รีเซต

ไม่รู้จักคอนเทนต์ Red Pill ใช่ไหม แต่เด็กผู้ชายวัยรุ่นกำลังเผชิญกับมัน

ไม่รู้จักคอนเทนต์ Red Pill ใช่ไหม แต่เด็กผู้ชายวัยรุ่นกำลังเผชิญกับมัน
TNN ช่อง16
16 ตุลาคม 2569 ( 11:25 )
14

คอนเทนต์แนว Red Pill ในโลกออนไลน์ กำลังส่งผลต่อมุมมองที่เด็กผู้ชายมีต่อตัวเอง ผู้หญิง และความเป็นชาย ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เบื้องหลังคำแนะนำเรื่องการพัฒนาตัวเอง อาจซ่อนความไม่มั่นใจ ความกลัวการถูกปฏิเสธ และแนวคิดเกลียดผู้หญิงที่ค่อย ๆ รุนแรงขึ้น

ลูกชายวัย 17 ปีของ เคที เฮอร์ลีย์ นักเขียน นักจิตบำบัด และคุณแม่คนหนึ่ง ไม่ใช่คนที่ชื่นชอบ TikTok มากนัก ก่อนหน้านี้เขาเคยดูคลิปบาสเกตบอลและติดตามศิลปินที่ชื่นชอบ แต่ในที่สุดก็ลบแอปออก โดยบอกเพียงว่าไม่ค่อยได้ใช้งานแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้เป็นแม่ยังสงสัยถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าว โดยเฉพาะหลังจากลูกชายเคยพูดถึง TikTok ไว้เมื่อปลายเดือนมกราคม หลังแพลตฟอร์มปรับโครงสร้างความเป็นเจ้าของสำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ ว่า

“ข่าวดีของ TikTok คือมีคลิปลามกน้อยลง แต่ข่าวร้ายคือมีคอนเทนต์ Red Pill เยอะขึ้น”

Red Pill คืออะไร ทำไมจึงน่ากังวล

แปลงง่ายๆคือ “Red Pill หรือแนวคิดที่เชื่อว่าผู้ชายกำลังเสียเปรียบในสังคมที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิง โดยคอนเทนต์บางกลุ่มนำเสนอแนวคิดดังกล่าวควบคู่กับการต่อต้านหรือเหยียดผู้หญิง”

คำว่า “Red Pill” มาจากภาพยนตร์เรื่อง The Matrix ใช้เปรียบเปรยถึงการตื่นขึ้นมารับรู้สิ่งที่เชื่อว่าเป็น “ความจริงอันโหดร้าย” โดยกลุ่มแนวคิดนี้มักนำเสนอว่าผู้ชายกำลังถูกกดขี่ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงและแนวคิดสตรีนิยม

คอนเทนต์ลักษณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า “Manosphere” หรือเครือข่ายคอนเทนต์ออนไลน์ที่พูดถึงความเป็นชาย สิทธิของผู้ชาย และความสัมพันธ์ระหว่างเพศ โดยบางกลุ่มมีแนวคิดต่อต้านผู้หญิงอย่างชัดเจน

ปัญหาคือ เด็กผู้ชายไม่จำเป็นต้องตั้งใจค้นหาคอนเทนต์เกลียดผู้หญิงเพื่อจะพบกับเนื้อหาเหล่านี้ เพราะอาจเริ่มต้นจากการค้นหาคลิปออกกำลังกาย การดูแลผิว หรือการจัดแต่งทรงผม ก่อนที่อัลกอริทึมจะแนะนำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ คอนเทนต์ Red Pill ไม่ได้อยู่เฉพาะใน TikTok แต่ยังพบได้บน YouTube โซเชียลมีเดียอื่น ๆ แพลตฟอร์มเกม ตลอดจนการพูดคุยในกลุ่มเพื่อนและโรงเรียน


เพิมเติม : สำหรับในประเทศไทยเองเนื้อหาแนว Red Pill อาจจะยกตัวอย่างได้จากกระแสของ ผู้สร้างเนื้อหา ผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไปแก่ โดยผู้สร้างเนื้อหาพยายามนำเสนอแนวคิดการพัฒนาตัวเองของผู้ชายแต่ไปในแนวทางของการต่อต้านหรือเหยียดผู้หญิง


เด็กผู้ชายกำลังเผชิญอะไรอยู่บนโลกออนไลน์

ผลสำรวจของ Common Sense Media ในปี 2025 ซึ่งสำรวจเด็กผู้ชายในสหรัฐฯ มากกว่า 1,000 คน อายุ 11–17 ปี พบว่า

73% ของเด็กผู้ชายวัยรุ่นพบคอนเทนต์เกี่ยวกับความเป็นชายเป็นประจำ

เกือบ 1 ใน 4 มีระดับการสัมผัสคอนเทนต์ดังกล่าวสูง

ในกลุ่มที่สัมผัสคอนเทนต์เกี่ยวกับความเป็นชายบนโลกดิจิทัลในระดับสูง 14% มีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ

39% ของเด็กในกลุ่มนี้รายงานว่าบางครั้งรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์

34% รู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรดี

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างการสัมผัสคอนเทนต์จาก Manosphere ในระดับสูงกับปัญหาสุขภาพจิต แต่ไม่ได้หมายความว่าคอนเทนต์เหล่านี้เป็นสาเหตุโดยตรงของปัญหาทั้งหมด

ผู้เขียนบทความได้ทดลองค้นหาคอนเทนต์แนว Red Pill บน TikTok ด้วยตัวเองเป็นเวลาหลายเดือน โดยพบคลิปแนะนำให้เด็กผู้ชายซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ใช้ค้อนหรือวัตถุแข็งเคาะแนวกรามเพื่อให้ใบหน้าดูคมชัดขึ้น รวมถึงใช้เทปติดเปลือกตาเพื่อให้ได้ลักษณะดวงตาที่เรียกว่า “Hunter Eyes”

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ แต่เป็นความไม่มั่นใจที่ปรากฏอยู่เบื้องหลัง เด็กผู้ชายจำนวนหนึ่งโพสต์ภาพของตัวเองเพื่อขอให้คนอื่นประเมินรูปลักษณ์ ถามว่าต้องปรับปรุงอะไร หรือพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้ได้รับการยอมรับ

บางคนพยายามกลั้นน้ำตาขณะพูดถึงสิ่งที่ไม่ชอบในรูปลักษณ์และบุคลิกภาพของตนเอง เพราะคอนเทนต์บางกลุ่มมองว่าการร้องไห้เป็นความอ่อนแอ

จากคำแนะนำพัฒนาตัวเอง สู่แนวคิดที่รุนแรงขึ้น

ในช่วงแรก คอนเทนต์เหล่านี้อาจดูเหมือนคำแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง เช่น การออกกำลังกาย การมีวินัย การสร้างความมั่นคงทางการเงิน และการเป็นผู้นำ แต่เมื่อรับชมต่อเนื่อง เนื้อหาอาจค่อย ๆ เข้มข้นขึ้น จนมีแนวคิดเหยียดเชื้อชาติและเกลียดผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้อง

คอนเทนต์บางส่วนกำหนดภาพของ “ผู้ชายที่แท้จริง” ว่าต้องพึ่งพาตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ มีความเด็ดขาด ควบคุมสถานการณ์ได้ และเป็นผู้ดูแลผู้หญิง โดยบางกลุ่มตีความไปถึงการที่ผู้ชายควรควบคุมชีวิตคู่และให้ผู้หญิงออกจากงานเพื่ออยู่บ้าน

ขณะเดียวกัน คอนเทนต์เหล่านี้ยังเชื่อมโยงกับการขายสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรพัฒนาตัวเอง อาหารเสริม อุปกรณ์ฝึกกราม ไปจนถึงการชักชวนให้เข้าสู่แพลตฟอร์มเดิมพันกีฬาและซื้อขายสินทรัพย์

ผู้เขียนมองว่า โมเดลนี้ทำให้ผู้สร้างคอนเทนต์บางรายได้รับผลประโยชน์ทางการเงิน ขณะที่เด็กผู้ชายที่กำลังรู้สึกโดดเดี่ยวหรือไม่มั่นใจอาจต้องแบกรับต้นทุนทั้งด้านการเงินและสุขภาพจิตจากการพยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็นไปตามอุดมคติที่ถูกนำเสนอ


ความเหงาและความกลัวการถูกปฏิเสธ คือสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

หลังจากอ่านความคิดเห็นจำนวนมากใต้คลิป ตั้งแต่คำแนะนำทั่วไปอย่างการอาบน้ำวันละสองครั้ง ไปจนถึงพฤติกรรมเสี่ยงอย่างการใช้วัตถุแข็งทุบกระดูกเพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์ ผู้เขียนพบประเด็นร่วมที่สำคัญ ได้แก่ ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม การมีเป้าหมายในชีวิต และความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า

เด็กผู้ชายต้องการรู้สึกว่ามีคนเข้าใจพวกเขา แม้คอนเทนต์บางกลุ่มจะใช้ความโกรธเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ โดยชี้เป้าไปที่ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงในฐานะศัตรูร่วมกัน แต่สำหรับเด็กที่รู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจ พื้นที่เหล่านี้อาจกลายเป็นสถานที่ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีที่ยืน

อีกประเด็นคือความกลัวการถูกปฏิเสธ เด็กผู้ชายที่ติดตามคอนเทนต์เหล่านี้เป็นประจำอาจได้รับข้อความว่าต้องเข้มแข็ง ไม่แสดงความอ่อนแอ และควบคุมสถานการณ์ให้ได้ แต่เมื่อคำแนะนำเหล่านั้นไม่ช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น ความผิดหวังอาจแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ และบางครั้งแสดงออกผ่านถ้อยคำเกลียดผู้หญิงหรือการใช้ภาษาที่สื่อถึงความรุนแรง โดยมีเพื่อนร่วมกลุ่มคอยสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เด็กผู้ชายทุกคนจะเชื่อหรือยอมรับแนวคิดเหล่านี้ ผู้เขียนยังพบวัยรุ่นและชายหนุ่มจำนวนหนึ่งที่นำเสนอคำแนะนำการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ และตั้งคำถามต่ออินฟลูเอนเซอร์ที่เผยแพร่แนวคิดความเป็นชายแบบสุดโต่ง เพียงแต่คอนเทนต์ที่กระตุ้นอารมณ์รุนแรงมักดึงดูดความสนใจได้มากกว่า


พ่อแม่จะช่วยลูกได้อย่างไร

ผู้เขียนเสนอแนวทางที่พ่อแม่สามารถเริ่มต้นได้จากชีวิตประจำวัน โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการห้ามใช้โซเชียลมีเดียทั้งหมด

1. เปิดโอกาสให้ลูกทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นในชีวิตจริง

การทำกิจกรรมจิตอาสาหรือช่วยเหลือผู้อื่นร่วมกัน ช่วยให้เด็กได้พบผู้คนและแบบอย่างที่หลากหลาย สร้างความสัมพันธ์นอกโลกออนไลน์ และรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมกับสังคม

2. ฝึกให้ลูกคิดวิเคราะห์คอนเทนต์

ชวนลูกตั้งคำถามว่า เนื้อหาที่เห็นมีหลักฐานรองรับหรือไม่ ผู้สร้างได้รับค่าตอบแทนจากการโฆษณาหรือเปล่า หากอ้างงานวิจัย มีการเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือหรือไม่ และงานวิจัยนั้นผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญหรือไม่

3. ช่วยให้ลูกสังเกตความรู้สึกของตัวเอง

หากบัญชีใดทำให้ลูกรู้สึกด้อยค่า หมดหวัง หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีวันดีพอ ควรสนับสนุนให้ลูกเลิกติดตาม และเรียนรู้ที่จะสังเกตว่าคอนเทนต์แต่ละประเภทส่งผลต่ออารมณ์และความคิดของตนเองอย่างไร

4. ทำความเข้าใจเครื่องมือความปลอดภัยของแต่ละแพลตฟอร์ม

TikTok มีคู่มือสำหรับผู้ปกครองและระบบ Family Pairing เพื่อช่วยจัดการการตั้งค่าความปลอดภัยและประสบการณ์การใช้งานของวัยรุ่น ส่วน YouTube มีแนวทางการใช้หน้าจออย่างเหมาะสมสำหรับวัยรุ่น และบัญชีที่ออกแบบให้สอดคล้องกับช่วงวัย

เครื่องมือเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแล แต่ไม่สามารถทดแทนการพูดคุยและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่กับลูกได้ทั้งหมด


สิ่งสำคัญที่สุด คือทำให้ลูกรู้สึกว่ามีคนเข้าใจ

หลังใช้เวลาประมาณ 6 เดือนสำรวจคอนเทนต์ในพื้นที่ Manosphere ผู้เขียนสรุปข้อคิดสำคัญสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกชายว่า เด็กที่ขาดความสัมพันธ์ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และความรู้สึกว่ามีคนเข้าใจ อาจหันไปแสวงหาสิ่งเหล่านี้จากโลกออนไลน์แทน

ดังนั้น การรับมือกับคอนเทนต์ Red Pill จึงไม่ใช่แค่การจำกัดเวลาหน้าจอหรือบล็อกบัญชีที่ไม่เหมาะสม แต่ต้องช่วยให้เด็กผู้ชายสร้างความมั่นใจในตัวเอง เรียนรู้ที่จะจัดการกับความผิดหวัง มีความสัมพันธ์ที่ดี และเข้าใจว่าคุณค่าของความเป็นชายไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ ความแข็งกร้าว หรือการควบคุมผู้อื่น

เพราะเมื่อเด็กผู้ชายรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและได้รับการยอมรับในชีวิตจริงมากพอ พวกเขาก็อาจไม่จำเป็นต้องแสวงหาการยอมรับจากคอนเทนต์ที่ทำให้ตัวเองและผู้อื่นรู้สึกด้อยค่าลง


ที่มา: Katie Hurley, “Not familiar with ‘red pill’ content? Teen boys are, whether they want to be or not,” CNN, 27 เมษายน 2026

หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงและแปลจากบทความต้นฉบับของ CNN โดยปรับสำนวนและลำดับเนื้อหาเพื่อให้เหมาะกับผู้อ่านภาษาไทย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง