รีเซต

“โจฮันเนสเบิร์ก” เผชิญโลกเดือด เมื่อบ้านคนจนกลายเป็น “กับดักความร้อน”

“โจฮันเนสเบิร์ก”  เผชิญโลกเดือด เมื่อบ้านคนจนกลายเป็น “กับดักความร้อน”
TNN ช่อง16
8 ตุลาคม 2569 ( 13:00 )
14

ภาวะอากาศร้อนจัดกำลังกลายเป็นปัญหาที่คนทั่วโลกต้องเผชิญ แต่สำหรับประชาชนในเมืองใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนา ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอาจรุนแรงกว่ามากเมื่อซ้ำเติมด้วยความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่จำกัด และโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ


นครโจฮันเนสเบิร์ก เมืองใหญ่ที่สุดของแอฟริกาใต้ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้ได้อย่างชัดเจน แม้อุณหภูมิพื้นผิวของพื้นที่ต่าง ๆ ภายในเมืองจะแตกต่างกันเพียงไม่กี่องศา โดยอยู่ระหว่างประมาณ 24-30.7 องศาเซลเซียส แต่ระดับความเปราะบางของประชาชนต่อความร้อนกลับแตกต่างกันอย่างมาก ตั้งแต่ 0.23 ในเขตชานเมืองทางตอนเหนือที่มีพื้นที่สีเขียวมาก ไปจนถึง 0.78 ในชุมชนที่มีประชากรหนาแน่นและมีฐานะยากจน
 

การประเมินความเปราะบางจากความร้อนพิจารณา 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การได้รับความร้อน (exposure) ซึ่งดูจากระดับและระยะเวลาที่ต้องเผชิญความร้อน ความอ่อนไหว (sensitivity) หรือระดับที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากความร้อน ซึ่งสัมพันธ์กับสภาพเศรษฐกิจและสังคม และ ความสามารถในการปรับตัว (adaptive capacity) ซึ่งหมายถึงศักยภาพในการรับมือและฟื้นตัวจากความร้อน โดยขึ้นอยู่กับการเข้าถึงระบบสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐาน


เมืองที่ร้อนขึ้นและความเหลื่อมล้ำที่ฝังราก

โจฮันเนสเบิร์กเป็นเมืองบนพื้นที่สูงซึ่งคาดว่าจะมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลก เมืองเคยเผชิญอุณหภูมิสูงสุดถึง 38 องศาเซลเซียสในปี 2016 และการคาดการณ์ในระดับภูมิภาคระบุว่า ภายในสิ้นศตวรรษนี้ อุณหภูมิอาจเพิ่มขึ้นอีก 2.5-5.9 องศาเซลเซียส


ความแตกต่างในการรับมือกับความร้อนไม่ได้เกิดจากสภาพภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานจากประวัติศาสตร์การวางผังเมืองในยุคการแบ่งแยกสีผิว ซึ่งมีการบังคับโยกย้ายประชากรและจัดให้ชุมชนคนผิวดำตั้งอยู่ใกล้หรืออยู่ใต้ลมและปลายน้ำจากแหล่งมลพิษ


พื้นที่เหล่านี้พัฒนากลายเป็น “ทาวน์ชิป” ทั้งชุมชนที่อยู่อาศัยอย่างเป็นทางการและชุมชนไม่เป็นทางการ ซึ่งส่วนใหญ่มีประชากรยากจน อยู่ห่างจากศูนย์กลางเศรษฐกิจ และมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบันโจฮันเนสเบิร์กมีพื้นที่ชุมชนลักษณะดังกล่าวประมาณ 157 แห่ง


ผลจากการวางผังเมืองในอดีตยังคงสะท้อนผ่านความแตกต่างด้านอุณหภูมิ พื้นที่ทาวน์ชิปซึ่งมีความหนาแน่นของที่อยู่อาศัยสูงและมีพื้นที่สีเขียวน้อย มักมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ การสำรวจโดยภาคประชาชนเมื่อไม่นานมานี้พบว่า พื้นที่ที่ร้อนที่สุดของโจฮันเนสเบิร์กจำนวนมากเป็นชุมชนทาวน์ชิปที่เคยถูกแบ่งแยกในอดีต โดยมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่ชนบทโดยรอบราว 6 องศาเซลเซียส ขณะที่ย่านชานเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากกว่ามีอุณหภูมิสูงกว่าราว 3-4 องศาเซลเซียส


อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะอุณหภูมิพื้นผิวกลางแจ้ง ความแตกต่างระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ของโจฮันเนสเบิร์กอาจดูไม่มากนัก โดยอยู่ที่ประมาณ 24.0-30.7 องศาเซลเซียสในช่วงฤดูร้อน พื้นที่อย่างเลนาเซีย เซาท์ และโซเวโต ซึ่งเป็นชุมชนคนผิวดำเป็นส่วนใหญ่ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ด้อยกว่าและเข้าถึงสถานพยาบาลได้จำกัด กลับมีอุณหภูมิพื้นผิวกลางแจ้งต่ำกว่าบางพื้นที่ด้วยซ้ำ แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนความร้อนที่ประชาชนต้องเผชิญภายในบ้าน


บ้านกลายเป็นกับดักความร้อน

ปัญหาสำคัญอยู่ที่คนรายได้น้อยจำนวนมากอาศัยอยู่ในบ้านที่กักเก็บความร้อน เมื่อความร้อนภายนอกถูกสะสมไว้ในตัวอาคาร ความแตกต่างของอุณหภูมิกลางแจ้งเพียงเล็กน้อยก็สามารถกลายเป็นอันตรายต่อสุขภาพภายในบ้านได้


ข้อมูลยังชี้ว่า ชุมชนที่ยากจนกว่ามีทางเลือกในการคลายร้อนน้อยกว่า เมื่อแบ่งพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองตามค่ามัธยฐานของอุณหภูมิพื้นผิว พบว่า พื้นที่ครึ่งหนึ่งที่มีอุณหภูมิสูงกว่ามีสัดส่วนครัวเรือนที่ไม่มีน้ำประปาในบ้านสูงกว่าพื้นที่ที่เย็นกว่าโดยเฉลี่ย


งานวิจัยปี 2025 ได้จัดทำดัชนีความเปราะบางต่อความร้อน หรือ Heat Vulnerability Index (HVI) ในระดับพื้นที่ โดยใช้ตัวชี้วัด 22 รายการ ตั้งแต่อุณหภูมิ พื้นที่สีเขียว ไปจนถึงการเข้าถึงสถานพยาบาล เพื่อประเมินว่าชุมชนแต่ละแห่งได้รับผลกระทบจากความร้อนมากน้อยเพียงใด โดยค่าดัชนีอยู่ระหว่าง 0-1


ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ที่มีค่าความเปราะบางสูงกว่า 0.75 กระจุกตัวอยู่ในชุมชนที่เคยเสียเปรียบทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะพื้นที่ที่เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้จำกัด ขณะที่เขตชานเมืองทางตอนเหนือของเมืองมีค่าความเปราะบางต่ำกว่า 0.3 เนื่องจากมีพืชพรรณมากกว่าและมีโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่ดีกว่า


ปัญหาที่สะท้อนทั้งประเทศ

ความเหลื่อมล้ำในการรับมือกับความร้อนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโจฮันเนสเบิร์ก แต่เป็นปัญหาในระดับประเทศ


ข้อมูลจากเครื่องมือติดตามสถานการณ์ที่จัดทำขึ้นในปี 2014 ซึ่งประเมินปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม 20 ด้าน พบว่า แอฟริกาใต้มีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัดในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐานระหว่างปี 1994 ถึงช่วงต้นทศวรรษ 2010 โดยการขาดแคลนน้ำลดลง 33.8% และการขาดแคลนไฟฟ้าลดลง 25.6%


แต่ปัจจัยด้านความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีความสำคัญต่อความสามารถในการรับมือ เช่น รายได้ กลับมีแนวโน้มแย่ลงในช่วงเวลาเดียวกัน


ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนว่า ช่องว่างด้านความสามารถในการปรับตัวที่พบในแต่ละพื้นที่ของโจฮันเนสเบิร์กอาจไม่ได้เป็นเพียงความล้มเหลวของการวางผังเมือง แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในระดับประเทศ


เมื่อครัวเรือนไม่มีกำลังซื้อเครื่องปรับอากาศ ฉนวนกันความร้อน หรือแม้แต่น้ำประปาที่เพียงพอ ตัวบ้านจึงกลายเป็นปราการสำคัญที่สุดในการป้องกันความร้อน แต่บ้านราคาประหยัดที่ถูกสร้างขึ้นในเมืองของแอฟริกาใต้ในปัจจุบันกลับมีประสิทธิภาพต่ำในการป้องกันความร้อน ทำให้เกิดคำถามถึงแนวทางการออกแบบและก่อสร้างที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศมากขึ้น


หวนกลับสู่ภูมิปัญญาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น

อีกประเด็นหนึ่งที่นักวิจัยชี้ให้เห็นคือ การถูกลดคุณค่าขององค์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของแอฟริกา ซึ่งถูกแทนที่ด้วยการก่อสร้างแบบตะวันตกที่เน้นการใช้คอนกรีตและวัสดุสมัยใหม่


งานศึกษาปี 2017 ที่ติดตามอุณหภูมิภายในบ้านในโจฮันเนสเบิร์กพบว่า บ้านโครงการของรัฐหรือบ้าน RDP รวมถึงที่อยู่อาศัยแบบไม่เป็นทางการ มีอุณหภูมิภายในสูงกว่าอุณหภูมิภายนอกอย่างต่อเนื่องประมาณ 4-5 องศาเซลเซียส


งานวิจัยต่อมายังพบว่า บ้านพักอาศัยสาธารณะในยุคหลังการแบ่งแยกสีผิวมีอุณหภูมิภายในเปลี่ยนแปลงระหว่างวันได้มากถึง 9 องศาเซลเซียส ขณะที่บ้านเพิงในชุมชนอาจมีความแตกต่างของอุณหภูมิสูงถึง 14 องศาเซลเซียส


ในทางตรงกันข้าม สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของแอฟริกาตอนใต้ทะเลทรายซาฮารามีหลักการรับมือกับสภาพอากาศที่สั่งสมมานาน อาคารแบบดั้งเดิมมักใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นและมีมวลความร้อนสูง เช่น หิน ดินเหนียว และฟาง ซึ่งสามารถดูดซับความร้อนในช่วงกลางวันและค่อย ๆ ปล่อยความร้อนออกในเวลากลางคืน


การทดสอบในพื้นที่อีสเทิร์นเคปพบว่า บ้านดินและหินแบบดั้งเดิมของชาวโซซาสามารถรักษาอุณหภูมิภายในให้เปลี่ยนแปลงเพียงประมาณ 4.3 องศาเซลเซียส ขณะที่อาคารคอนกรีตสมัยใหม่มีความผันผวนของอุณหภูมิสูงถึง 20 องศาเซลเซียส


นอกจากช่วยสร้างความสบายทางความร้อนแล้ว งานทบทวนการศึกษาทั่วทวีปในปี 2017 ยังพบว่า การก่อสร้างด้วยดินมีต้นทุนต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่หลายประเภท


จาก “ภูมิปัญญาเก่า” สู่เทคโนโลยีรับมือโลกร้อน

แม้สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นจะมีศักยภาพในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เย็นสบายกว่า แต่การพัฒนาเมืองของแอฟริกาใต้ยังคงพึ่งพาวัสดุนำเข้าที่กักเก็บความร้อนเป็นหลัก ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ข้อจำกัดทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับกฎระเบียบและทัศนคติของสังคม


กฎควบคุมอาคารที่ล้าสมัยและยังไม่มีมาตรฐานระดับประเทศสำหรับวัสดุดิน ทำให้นักพัฒนาโครงการประสบปัญหาในการขอสินเชื่อหรือใบอนุญาตก่อสร้าง ขณะเดียวกัน การถูกลดคุณค่าของเทคนิคการก่อสร้างแบบดั้งเดิมมาเป็นเวลาหลายทศวรรษยังสร้างความเข้าใจว่า อาคารพื้นถิ่นของแอฟริกาเป็นสิ่งล้าหลังหรือไม่ถาวร เมื่อเทียบกับอาคารคอนกรีต


อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของวัสดุดิน เช่น การเสื่อมสภาพจากฝนตกหนักและแสงแดด สามารถแก้ไขได้ด้วยเทคนิคการทำให้วัสดุมีความคงทนมากขึ้น โดยใช้เส้นใยธรรมชาติหรือเติมปูนขาวและซีเมนต์ในปริมาณเล็กน้อย


นักวิจัยจึงมองว่า องค์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของแอฟริกาไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม แต่ควรได้รับการพัฒนาให้เป็น “เทคโนโลยีรับมือสภาพภูมิอากาศ” ที่นำมาใช้ได้จริงในปัจจุบัน


ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์อากาศร้อนจัด การแก้ปัญหาอาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง แต่ต้องรวมถึงการออกแบบที่อยู่อาศัยใหม่ให้สามารถปกป้องประชาชนจากความร้อนได้ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย


การนำหลักการควบคุมความร้อนจากสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นมาประยุกต์ใช้กับที่อยู่อาศัยสมัยใหม่ที่มีความหนาแน่นสูง อาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้าง “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” และเปลี่ยนบ้านจากพื้นที่ที่กักเก็บความร้อน กลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้คนในวันที่โลกกำลังร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง