รีเซต

น้ำมันโลกอาจลง 60 ดอลล์   TOP-OR โอกาสเพิ่มมาร์จิ้น

น้ำมันโลกอาจลง 60 ดอลล์   TOP-OR โอกาสเพิ่มมาร์จิ้น
ทันหุ้น
6 มกราคม 2569 ( 02:30 )
5

นายจักรพงศ์ เชวงศรี  ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แสดงทัศนะเกี่ยวกับสถานการณ์รัฐภูมิศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับเวเนซุเอลา ที่อาจส่งผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในเชิงปัจจัยพื้นฐานจะยังไม่ลดลงมากนัก เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีขุดเจาะน้ำมันในประเทศเวเนซุเอลา สามารถผลิตน้ำมันดิบได้เฉลี่ยวันละประมาณ 1 แสนบาร์เรลต่อวัน  เบื้องต้นหากทางสหรัฐอเมริกาจะเข้าไปลงทุนปรับปรุงเครื่องขุดเจาะอาจสามารถเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมาได้ที่ราว 1.2 – 1.5 แสนบาร์เรลต่อวัน

พร้อมกันนี้แนะนำให้ติดตามสถานการณ์ในระยะกลาง - ยาว โดยหากสหรัฐอเมริกาพิจารณาเข้าลงทุนด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาจำเป็นต้องเป็น การลงทุนขนาดใหญ่ในเชิงโครงสร้าง และเทคโนโลยีที่ทันสมัย  ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง และมีระยะเวลาพัฒนายาวนานประมาณ 3-5 ปี เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตกลับสู่ระดับ 2 – 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน

“เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองกว่า 3 แสนล้านบาร์เรล สูงอันดับ 1 ของโลกและเป็นน้ำมันดิบชนิดหนัก (Heavy Crude Oil) ที่สามารถนำเข้าไปกลั่นในโรงกลั่นของสหรัฐฯ ได้เลยโดยไม่ต้องปรับปรุงเครื่องจักรแต่อย่างใด แต่การลงทุนในเวเนฯ ต้องใช้เม็ดเงินสูง และมีระยะเวลานานดังนั้นในระยะสั้นจึงทำได้เพียงปรับปรุงเครื่องขุดเจาะ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น 3 -5 แสนบาร์เรลต่อวัน”

@ หนุนค้าปลีกน้ำมัน

อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือปริมาณน้ำมันดิบที่เข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น อาจส่งผลต่อราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบในตลาดโลกทั้งปี 2569 จากเดิมที่ประเมินไว้ที่ราว 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปรับลงมาเคลื่อนไหวราว 58 – 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  โรงกลั่นที่มีศักยภาพการกลั่นน้ำมัน Heavy Crude Oil ก็จะมีมาร์จิ้นเพิ่มขึ้น จากราคาต้นทุนน้ำมัน Heavy Crude Oil ที่ต่ำกว่า  Light Crude Oil ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมาร์จิ้นระหว่าง Heavy Crude Oil และ Light Crude Oil  จะต่างกันราว 10 – 12 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เป็นปัจจัยหนุนศักยภาพการทำกำไรขั้นต้น (GPM) ของโรงกลั่นที่ใช้น้ำมันดิบชนิดหนักได้ อาทิ SPRC  TASCO รวมถึงผู้ประกอบการโรงกลั่นไทยที่อยู่ระหว่างลงทุนโครงการ CFP อาทิ TOP ที่มีกำหนดทดสอบเดินเครื่องจักรในอีก 3 ปีข้างหน้า และผู้ค้าปลีกน้ำมัน อาทิ OR PTG เนื่องจากมีส่วนต่างราคาน้ำมันที่มากขึ้น

“หากสหรัฐฯ สามารถทยอยเพิ่มกำลังการผลิต Heavy Crude Oil ได้ก็จะเข้ามาบาลานซ์กับ Light Crude Oil ซึ่งจะทำให้โรงกลั่นมี GRM สูงขึ้น คาดว่าจะอยู่ในกรอบ 10 – 12 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยช่วงที่เวเนฯ สามารถผลิตน้ำมันได้ราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนต่างราคาอยู่ที่ 15 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบันส่วนต่างดังกล่าวเฉลี่ยที่ราว 7 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล”

@ ล็อกหุ้นเด่น

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คงสมมุติฐานราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปี 2569 ที่ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อีกทั้งหากสถานการณ์การเมืองในเวเนซุเอลาสามารถคลี่คลายได้เร็วราคาน้ำมันอาจถูกกดดันเพิ่มเติม เพราะระยะกลาง - ยาวอุปทานของเวเนซูเอลาจะเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากแผนฟื้นฟูปริมาณผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ และส่งออกน้ำมันดิบของเวเนซุเอลากลับไปที่ราว  3 ล้านบาร์เรลต่อวันได้ จากปัจจุบันราว 1 ล้านบาร์เวลต่อวัน ทำให้ความกังวลภาวะอุปทานส่วนเกินเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตส่วนเกินที่ราว 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน  ซึ่งจะเป็นบวกกลุ่ม Ant-oil เช่น SCC และ TASCO

ข่าวที่เกี่ยวข้อง