โลกร้อนทำเต่าตัวผู้หาย! ลูกเต่าตัวเมียพุ่ง 90% นักวิทย์เตือนวิกฤตสืบพันธุ์ เสี่ยงเต่าทะเลสูญพันธุ์ในอนาคต

วิกฤตโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบต่อวงจรชีวิตของเต่าทะเลในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หลังนักวิทยาศาสตร์พบว่าอุณหภูมิชายหาดที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังเปลี่ยนแปลงสัดส่วนเพศของลูกเต่าที่ฟักออกจากไข่ โดยบางพื้นที่มีลูกเต่าเพศเมียสูงถึง 80–90% สร้างความกังวลว่าในอนาคตอาจเกิดภาวะขาดแคลนเต่าเพศผู้ จนกระทบต่อความสามารถในการสืบพันธุ์และการอยู่รอดของประชากรเต่าทะเล
บริเวณชายหาดอิซตูซู (Iztuzu) ทางตอนใต้ของประเทศตุรกี ซึ่งมีความยาวประมาณ 4 กิโลเมตร ถือเป็นแหล่งวางไข่สำคัญของเต่าหัวค้อน โดยทุกคืน นักวิทยาศาสตร์และอาสาสมัครจะผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าระวังรังไข่ พร้อมติดตั้งกรงป้องกันสัตว์นักล่า เพื่อช่วยให้ลูกเต่าฟักออกจากไข่และเดินทางลงทะเลได้อย่างปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามสำคัญในปัจจุบันกลับมาจากอุณหภูมิของทรายที่สูงขึ้น เพราะเพศของลูกเต่าทะเลถูกกำหนดโดยอุณหภูมิระหว่างการฟักไข่ หากอุณหภูมิสูงขึ้น ลูกเต่าจะมีแนวโน้มเป็นเพศเมียมากขึ้น ขณะที่อุณหภูมิต่ำกว่าจะเอื้อต่อการเกิดลูกเต่าเพศผู้
ไอเฟอร์ ชิริน (Ayfer Sirin) นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยอึสกือดาร์ เปิดเผยผลการศึกษาระยะเวลา 5 ปีว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้เต่าทะเลเริ่มวางไข่เร็วกว่าเดิม ใช้เวลาฟักไข่สั้นลง และมีลูกเต่าเพศเมียเพิ่มขึ้น โดยการศึกษาที่ชายหาดปาตารา (Patara) พบลูกเต่าเพศเมียเฉลี่ยประมาณ 70%
ขณะที่ยาคุป คาสกา (Yakup Kaska) นักชีววิทยาเต่าทะเล ระบุว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิภายในรังไข่เต่าบริเวณชายหาดอิซตูซูเพิ่มขึ้นเกือบ 1 องศาเซลเซียส และข้อมูลจากประชากรเต่าทะเลหลายพื้นที่พบว่า ลูกเต่าที่ฟักออกมาอาจเป็นเพศเมียสูงถึง 80–90%
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากอุณหภูมิยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้จำนวนเต่าเพศผู้ไม่เพียงพอต่อการผสมพันธุ์ในอนาคต นอกจากนี้ หากอุณหภูมิภายในรังไข่สูงกว่า 30 องศาเซลเซียส ยังเพิ่มความเสี่ยงที่ตัวอ่อนจะเสียชีวิตก่อนฟักออกจากไข่อีกด้วย
ปัจจุบันเต่าหัวค้อนถูกจัดให้อยู่ในสถานะมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ในระดับโลก แม้ประชากรในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจะฟื้นตัวจากมาตรการอนุรักษ์ แต่ภาวะโลกร้อนกำลังสร้างความท้าทายครั้งใหม่ โดยนักวิจัยยังพบว่าเต่าทะเลบางส่วนเริ่มขยับพื้นที่วางไข่ขึ้นไปทางเหนือ ซึ่งเป็นบริเวณที่ในอดีตไม่ค่อยพบการวางไข่มากนัก
นอกจากผลกระทบจากโลกร้อนแล้ว เต่าทะเลยังเผชิญภัยคุกคามจากอวนประมง ใบพัดเรือ และขยะพลาสติก โดยศูนย์ฟื้นฟูเต่าทะเลเดคาเมอร์ (Dekamer) ในตุรกี พบว่าเต่าทะเลประมาณ 60% ที่ถูกนำตัวเข้ารักษา มีเศษพลาสติกอย่างน้อย 5 ชิ้นอยู่ในระบบทางเดินอาหาร สะท้อนถึงปัญหามลพิษทางทะเลที่ยังคงรุนแรง
สถานการณ์นี้ยังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญก่อนการประชุม COP31 ซึ่งตุรกีจะเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยมีการเลือกเต่าหัวค้อนเป็นสัญลักษณ์ของการประชุม เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องมหาสมุทรและความหลากหลายทางชีวภาพ
นักวิทยาศาสตร์มองว่า เต่าทะเลเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสัตว์เหล่านี้สะท้อนถึงผลกระทบของวิกฤตภูมิอากาศต่อระบบนิเวศทั้งบนบกและในทะเล หากโลกยังคงร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชายหาดที่เคยเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตของเต่าทะเลมานานหลายล้านปี อาจกลายเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการสืบพันธุ์ของพวกมันในอนาคต