รีเซต

BRICS แกนนำประเทศ “ซีกโลกใต้” : ความท้าทาย และอนาคตที่รออยู่

BRICS แกนนำประเทศ “ซีกโลกใต้” : ความท้าทาย  และอนาคตที่รออยู่
TNN ช่อง16
8 กันยายน 2569 ( 08:55 )
7

จากจุดเริ่มต้นของ 5 ประเทศผู้ร่วมก่อตั้ง ได้แก่

B – Brazil บราซิล
R – Russia รัสเซีย
I – India อินเดีย
C – China จีน
S – South Africa แอฟริกาใต้

วันนี้ BRICS ขยายตัวจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ไปสู่หนึ่งในเวทีสำคัญที่พยายามสะท้อนเสียงของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศใน “ซีกโลกใต้” หรือ Global South

ในปี 2026 BRICS มีประเทศที่ถูกนับรวมในกรอบสมาชิก 11 ประเทศ ได้แก่ 5 สมาชิกดั้งเดิม ร่วมกับ อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศล่าสุดที่เข้าร่วมในปี 2025

ขณะเดียวกัน BRICS ยังมี “ประเทศหุ้นส่วน” หรือ Partner Countries อีก 10 ประเทศ ได้แก่ เบลารุส โบลิเวีย คิวบา คาซัคสถาน มาเลเซีย ไนจีเรีย ไทย ยูกันดา อุซเบกิสถาน และเวียดนาม

หนึ่งในนั้นคือ ประเทศไทย ซึ่งเข้าเป็นประเทศหุ้นส่วน BRICS ตั้งแต่ปี 2025 นับเป็นอีกก้าวของไทยในการเพิ่มพื้นที่ทางการทูตและเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยไม่จำเป็นต้องผูกตัวเองเข้ากับขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว

ในปี 2026 อินเดียรับหน้าที่ประธาน BRICS ภายใต้ธีม

“Building for Resilience, Innovation, Cooperation and Sustainability”

"การสร้างความเข้มแข็งผ่าน ความยืดหยุ่น นวัตกรรม ความร่วมมือ และความยั่งยืน"

แต่เมื่อ BRICS ใหญ่ขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “BRICS จะขยายไปได้อีกแค่ไหน” หากแต่คือ กลุ่มประเทศที่มีความแตกต่างกันอย่างมหาศาลนี้ จะสามารถเปลี่ยนขนาดและจำนวนสมาชิกให้กลายเป็น “อำนาจ” ที่มีผลต่อระเบียบโลกได้จริงหรือไม่

แรกเริ่มเดิมที คำว่า BRIC ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นจากเวทีการเมืองระหว่างประเทศ แต่ถูกบัญญัติขึ้นโดย จิม โอนีล (Jim O’Neill) นักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs ในบทความวิจัยเมื่อปี 2001

ในเวลานั้น BRIC ประกอบด้วย 4 ประเทศ คือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน ซึ่งโอนีลมองว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจเหล่านี้จะทำให้น้ำหนักของพวกเขาในระบบเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น และอาจท้าทายอิทธิพลของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจร่ำรวยอย่าง G7 ในอนาคต

แนวคิดทางเศรษฐกิจค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ความร่วมมือทางการเมือง

ปี 2006 รัฐมนตรีต่างประเทศของ 4 ชาติเริ่มประชุมร่วมกัน ก่อนที่รัสเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำ BRIC ครั้งแรกที่เมืองเยคาเตรินเบิร์กในปี 2009 และแอฟริกาใต้เข้าร่วมในเวลาต่อมา จนเกิดตัว “S” และกลายเป็น BRICS อย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน

ตลอดระยะเวลาหลังจากนั้น BRICS ค่อย ๆ เปลี่ยนจากเวทีของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ไปสู่เวทีที่เรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนามีเสียงมากขึ้นในการกำหนดกติกาของโลก ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปสถาบันการเงินระหว่างประเทศ การค้า การพัฒนา พลังงาน เทคโนโลยี ไปจนถึงการผลักดันระเบียบโลกแบบ หลายขั้วอำนาจ หรือ Multipolar World Order

การขยายสมาชิกครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ภาพดังกล่าวชัดเจนขึ้น

การเข้ามาของประเทศตะวันออกกลางอย่างอิหร่าน อียิปต์ UAE และการมีส่วนร่วมของซาอุดีอาระเบีย ทำให้ BRICS เชื่อมโยงกับพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของโลกมากขึ้น ขณะที่การเข้าเป็นสมาชิกของ อินโดนีเซีย ในปี 2025 ทำให้ BRICS มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาอยู่ในกลุ่มด้วย

เป้าหมายจึงชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ คือการ เพิ่มอำนาจต่อรองของ Global South และทำให้ระเบียบโลกสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจทางเศรษฐกิจมากกว่าเดิม

แต่ “ขนาด” ที่ใหญ่ขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่า “อำนาจ” จะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ


BRICS ใหญ่ขึ้น... และปัญหาก็ใหญ่ตาม

ความท้าทายประการที่ 1 คือ BRICS ยังไม่มีโครงสร้างสถาบันที่แข็งแกร่งเหมือนองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง ไม่มีสำนักเลขาธิการถาวรที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายทั้งหมด และการตัดสินใจสำคัญยังอาศัยฉันทามติของสมาชิก

ข้อดีคือทำให้สมาชิกยังรักษาอธิปไตยและความยืดหยุ่นของตัวเองไว้ได้ แต่ข้อเสียคือ เมื่อสมาชิกเพิ่มขึ้นและมีผลประโยชน์แตกต่างกันมากขึ้น การหาฉันทามติก็ยิ่งยากขึ้นตามไปด้วย

ประการที่สอง คือ สมาชิก BRICS ไม่ได้มีวิสัยทัศน์ทางการเมืองหรือผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์เหมือนกันทั้งหมด

จีนและรัสเซียต้องการเห็นโลกที่อำนาจของสหรัฐฯ และตะวันตกลดลง ขณะที่ประเทศอย่างอินเดียยังรักษาความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และชาติตะวันตก พร้อมกับเข้าร่วม BRICS ไปพร้อมกัน

อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอินเดียเองก็มีทั้งการแข่งขันทางเศรษฐกิจ อิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาชายแดน ขณะที่ประเทศตะวันออกกลางที่เข้ามาอยู่ในกลุ่มก็มีผลประโยชน์และการแข่งขันกันเอง

ประการที่สาม คือ ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจภายในกลุ่ม

เศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่กว่าสมาชิกส่วนใหญ่ของ BRICS อย่างมาก ทำให้เกิดคำถามว่า BRICS จะเป็นเวทีที่ประเทศกำลังพัฒนามีเสียงอย่างเท่าเทียมจริง หรือท้ายที่สุดจีนจะมีอิทธิพลเหนือทิศทางของกลุ่มมากกว่าสมาชิกอื่น

นี่คือโจทย์สำคัญ เพราะ BRICS ต้องการผลักดันระบบโลกที่มีความเท่าเทียมและเป็นตัวแทนของประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน กลุ่มเองก็ต้องจัดการกับ ความไม่สมดุลทางอำนาจภายในบ้านของตัวเอง

อีกความท้าทายคือ “เครื่องมือ” โดยเฉพาะเครื่องมือทางการเงิน ของ BRICS ยังมีข้อจำกัด

แม้จะมี New Development Bank หรือ NDB ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาที่ยั่งยืน และพยายามเพิ่มการระดมทุนและปล่อยกู้ด้วยสกุลเงินท้องถิ่น แต่ขนาดและอิทธิพลของสถาบันยังเล็กเมื่อเทียบกับสถาบันการเงินระดับโลกที่มีมานาน

ความพยายามลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ หรือที่มักถูกเรียกว่า De-dollarization ก็ยังห่างไกลจากการสร้าง “สกุลเงิน BRICS” ที่สามารถมาแทนดอลลาร์ได้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติมากกว่าคือ การผลักดันให้สมาชิก ใช้สกุลเงินของตัวเองในการค้าระหว่างกันมากขึ้น และสร้างระบบการชำระเงินที่ลดการพึ่งพาโครงสร้างการเงินที่ตะวันตกมีอิทธิพลสูง

อนาคตกลุ่ม BRICS จะเป็นอย่างไร?

ในความเป็นจริง BRICS ไม่จำเป็นต้องเข้ามาแทนที่ G7 เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองประสบความสำเร็จ

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ BRICS จะสามารถเปลี่ยน “น้ำหนักทางประชากร เศรษฐกิจ พลังงาน และทรัพยากร” ของสมาชิก ให้กลายเป็นอำนาจต่อรองในระบบโลกได้มากเพียงใด

อนาคตของ BRICS จึงน่าจะขึ้นอยู่กับอย่างน้อย 3 เรื่องสำคัญ

หนึ่ง เปลี่ยนจากเวทีหารือไปสู่กลไกที่สร้างผลลัพธ์จริง

หาก BRICS ต้องการมีบทบาทมากกว่าการเป็นเวทีประชุม จำเป็นต้องผลักดันโครงการที่ประชาชนและประเทศสมาชิกเห็นผลได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนโครงสร้างพื้นฐาน การค้าระหว่างสมาชิก ระบบชำระเงิน ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน เทคโนโลยี หรือความร่วมมือด้านภูมิอากาศ

สอง ทำให้ Global South มีเสียงมากขึ้นในสถาบันเดิม ไม่ใช่เพียงสร้างสถาบันใหม่

หนึ่งในบทบาทที่ BRICS สามารถสร้างผลกระทบได้มากที่สุด อาจไม่ใช่การสร้าง “ระเบียบโลกใหม่” ขึ้นมาแทนระบบเดิมทั้งหมด แต่คือการรวมพลังกันผลักดันให้ IMF ธนาคารโลก WTO และสหประชาชาติ สะท้อนน้ำหนักของประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น

สาม จัดการความแตกต่างภายในให้ได้

ยิ่ง BRICS ขยายสมาชิก ความหลากหลายก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ความสำเร็จของกลุ่มจึงขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถหาจุดร่วมระหว่างจีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้หรือไม่ โดยไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งทวิภาคีทำให้ทั้งกลุ่มหยุดชะงัก

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง