น้ำทะเลรุกแผ่นดินไทย กรุงเทพฯ เสี่ยงจม ไทยอาจมีจังหวัดติดทะเลเพิ่ม

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เรื่องน้ำทะเลหนุนสูงท่วมเมืองชายฝั่ง
น่ากลัวกว่าที่คิด เพราะอะไร และควรจัดการอย่างไร?
การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลกำลังกลายเป็นหนึ่งในภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงและใกล้ตัวกว่าที่หลายคนคาดคิด ไม่เพียงส่งผลต่อระบบนิเวศชายฝั่ง แต่ยังกระทบต่อชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของชุมชนมนุษย์ในระยะยาว สาเหตุสำคัญของปรากฏการณ์นี้เชื่อมโยงโดยตรงกับภาวะโลกร้อนและกิจกรรมของมนุษย์
ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นเกิดจากสองปัจจัยหลัก ได้แก่ การละลายของธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก รวมถึงการขยายตัวของน้ำทะเลตามธรรมชาติเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ทั้งสองกระบวนการเป็นผลจากภาวะโลกร้อน ซึ่งส่วนใหญ่มีต้นตอมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล รายงานปี 2018 ของโครงการวิจัยสภาพภูมิอากาศโลก (World Climate Research Programme: WCRP) ระบุว่า 42% ของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการขยายตัวของน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น ขณะที่ 21% มาจากการละลายของธารน้ำแข็งทั่วโลก และอีก 23% เกิดจากการละลายของแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลได้ทำให้ปัญหาน้ำท่วมชายฝั่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้มีประชากรทั่วโลกที่อาศัยอยู่ในชุมชนชายฝั่งเพิ่มขึ้นอีกกว่า 14 ล้านคน ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากน้ำท่วม ข้อมูลในปี 2023 ระบุว่า หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกยังคงดำเนินไปในอัตราปัจจุบัน ภายในสิ้นศตวรรษนี้ จำนวนผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมชายฝั่งอาจเพิ่มขึ้นถึง 73 ล้านคน
สำหรับประเทศไทย ปัญหาน้ำทะเลหนุนและการกัดเซาะชายฝั่งเกิดขึ้นแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง เช่น จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราช รวมถึงกรุงเทพมหานคร เขตบางขุนเทียน ซึ่งมีอัตราการกัดเซาะรุนแรงถึง 5–10 เมตรต่อปี ส่งผลให้สูญเสียที่ดินไปหลายพันไร่ งานวิจัยจากหลายหน่วยงานคาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 กรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น สมุทรปราการและสมุทรสาคร จะเผชิญกับน้ำทะเลหนุนรุนแรงมากขึ้นจนยากต่อการรับมือ และภายในปี 2100 พื้นที่ลุ่มต่ำในภาคกลางอาจจมอยู่ใต้น้ำถาวร ทำให้จังหวัดอย่างลพบุรี สระบุรี และอุทัยธานี กลายเป็นจังหวัดติดทะเลในอนาคต ปัจจุบันในช่วงวันข้างขึ้นและข้างแรม 15 ค่ำ ระดับน้ำทะเลหนุนสูงท่วมจังหวัดชายฝั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร โดยน้ำทะเลได้รุกคืบเข้าใกล้เขตเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
สาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลคือการขยายตัวทางความร้อนของมหาสมุทร อันเกิดจากอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้น โลกที่ร้อนขึ้นมีต้นตอจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกซึ่งปล่อยจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยประมาณ 90% ของก๊าซเหล่านี้ถูกดูดซับโดยมหาสมุทร ส่งผลให้อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มขึ้นและเกิดการขยายตัวของปริมาตรในเวลาต่อมา
การบรรเทาผลกระทบจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาพลังงานสะอาด ระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน ซึ่งล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรับมือกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล นอกจากนี้ นโยบายการใช้ที่ดินที่มุ่งอนุรักษ์ป่าไม้ซึ่งเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนขนาดใหญ่ของโลก และการส่งเสริมการปลูกป่าใหม่ก็มีบทบาทสำคัญ ปัจจุบันป่าไม้ทั่วโลกดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกือบ 16 พันล้านตันต่อปี และกักเก็บคาร์บอนรวมกว่า 861 กิกะตันในกิ่งก้าน ใบ ราก และดิน ซึ่งช่วยลดความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ และชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในมหาสมุทร การละลายของธารน้ำแข็ง และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
ในด้านการปรับตัว มาตรการสำคัญประกอบด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อปกป้องชุมชนเสี่ยงภัย การปลูกป่าชายเลนเพื่อป้องกันการกัดเซาะและดูดซับพลังงานคลื่น รวมถึงการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นขนานแนวชายฝั่งเพื่อลดน้ำท่วมและป้องกันคลื่นพายุ อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างสิ่งกีดขวางดังกล่าวมีความซับซ้อน ต้องอาศัยการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง และอาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบ เช่น การเพิ่มความรุนแรงของน้ำท่วมในพื้นที่นอกแนวป้องกัน หรือการกัดเซาะในบริเวณอื่น
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือการคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง ซึ่งทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำธรรมชาติ ช่วยดูดซับและกักเก็บน้ำท่วมไว้ชั่วคราว ด้วยความสามารถในการชะลอและควบคุมการไหลของน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำจึงมีบทบาทสำคัญในการลดความรุนแรงของน้ำท่วมและการกัดเซาะในพื้นที่ปลายน้ำ อีกทั้งยังช่วยปกป้องผู้คน ทรัพย์สิน โครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่เกษตรกรรม พร้อมสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ การย้ายถิ่นฐานของชุมชนจึงกลายเป็นทางเลือกที่จำเป็น ตัวอย่างเช่น ประเทศฟิจิที่รัฐบาลวางแผนย้ายหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านเนื่องจากภัยคุกคามจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ในปี 2014 ชาวบ้านประมาณ 140 คนจากหมู่บ้านวูนิโดโกโลอา บนเกาะวานัวเลวู ได้ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่ชายฝั่ง นับเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการย้ายชุมชนอย่างเป็นระบบ ปัจจุบันรัฐบาลฟิจิได้ระบุหมู่บ้านมากกว่า 40 แห่งที่อาจต้องย้ายถิ่นฐานภายในห้าถึงสิบปีข้างหน้า
น้ำทะเลหนุนสูงไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่คือสัญญาณเตือนถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่มนุษย์ต้องร่วมกันรับมืออย่างจริงจัง ก่อนที่เส้นแบ่งระหว่างแผ่นดินกับทะเลจะเลือนหายไปอย่างถาวร
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
