผล่ๆ รอออกมาตอนที่เราขาดสติ 2.จุดที่สําคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการฝึกสติก็คือ อย่าตั้งใจเพ่งจนเกินไป หรือพยายามฝืนความรู้สึก ฝืนความคิดตัวเอง ด้วย เข้าใจว่าความรู้สึกที่ไม่ดีเหล่านั้น เช่น ราคะ โทสะ โมหะ รัก โลภ โกรธ หลง อิจฉาริษยา ฯลฯ ไม่ควรผุดขึ้นมาในใจ รวมไปถึงความคิดฟุ้งซ่าน คิดลบ ความคิดที่ไม่ดีทั้งหลายก็ไม่ควร เกิดขึ้นในสมอง จึงพยายามไปกด ไปบังคับ หรือเปลี่ยนแปลง ความคิด ความรู้สึกของตัวเองอยู่ตลอดเวลา การไปกดไว้เช่นนั้น กลับจะทําให้ไม่สามารถเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของร่างกาย และจิตใจอย่างที่เป็น ซึ่งในแต่ละคนจะมีลักษณะไม่เหมือนกัน ในเมื่อจับจริตของตัวเองไม่ได้ ก็จะไม่เข้าใจธรรมชาติตามแบบฉบับของตน 3.ธรรมชาติสร้างมนุษย์ขึ้นมาทําไม มีจุดประสงค์อะไร เพราะจากการวิเคราะห์ ไม่ว่าจะใช้หลักวิทยาศาสตร์แบบทฤษฎีวิวัฒนาการ ของชาร์ลส์ ดาร์วิน หลักทางพันธุศาสตร์ของเกรกอร์ เมนเดล หรือหลักทางคณิตศาสตร์ตามกฎของความน่าจะเป็น โอกาสที่จะเกิดมนุษย์ขึ้นมาแบบนี้เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าไม่มีพลังพิเศษอะไร บางอย่างที่มากําหนดทิศทางให้เป็น คําถามเช่นนี้เป็นปัญหา โลกแตก พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นเรื่องอจินไตย คือมิอาจรู้ได้ ด้วยปัญญาจากการศึกษา ดังนั้น สําหรับผู้ที่ยังไม่บรรลุภาวนา ปัญญาญาณไม่ควรคิด เพราะมีแต่จะทําให้ฟุ้งซ่าน คิดไม่แตก สับสน และเสียสติไปในที่สุด 4.-“อจินไตย” เป็นเรื่องที่ไม่ควรคิด แต่พระพุทธองค์ทรง * พยายามชี้ทางสายเอกแห่งมรรค ซึ่งมุ่งไปสู่ความจริงแท้ทั้งหมด ของจักรวาล เมื่อบรรลุถึงระดับนั้น จะสามารถหยั่งรู้และเข้าใจ ทุกสิ่งได้เองโดยอัตโนมัติ และก้าวแรกของการฝึกเดินเพื่อมุ่งสู่ ทางสายเอกสายนี้ก็คือ การฝึกสติจับ “ความรู้สึก” ให้ได้ ความลับทั้งหมดซ่อนอยู่ที่นั่น 5.“การคิดบ่อยๆซ้ำๆ จนกลายไปเป็นความรู้สึกจะทําให้สามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยบางอย่างได้ ความรู้สึกใหม่จะเหนี่ยวนําให้ ร่างกายปรับระบบฮอร์โมน สารเคมีภายในร่างกายไปตามความรู้สึกนั้น แม้แต่เรื่องธรรมดาอย่างการตื่นนอน ถ้าคิดจนลงไปเป็น ความรู้สึกได้ว่า พรุ่งนี้จะตื่นตีห้า พอถึงเวลานั้นสมองซีกขวา จะปลุกให้ตื่นได้เองโดยอัตโนมัติและตรงเวลาด้วย แม้ว่าสมองซีกขวาจะไม่ชอบตัวเลข แต่ความรู้สึกของมันสามารถกะเวลาได้อย่างไม่ผิดพลาด 6.ความอยากกับความเชื่อเป็นความรู้สึกที่อยู่คนละขั้ว และส่งผลไปคนละทิศ แต่เส้นแบ่งของมันใกล้ชิดกันเหลือเกิน บางคน เกิดคําถามขึ้นในใจว่า ให้เชื่อว่าจะรวย โดยไม่อยากรวย เป็นไป ได้อย่างไร หลายคนไม่สามารถแยกความอยากกับความเชื่อออก จากกันได้ เหมือนกับไม่สามารถแยกฉันทะออกจากตัณหา ถ้าเช่นนั้นโอกาสประสบความสําเร็จแทบไม่มี แน่นอนว่า จุดเริ่มต้นอาจจะมาจากความอยาก แต่ผู้ที่มีปัญญาจะต้องเปลี่ยนความอยากให้เป็นความเชื่อ เช่น นักกีฬาที่จะลงแข่ง ทุกคนต้องอยากชนะ แต่เมื่อมีการฝึกซ้อมหนักมากขึ้น เท่าไร ความเชื่อว่าจะชนะยิ่งมากขึ้น นักกีฬาคนไหนที่ไม่ซ้อม และยังเที่ยวดึกในคืนก่อนวันแข่งขัน แล้วบอกกับตัวเองว่า ได้ ปฏิบัติตามขั้นตอน ขอ เชื่อ รับ ของ “เดอะซีเคร็ต” เรียบร้อย แล้ว เขาเชื่อว่าเขาจะชนะ พรุ่งนี้ต้องชนะ ความเชื่อเช่นนั้นคือ การหลอกตัวเอง ถ้าเขาปฏิบัติตัวแบบนั้น ใจจริงลึกๆ เขาไม่ได้เชื่อว่าจะชนะ แต่อยากชนะมากกว่า 7.คนที่มีบุญเก่าอยู่มากจะเกิดความรู้สึกดีๆ ผุดขึ้นมาโดย ไม่ต้องฝึกสติ เช่น การเห็นผู้อื่นประสบความสําเร็จ เขาจะเกิด ความรู้สึกเชื่อว่า ตัวเองก็มีความสามารถที่จะประสบความสําเร็จ ระดับนั้นได้ ความรู้สึกนี้จะทําให้เขาชื่นชม ศรัทธาผู้ที่ประสบ ความสําเร็จจากใจจริง และเมื่อจิตเป็นนาย กาย (สมอง) เป็นบ่าว จิตจะเหนี่ยวนําให้สมองใช้พลังไปในทางสร้างสรรค์ วิเคราะห์หา ส่วนดี ส่วนเด่น เหตุ ปัจจัยของบุคคลที่ชื่นชมอยู่ และเกิดการ ถ่ายทอดคุณสมบัตินั้นเข้าสู่ตัวโดยอัตโนมัติ ในทางตรงกันข้าม อารมณ์อิจฉาริษยาคืออารมณ์ด้านลบ มันจะไปผลักส่วนดีของ ผู้ประสบความสําเร็จออกไปหมด แล้วไปดูดส่วนลบ (คนเรามีทั้ง บวกและลบ) ของคนคนนั้นเข้าหาตัว 8.มีหลายคนเข้าใจผิดว่า ความอิจฉาทำให้เกิดแรงขับ ความจริงแล้วตรงกันข้าม มันกลับเป็นแรงเสียดทาน ซึ่งในทางพุทธศาสนาเรียกว่าตัณหา แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต้องเป็นความเชื่อมั่นโดยปราศจากความอยาก ความอิจฉา เพราะผู้ที่เชื่อจะไม่อยาก เช่น นักเรียนที่เชื่อว่าตัวเองจะสอบได้ ก็จะมีกำลังใจในการทบทวนบทเรียน ใครที่ยิ่งอยากสอบได้ แสดงว่าไม่เชื่อว่าตัวเองจะสอบได้ ความลับของผู้ที่ประสบความสำเร็จก็คือ เขาสามารถเปลี่ยนความอยากให้เป็นความเชื่อ เปลี่ยนตัณหาให้เป็นฉันทะ เป็นแรงบันดาลใจ 9.อย่างไรก็ตาม กรรมบางอย่างก็รุนแรงเกินไปกว่าที่ภาพแห่งความรู้สึกจะฝืนได้ แม้ว่าจะสามารถสร้างความรู้สึกราวกับว่าได้รับสิ่งนั้นแล้วก็ตาม เช่น ถ้าคุณสูง 150 เซนติเมตร แต่สร้างภาพแห่งความรู้สึกชัดเหลือเกินว่าจะเป็นแอร์โฮสเตสซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะความสูงไม่ถึง การสร้างความรู้สึกของคุณจะไม่ส่งผลในภพปัจจุบัน เพราะกรรมเก่ายังมีอิทธิพลอยู่....ต้องยอมรับว่า กรรมพันธุ์ก็มีส่วนทำให้ภาพแห่งความสำเร็จบางอย่างเป็นไปไม่ได้ สติสัมปชัญญะจะช่วยให้ภาพแห่งความรู้สึกอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง มีความสำเร็จอีกมากมายที่สอดคล้องกับบุคลิกภาพ ความถนัด รูปร่าง หน้าตา พยายามค้นหาโอกาสและศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม แล้วค่อยสร้างความรู้สึกแห่งความสำเร็จขึ้นใหม่อีกครั้ง 10.การหยั่งรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรู้จักคิดแบบองค์รวมเท่านั้น เพราะผลที่จะเกิดขึ้นย่อมมาจากเหตุและปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งอดีต ปัจจุบัน และที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต การมองแคบจะทำให้ไม่เห็นความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของปัจจัยทั้งหมดที่จะเชื่อมโยงกันอย่างรอบด้าน ส่งผลให้การคาดหมายอนาคตผิดพลาดไป 11.การหยั่งรู้กับไหวพริบจะมาคู่กัน เมื่อหยั่งรู้บ่อยเข้าๆ จิตจะไวมากขึ้น มีเหตุอะไรก็สามารถวินิจฉัยและตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เป็นการตัดสินใจที่ให้เหตุผลไม่ได้ จนกว่าจะเกิดความ สำเร็จขึ้นมาแล้วจึงค่อยคิดย้อนกลับมาวิเคราะห์เหตุผลได้ภายหลัง 12.ความต้องการในระดับสูงสุดของมนุษย์คือ ความต้องการในการเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ มีสุขภาพจิตที่ดี เห็นโลกตามความเป็นจริง รู้เหตุปัจจัยที่ทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่รู้สึกกลัว โกรธ วิตกกังวล ลังเลสงสัย ฯลฯ อย่างไร้สาระ เมื่อเข้าสู่สภาวะนี้จะพบกับสัจธรรมของชีวิต ไม่ยึดติดกับทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียงเกียรติยศที่มีอยู่ และแม้ในภายหลังถ้ามีเหตุต้องสูญเสียไปก็จะไม่ทุกข์ร้อนทุรนทุราย เห็นว่าการมีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ผู้บรรลุระดับนี้จะรู้สึกเฉยๆ กับคำสรรเสริญเยินยอ และในทางกลับกันก็รู้สึกเฉยๆกับคำติฉินนินทาด้วย เพราะพบกับความจริงว่า คนที่หลงไปกับสุขมากเท่าไร เมื่อถึงเวลากลับกันก็จะทุกข์มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเขาจะอยู่เหนือความต้องการในระดับที่ 4 ของมาสโลว์ 13.แน่นอนว่าในชีวิตของคนทุกคนจะต้องประสบพบเจอกับคนไม่ดีที่มาทำร้ายทั้งกาย วาจา และใจ การจะไปขอบคุณทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายถูกทำร้ายคงต้องฝืนใจน่าดู แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งจะเกิดความรู้สึกขอบคุณที่เขาทำให้เราเข้าใจจริตของมนุษย์มากขึ้น ขอบคุณที่ทำให้เรารู้ว่าโลกไม่ได้บริสุทธิ์อย่างที่คิด จิตมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง ต่อไปจะได้ระวังตัวมากขึ้น ความรู้สึกนี้จะทำให้เกิด“การให้อภัย” การให้อภัยไม่ใช่การไปเปลี่ยนคนไม่ดีให้เป็นคนดี 14.แต่การให้อภัยเป็นการถอนพิษร้ายที่ถูกคนไม่ดีฝังไว้ในใจเราออกไป ในขณะเดียวกันก็เกิดสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาหรือป้องกันตัวได้มากขึ้น สามารถที่จะพัฒนาตนไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า โดยที่ไม่ไปยุ่งเกี่ยวข้องแวะกับคนแบบนั้นอีก วิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้นิสัยคนคือการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ที่สำคัญคือต้องเรียนรู้ด้วยสติ และมองไปที่นามธรรม เช่น ความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ ความโลภ ฯลฯ อย่าไปยึดติดกับตัวตนหรือรูปธรรมของคนที่มีนิสัยแบบนั้น แต่ให้จำลักษณะทางนามธรรมไว้ เพราะจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับคนอื่นๆ ได้ เมื่อเกิดปัญญา จะพบว่า ถ้ามีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับคนแปลกหน้าเพียงไม่กี่ครั้ง สติก็จะจับได้ว่าคนคนนั้นมีโลภะ โทสะ โมหะ ราคะ ฯลฯ ระดับไหน และบอกให้เราหลีกเลี่ยงเองโดยอัตโนมัติ 15.การทวงบุญคุณ จิตใต้สำนึกจะบันทึกว่าเป็นทุกข์ แต่ผู้รับมีความสุข (ผู้ให้จึงต้องทวงบุญคุณ) มันจะเข้าใจผิดว่าผู้ให้ต้องการมีสภาพเช่นเดียวกับผู้รับ และเหนี่ยวนำให้ตกอยู่ในสภาพนั้นบ้างในอนาคต ความลับก็คือ ขณะทำทานพยายามคิดดี เก็บความรู้สึกดีๆไว้กับตัวให้มากที่สุด และสร้างความรู้สึกดีๆ ให้เกิดแก่คนอื่นๆมากที่สุดโดยไม่คิดทวงบุญคุณ ผลบุญนั้นจะสะท้อนกลับอย่างแน่นอน และบางทีสามารถเห็นผลได้ในชาติภพเดียว 16.คนเราเกิดมาแล้วจนนับภพชาติไม่ถ้วน พระพุทธองค์ตรัสว่า ถ้าเอากระดูกของแต่ละชาติมารวมกัน จะได้กองกระดูกขนาดใหญ่เท่ากับภูเขาย่อมๆลูกหนึ่งเลยทีเดียว ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในแต่ละชาติจึงเป็นเพียงเรื่องสมมติ ตราบใดที่ยังไม่เข้าถึงความสำเร็จที่จริงแท้ มนุษย์ก็ยังจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ 31 ภพภูมินี้ อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนแห่งสังสารวัฏ แต่ขอให้การเกิดใหม่ในแต่ละชาติประสบแต่ความสุขความสำเร็จ ก็น่าจะพอใจได้ในระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานมากมายกับการดำรงชีวิตอยู่ในภพชาตินั้น ถ้าจะมาวิเคราะห์ความสำเร็จทางโลกทั้งหมด ไม่ว่าการเรียนเก่ง ตำแหน่งหน้าที่การงานสูง มีธุรกิจใหญ่โต ทรัพย์สินมากมาย มีครอบครัวที่อบอุ่น ฯลฯ ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากการมีกำลังสติที่สูงกว่าปกติ เพราะเมื่อมีสติก็จะทำให้เกิดปัญญาตามมาด้วยเสมอ สติปัญญานี่เองที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จแตกต่างกัน สรุปแล้ว..ความสำเร็จที่จริงแท้ของมนุษย์คือการบรรลุเข้าสู่มรรคผลและแม้จะไม่สามารถบรรลุได้ในชาติภพนี้ การจากโลกนี้ไปด้วยกำลังสติที่สูงขึ้นกว่าต้นทุนเก่าตอนเกิดมา ก็ถือได้ว่าไม่เสียชาติเกิด เพราะกำลังสติสามารถสะสมได้ และในการเกิดใหม่ ถ้ากำลังสติสูงขึ้น ชีวิตก็จะดีขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้าใครจากโลกนี้ไปอย่างขาดสติ จะต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ด้วยเหตุนี้สัตว์เหล่านั้นจึงไม่มีสติ จะได้ว่าความสำเร็จมีรายละเอียดอยู่เบื้องหลังที่เราอาจมองข้ามมันไป โดยรวมแล้วนี่ก็เป็นแรงจูงใจให้ครีเอเตอร์สนใจธรรมะมากขึ้น เพื่อความสำเร็จของชีวิตรอบด้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานานพอสมควร ทั้งในแง่ของการปรับตัว ปรับวิธีคิดและสะสมกำลังสติให้พอกพูนขึ้น เครดิตภาพ ภาพปก โดย Quang Nguyen Vinh จาก pexels.com ภาพที่ 1 และ 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 และ 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ เดอะท็อปพาวเวอร์ รีวิวหนังสือ เกิดเพราะกรรมหรือความซวย รีวิวหนังสือ HOW TO DIE ความตายออกแบบได้ เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !