กองทัพเรือสหรัฐฯ ทดสอบ “LOCUST” เลเซอร์พิฆาตโดรน ยิงแม่น 100% บนเรือบรรทุกเครื่องบิน

กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้สร้างความสำเร็จครั้งใหม่ในการทดสอบอาวุธเลเซอร์ LOCUST (Laser Weapon System - LWS) ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท AeroVironment (AV) การทดสอบทางทะเลครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมปี 2025 บนเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS George H W Bush (CVN-77) แต่เพิ่งจะมีการเผยแพร่รายงานออกมาเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ระบบอาวุธเลเซอร์ LOCUST ความจริงแล้วเริ่มต้นพัฒนาโดยบริษัท BlueHalo แต่ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท AeroVironment ระบบเริ่มส่งมอบต้นแบบแรกให้กับกองทัพบกสหรัฐฯ ในปี 2022 ภายใต้โครงการ P-HEL (Palletized High Energy Laser) และในปี 2023 ได้รับสัญญาพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อนำไปติดตั้งบนยานเกราะยุทธวิธี JLTV และยานยนต์ทหารราบ (ISV) สำหรับภารกิจป้องกันภัยทางอากาศแบบเคลื่อนที่
ระบบ LOCUST ได้ผ่านการทดสอบภาคสนามและการยิงทำลายเป้าหมายจริง (Live-Fire) อย่างเข้มข้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ระบบได้ผ่านการทดสอบมาแล้วกว่า 66 ครั้ง และสามารถล็อคเป้าทำลายโดรนได้อย่างปลอดภัยมากกว่า 1,000 ลำ โดยเฉพาะรุ่นใหม่ระบบเจเนอเรชันที่ 3 รองรับกำลังเลเซอร์ตั้งแต่ 20 ไปจนถึงมากกว่า 35 กิโลวัตต์ โดยได้รับการปรับปรุงให้มีความแม่นยำระดับความเร็วแสง มีต้นทุนการยิงที่ต่ำกว่า 5 ดอลลาร์สหรัฐต่อครั้ง
โดยรายละเอียดผลการทดสอบปรากฏว่าระบบเลเซอร์ LOCUST สามารถทำสถิติกำจัดภัยคุกคามจากโดรนทางอากาศได้สำเร็จถึง 100% ความสำเร็จนี้ตอกย้ำถึงความก้าวหน้าสำคัญในการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางเรือไปสู่อาวุธพลังงานระบุทิศทาง (Directed Energy Weapons)
ในอดีตอาวุธเลเซอร์ที่ถูกนำมาทดสอบมักจะเป็นระบบที่มีกำลังสูงระดับเมกะวัตต์และจำเป็นต้องติดตั้งแบบถาวรบนเรือ แต่สำหรับ LOCUST นั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เนื่องจากเป็นระบบเลเซอร์พลังงานสูงแบบพาเลท (Palletized High Energy Laser หรือ P-HEL)
ระบบนี้มีลักษณะภายนอกคล้ายตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าทั่วไป ทำให้สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายด้วยรถยก และสามารถนำไปติดตั้งบนยานพาหนะทางบกขนาดเล็กหรือวางบนดาดฟ้าเรือได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ระบบมีน้ำหนัก 3,400 ปอนด์ หรือ 1,542 กิโลกรัม สามารถปล่อยลำแสงเลเซอร์ (Spectrally Beam Combined - SBC) ที่มีกำลังส่งออกสูงกว่า 35 กิโลวัตต์
ข้อดีที่โดดเด่นคือความรวดเร็วและง่ายดายในการปฏิบัติงาน โดยสามารถเตรียมความพร้อมใช้งานได้ภายในเวลาเพียง 15 นาที หลังเปิดเครื่อง ไม่ว่าจะใช้พลังงานจากโครงข่ายไฟฟ้าของเรือหรือแบตเตอรี่ภายในตัว
นอกจากนี้ ทหารเรือยังสามารถควบคุมระบบนี้ได้ด้วยการฝึกอบรมพิเศษเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ซึ่งครอบคลุมขั้นตอนตั้งแต่การตรวจจับเป้าหมาย การติดตาม ไปจนถึงการยิงทำลาย อาวุธชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อรับมือและกำจัดเป้าหมายอย่างระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAS) และยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV)
การนำ LOCUST มาใช้นั้นตอบโจทย์ยุทธวิธีทางการทหารในสถานการณ์จริงได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะเมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินต้องจอดเทียบท่าหรืออยู่ในน่านน้ำจำกัดที่ไม่สามารถทำการบินตามปกติได้ ระบบสามารถถูกนำมาตั้งบนดาดฟ้าเรือเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากโดรน และเมื่อต้องการกลับเข้าสู่ปฏิบัติการบิน ก็สามารถเคลื่อนย้ายระบบเลเซอร์ออกได้อย่างรวดเร็ว
นอกเหนือจากการทดสอบขีดความสามารถในการรบแล้ว การทดสอบบนเรือ USS Bush ยังเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า LOCUST สามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรงในทะเล เช่น หมอกเกลือ ความชื้น และแรงสั่นสะเทือนได้ ตัวระบบยังมีระบบรักษาเสถียรภาพที่ช่วยชดเชยการโคลงตัวของเรือ ทำให้สามารถกำหนดเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและเกิดความเสียหายข้างเคียงน้อยที่สุด โดยไม่รบกวนอากาศยานฝ่ายเดียวกัน
จอห์น แกร์ริตี (John Garrity) รองประธานฝ่ายระบบพลังงานระบุทิศทางของบริษัท AeroVironment ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยีนี้ว่า "LOCUST มอบการป้องกันที่มีประสิทธิภาพในทุกมิติจากภัยคุกคามของโดรนที่กำลังเพิ่มขึ้นด้วยความเร็วแสง"
นอกจากนี้ เขายังเสริมด้วยว่าการนำ LOCUST ขึ้นประจำการบนเรือและสามารถเปิดใช้งานได้อย่างรวดเร็วนี้ จะช่วยขยายการใช้งานเลเซอร์พลังงานสูงในกองทัพเรือได้อย่างกว้างขวาง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและเวลาไปกับการดัดแปลงตัวเรือ ซึ่งถือเป็นตัวพลิกเกมสำหรับกองทัพเรือและความมั่นคงของชาติในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
