I love to travel, but I hate to arrive ผมรักการเดินทาง แต่ผมเกลียดการไปถึง ทุกครั้งที่เบิร์ด - ธงไชย แมคอินไตย์ จัดคอนเสิร์ต เขาบอกว่า รู้สึกสนุกและมีความสุขมากจนไม่อยากให้คอนเสิร์ตจบลงเลย อัจฉริยะทุกสาขาจะมีความสุขเมื่อได้ทํางาน ไม่ใช่ต้องรอให้เกิดผลของงานขึ้นมาก่อน จึงจะมีความสุข คนที่เรียนหนังสืออย่างมีความสุขจะสนุกทุกวันที่ได้ไปเรียน โดยไม่ต้องตั้งเงื่อนไขว่าวันที่รับปริญญาจะมีความสุขที่สุด ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นจริง ความสุขที่รอคอยมันก็ไม่ได้มากมายเหมือนกับที่หวังไว้ เพราะจะมีเป้าหมายใหม่เข้ามาแทนที่ เช่นจะได้งานทำหรือได้แต่งงานเมื่อไร ความสุขที่ได้จากการไปถึงเป็นความสุขเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ความสุข ที่ได้ระหว่างการไปยังจุดหมายเป็นความสุขที่ยาวนาน และบ่อยครั้งกว่า หรือแม้บางครั้งไม่ถึงจุดหมายเพราะอุปสรรคบางประการ ก็ไม่รู้สึกทุกข์มากและพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ความสุขจากการเคี้ยวอาหารอย่างช้า ๆ ละเมียดละไมกับรูป กลิ่น และรสชาติของอาหาร ความสุขนั้นจะละเอียดกว่าการกินอย่างเร็วๆ เพื่อให้อิ่ม แม้ว่าการอิ่มคือจุดมุ่งหมายของการรับประทานอาหารก็ตาม นักเรียนมัธยมปลายที่มีความสุขระหว่างเรียน วันที่ถึงจุดหมายคือ จบมัธยมศึกษาปีที่หก ในวันสุดท้ายบางคนร่ําไห้ เพราะชีวิตแบบที่ผ่านมา จะไม่มีอีกแล้ว แต่แน่นอนว่าถ้านักเรียนคนนั้นรู้สึกสนุกกับการเรียน ผลลัพธ์ ที่ได้ย่อมดี เขาต้องสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ และเริ่มต้นเดินทางบนเส้นทางชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อจุดหมายต่อไป เส้นทางของชีวิตไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อบรรลุจุดหมายหนึ่งก็มีจุดหมายใหม่ ให้ไปต่อ คนที่มีความสุขในชีวิตก็คือคนที่รักการเดินทาง และสร้างเป้าหมายใหม่ให้กับชีวิตอยู่ตลอดเวลา Human knowledge and skills alone cannot lead humanity to a happy and dignified life. เพียงความรู้และความชำนาญของคนเราไม่สามารถทำให้มนุษยชาติมีความสุขและมีชีวิตอย่างสง่างามได้ ทักษะและความชํานาญเป็นเพียงส่วนหนึ่งอันเล็กน้อยของสัมมาอาชีวะเท่านั้น มรรคมีองค์ 8 คือ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นถูกต้อง) สัมมาสังกัปปะ (ความคิดถูกต้อง) สัมมาวาจา (เจรจาถูกต้อง) สัมมากัมมันตะ (ปฏิบัติถูกต้อง) สัมมาอาชีวะ (ประกอบอาชีพถูกต้อง) สัมมาวายามะ (ความเพียรถูกต้อง) สัมมาสติ (ความรู้ตัว) และสัมมาสมาธิ (สงบจาก กิเลส) การมีความสุขและมีชีวิตอย่างสง่างาม ต้องดําเนินชีวิตตาม “มรรค”อันเป็นวิถีแห่งการดับทุกข์ แม้จะมีทักษะสุดยอดของโลกอย่างไมเคิล แจ็กสัน ก็อาจจะมีชีวิตที่ ไม่มีความสุขก็ได้ ยิ่งถ้าเป็นผู้นํา เช่น ฮิตเลอร์ มุสโสลินี แม้จะมีทักษะการ ครองใจคน แต่ต่างมีชีวิตที่ไม่สง่างาม แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งใช้ ความรู้และความชํานาญที่มีเหนือกว่าประเทศอื่นๆ สร้างระเบิดปรมาณูไปทิ้งลงฮิโรชิมากับนางาซากิ การทําเช่นนี้ถือว่าเป็นโทษต่อมนุษยชาติ ทักษะและความชํานาญเมื่อมีมากจนถึงจุดหนึ่ง สภาวะการมีสติจะ หายไป ยิ่งถ้ามีความประมาทเข้ามาร่วมด้วยยิ่งอันตราย และถ้านํามันมาใช้ เพื่อแสวงหา กอบโกยสิ่งต่างๆ เข้าหาตัวด้วยความโลภ ทักษะนั้นก็จะเป็น โทษต่อสังคมอย่างยิ่ง ไอน์สไตน์เน้นการสอนเรื่องทักษะมากที่สุดในคําคมต่างๆ ของเขา แต่สุดท้ายเขาก็สรุปว่า แม้มีทักษะอันเลอเลิศก็ยังไม่สามารถทําให้มนุษย์มีชีวิต ที่มีความสุขได้ ซึ่งเราได้เห็นประจักษ์ต่อสายตาแล้ว ที่คนซึ่งชํานาญระดับโลก ในด้านต่างๆ กลับมีชีวิตที่ไม่มีความสุขเท่าที่ควร Why does this magnificent applied science, which saves work and makes life easier, bring us so little happiness ? ทำไมวิทยาศาสตร์ประยุกต์อันยอดเยี่ยมเหล่านี้ ซึ่งช่วยให้ทำงานเร็วขึ้นและทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ถึงทำให้เรามีความสุขเพียงเล็กน้อย ถ้าเทียบชีวิตความเป็นอยู่ของเรากับจักรพรรดิในสมัยโบราณเราจะพบว่า แม้ตัวเราที่เป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาก็ยังมีสิ่งอํานวย ความสะดวกต่างๆ เหนือกว่าจักรพรรดิมากมาย ทั้งเครื่องปรับอากาศ รถยนต์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ยารักษาโรค เครื่องเสียง โทรทัศน์ ฯลฯ คําถามคือว่า แล้วทําไมมนุษย์ถึงไม่มีความสุขเพิ่มขึ้น เพราะถ้าเทียบแบบนั้น แล้ว มนุษย์ทุกคนบนโลกปัจจุบันน่าจะมีความสุขมากกว่าจักรพรรดิในสมัย ก่อนด้วยซ้ำ ถามว่าผู้คนในสมัยกรุงสุโขทัยกับกรุงรัตนโกสินทร์ยุคปัจจุบันใครมีความสุขมากกว่ากัน สมัยนั้นรถไม่ติด ไม่มีมลภาวะ แม่น้ำลําคลองใสสะอาด มีชีวิตอย่างเรียบง่าย ค่าตอบคือ “ไม่แน่” เพราะถ้าเทียบแล้วคนในยุคก่อน อาจมีความสุขมากกว่าปัจจุบันก็ได้ กิเลสตัณหาของมนุษย์พองตัวเร็วกว่าอัตราการก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ได้ซื้อมาขับมากมายนัก รถรุ่นใหม่แต่ละรุ่นต้องใช้เวลาคิดออกแบบถึงเจ็ดปี แต่เมื่อ ความสุขและความตื่นเต้นที่ได้จะสูงสุดในวันรับรถ และค่อยๆ ลดลงจนถึงจุดเดิมเมื่อเทียบกับรถคันเก่าภายในสองปี นอกจากนั้นความ เคยชินกับความสะดวกสบายทําให้เมื่อวันหนึ่งขาดสิ่งเหล่านั้น ความทุกข์จะเข้ามาแทนที่ เช่น วันหนึ่งเครื่องเล่นซีดีในรถเสีย ต้องเล่นเทปคาสเซ็ต ฟังแทน ผู้นั้นจะเกิดความทุกข์ในการฟังทันที ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าที่จะมีซีดี มนุษย์ก็ฟังเพลงจากเทปคาสเซ็ตอย่างมีความสุขมาก่อน เช่นเดียวกับคนที่ดู จอ HD จนชินก็จะรู้สึกไม่สบายตาเมื่อมาดูจอ SD เด็กเจ็ดขวบที่พ่อแม่พาไปดิสนีย์แลนด์จะมีความสุขมากกับเครื่องเล่นไฮเทคต่างๆ แต่เมื่อพ่อแม่พาเขาไปดรีมเวิลด์หรือสวนสยามในภายหลัง ความสุขของเด็กคนนั้นจะลดน้อยลงไปมาก ตรงข้ามกับเด็กยากจน ที่มี ความสุขกับการนั่งชิงช้าสวรรค์หรือม้าหมุนงานวัดตอนเจ็ดขวบ ไปดรีมเวิลด์ ตอนเก้าขวบ ไปสวนสยามตอนสิบสอง และไปดิสนีย์แลนด์ตอนอายุสิบแปด เขาจะมีความสุขได้หลายครั้ง Look deep into nature, and then you will understand everything better. ดูให้ลึกลงไปในธรรมชาติ แล้วคุณจะเข้าใจทุกๆสิ่งดีขึ้น ในหนังสือเล่มหนึ่งที่รวบรวมจดหมายจากไอน์สไตน์ เขาได้เขียนไว้ว่า “ผลงานทางวิทยาศาสตร์ของผมมีแรงกระตุ้นมาจากความปรารถนาที่จะ เข้าใจในธรรมชาติ” ธรรมะคือการศึกษาธรรมชาติ และวิทยาศาสตร์ก็เป็น วิธีการหนึ่งในการศึกษาธรรมชาติ ต่างกันก็แต่เรื่องที่ว่า ธรรมะเน้นศึกษา ในเรื่องทางใจ แต่วิทยาศาสตร์เน้นทางด้านกายภาพ ปัจจุบันจึงมีศาสตร์ที่ สามารถอธิบายได้ถึงลักษณะการก่อตัวและการหมุนของพายุอย่างละเอียด แต่ธรรมะเน้นไปทางด้านพายุอารมณ์ ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงอธิบายได้อย่างละเอียดเช่นกัน การเข้าใจการเกิดของพายุทําให้มนุษย์พ้นทุกข์ทางกาย แต่การเข้าใจการเกิดของพายุอารมณ์จะทําให้มนุษย์พ้นทุกข์ทางใจ สอดคล้องกับคําพูดของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ว่า “ความยิ่งใหญ่ที่มนุษย์จะสัมผัสได้คือความเร้นลับของจิตวิญญาณ ซึ่งทําหน้าที่ร้อยประสาน ความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์แท้จริงทั้งหมด การรับรู้ความจริงแท้ของจักรวาล ทางศาสนาจึงเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดของการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์” เหมือนกับเขาจะบอกว่าการเข้าใจธรรมชาติทางจิตอย่างลึกซึ้งจะทําให้สามารถเข้าถึงความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบัน นักฟิสิกส์สายควอนตัมเริ่มเข้าใจประโยคนี้ของไอน์สไตน์แล้วว่า ธรรมชาติทั้งหมดถูกกําหนดขึ้นมาด้วยจิตของเรานั่นเอง การจะมองเข้าไปในธรรมชาติได้ เราต้องแยกตัวออกจากธรรมชาติเสียก่อน ปลาที่ไม่แยกตัวออกจากน้ําจะไม่มีวันมองเห็นน้ำ เสือที่ไม่แยกตัว ออกจากป่าก็ไม่มีวันเห็นป่า ไอน์สไตน์เคยบอกไว้ว่า “คนเราจะเข้าใจชีวิต ก็ต่อเมื่อหลุดพ้นจากอัตตาได้” เราจะไม่มีวันเข้าใจธรรมชาติทางนามภายใน ตัวเราได้เลยถ้าเรายังยึดมั่นในตัวกู ของกู ธรรมะคือการเข้าใจธรรมชาติฝ่ายนาม วิทย์คือความเข้าใจธรรมชาติ ฝ่ายรูป เมื่อความเข้าใจของทั้งสองถึงจุดสูงสุด ทั้งวิทย์และพุทธ รูปและนามจะมาบรรจบกัน เครดิตภาพทั้งหมดโดย A.I. เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !